- หน้าแรก
- วิถีปราชญ์เป็นใหญ่ ข้าขอท่องกวีถังในต่างโลก
- บทที่ 425 ความหมายสองชั้น บทกวีชั้นเลิศระดับอมตะ
บทที่ 425 ความหมายสองชั้น บทกวีชั้นเลิศระดับอมตะ
บทที่ 425 ความหมายสองชั้น บทกวีชั้นเลิศระดับอมตะ
“ยอดเยี่ยม! สมกับเป็นศิษย์น้องฉือซ่งจริง ๆ เพียงเอ่ยปากร่ายบทกวีออกมา ก็กลายเป็นผลงานชั้นเลิศที่สามารถสืบทอดไปชั่วกาลได้แล้ว”
ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังจมอยู่กับการลิ้มรสบทกวีที่ฉือซ่งเพิ่งขับขาน จ้าวหลี่จิงและศิษย์จากสำนักศึกษาเหยียนเซิ่งอีกหลายคนต่างตบโต๊ะพร้อมกล่าวชื่นชมไม่ขาดปาก
“วรรคแรกของบทกวีนี้ เป็นทั้งการพรรณนาภาพและบอกเล่าเหตุการณ์ ถ่ายทอดภาพกองทัพพันธมิตรเจ็ดแคว้นที่ร่วมกันล้อมโจมตีพระนครต้าโจวได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า ‘กดทับ’ เพียงคำเดียว ก็สามารถสร้างบรรยากาศแห่งการประชิดเมือง ความตึงเครียด และความแตกต่างของกำลังทั้งสองฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งอาศัยแสงอาทิตย์ขับเน้นความสง่างามและความเกรียงไกรของกองทัพ”
“วรรคที่สอง ถ่ายทอดทั้งทางโสตประสาทและสายตา สร้างบรรยากาศอันโศกเศร้าและความโหดร้ายของสนามรบ ฤดูใบไม้ร่วงล่วงลึก ใบไม้ร่วงโรยทั่วผืนดิน เสียงเขาสงครามดังก้องไปทั่วฟ้า เสียงกลองศึกคำรามเร้าให้เหล่าทหารบุกเข้าฆ่าฟันศัตรู ส่วนประโยค ‘ดินชายแดนแดงดุจชาด ยามราตรีกลายเป็นสีม่วงเข้ม’ นั้น บรรยายพื้นดินที่สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงจนเป็นสีแดงราวชาด เป็นนัยถึงโลหิตของเหล่านักรบที่หลั่งริน ต่อจากนั้นก็พรรณนาภาพการบุกโจมตีในยามค่ำคืนและการต่อสู้อาบโลหิต”
“‘ธงแดงครึ่งม้วนเคลื่อนถึงอี้สุ่ย’ คำว่า ‘ครึ่งม้วน’ เพียงสองอักษรกลับแฝงความหมายไว้อย่างลึกซึ้ง การเดินทัพยามค่ำคืนจำต้องเก็บธง งดเสียงกลอง มิให้ศัตรูรู้ตัว แต่คำว่า ‘ถึงอี้สุ่ย’ นั้น ข้ากลับไม่เข้าใจ แม่น้ำอี้สุ่ยเป็นของแคว้นเยี่ยน และศึกครั้งนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องกับอี้สุ่ยเลย”
จ้าวหลี่จิงราวกับกำลังถามตนเอง และในขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังถามฉือซ่ง เพียงแต่ความสงสัยนั้นดำรงอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเริ่มอธิบายวรรคถัดไป
“‘น้ำค้างหนัก กลองศึกเย็น เสียงกลับไม่ก้อง’ อากาศหนาวเย็น น้ำค้างโปรยลงมา เสียงกลองศึกจึงทุ้มต่ำและไม่ดังกังวาน อีกทั้งคำว่า ‘เสียงไม่ก้อง’ ยังผลักอารมณ์แห่งความโหดร้ายและความโศกเศร้าของสงครามให้พุ่งถึงขีดสุด เหล่าทหารยังคงต่อสู้อย่างสุดกำลังท่ามกลางลมหนาว แต่เสียงกลองกลับแผ่วเบาราวกับแม้แต่ฟ้าดินเองก็ถูกบรรยากาศอันเศร้าสลดนี้สะเทือน จนไม่อาจส่งเสียงอันกึกก้องออกมาได้อีก”
“ส่วนสองวรรคสุดท้าย...”
“ขอตอบแทนคุณแห่งหอทองคำ ถือกระบี่หยกพลีชีพเพื่อองค์ราชัน”
“สองวรรคนี้ถ่ายทอดความภักดีและความกล้าหาญของเหล่าทหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน ความฮึกเหิมและความจงรักภักดีเช่นนี้ ชวนให้ผู้คนรู้สึกยกย่องจากใจ”
“ศิษย์น้องฉือซ่ง บทกวีนี้สมแล้วที่เป็นผลงานอมตะ ทุกถ้อยคำเปี่ยมด้วยพลังและอารมณ์ จนผู้ฟังรู้สึกสะเทือนใจ”
เมื่อจ้าวหลี่จิงกล่าวจบ ภายในกระโจมก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง
เสียงปรบมือครั้งนี้ ไม่เพียงมอบให้ฉือซ่งผู้แต่งบทกวี หากยังมอบให้จ้าวหลี่จิง ผู้ค่อย ๆ วิเคราะห์และถ่ายทอดความหมายของบทกวีออกมาอย่างละเอียด
“แน่นอน หากความหมายของบทกวีนี้มีเพียงเท่านี้ แม้จะเรียกได้ว่าเป็นผลงานอมตะ แต่ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น... ผลงานชั้นเลิศอย่างแท้จริง”
เมื่อจ้าวหลี่จิงเอ่ยประโยคนี้ บรรยากาศในกระโจมก็เงียบลงอีกครั้ง
ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา ต่างเงี่ยหูรอฟังคำอธิบายต่อไป
“บทกวีนี้ไม่ได้เขียนถึงเพียงกองทัพพันธมิตรเจ็ดแคว้นเท่านั้น หากยังเขียนถึงพระนครต้าโจวด้วย หากถือว่าทหารผู้พิทักษ์พระนครต้าโจวเป็นตัวเอกของบทกวี บทกวีบทนี้ก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น จึงจะสมกับคำว่า ‘ชั้นเลิศ’ อย่างแท้จริง”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนภายในกระโจมต่างเบิกตากว้าง ไม่มีใครคาดคิดว่าจ้าวหลี่จิงจะตีความได้เช่นนี้
“ศิษย์พี่จ้าว ท่านหมายความว่า บทกวีนี้ไม่ได้เขียนถึงพวกเราเท่านั้น แต่ยังเขียนถึงพระนครต้าโจวด้วยหรือ?”
“ถูกต้อง”
จ้าวหลี่จิงพยักหน้า
“ลองคิดดูให้ดี ทุกคำ ทุกวลีในบทกวีนี้ ล้วนสามารถใช้บรรยายทั้งกองทัพพันธมิตรเจ็ดแคว้น และพระนครต้าโจวได้พร้อมกัน มิใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
พวกเขาเริ่มทบทวนบทกวีของฉือซ่งและคำอธิบายก่อนหน้านี้ของจ้าวหลี่จิงอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายกล่าวไว้ไม่ผิดแม้แต่น้อย
บทกวีนี้สามารถพรรณนาทั้งความเกรียงไกรและความฮึกเหิมอันโศกเศร้าของกองทัพพันธมิตรเจ็ดแคว้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนการยืนหยัดและความไม่ยอมจำนนของพระนครต้าโจว
“เมฆดำกดทับเมือง” และ “เกราะทองต้องแสงตะวัน”
สามารถหมายถึงกองทัพพันธมิตรที่ล้อมเมืองอยู่ก็ได้ และสามารถหมายถึงพระนครต้าโจวที่กำลังเผชิญวิกฤตก็ได้
“เสียงเขาศึกดังก้องทั่วฟ้า” และ “พื้นดินแดงดุจชาดยามราตรีเป็นสีม่วง”
สามารถหมายถึงความโหดร้ายของสนามรบ และยังหมายถึงความเศร้าสลดของพระนครต้าโจวได้เช่นกัน
“ธงแดงครึ่งม้วนเคลื่อนถึงอี้สุ่ย น้ำค้างหนัก กลองศึกเย็น เสียงกลับไม่ก้อง”
ทั้งใช้บรรยายการจู่โจมยามราตรีและการต่อสู้อาบโลหิตของกองทัพพันธมิตรเจ็ดแคว้น และยังใช้บรรยายการยืนหยัดต้านทานอย่างไม่ย่อท้อของพระนครต้าโจวได้เช่นกัน
ส่วนสองวรรคสุดท้าย...
“ขอตอบแทนคุณแห่งหอทองคำ ถือกระบี่หยกพลีชีพเพื่อองค์ราชัน”
ย่อมตีความได้ทั้งว่าเป็นความภักดีของทหารเจ็ดแคว้นที่ยอมพลีชีพเพื่อชาติ และเป็นความแน่วแน่ของทหารพระนครต้าโจวที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมือง
การตีความได้ถึงสองชั้นเช่นนี้ ทำให้ความลึกซึ้งของบทกวียกระดับขึ้นอย่างมหาศาล และทำให้ทุกคนต่างยกย่องทั้งพรสวรรค์ของฉือซ่งและความสามารถในการวิเคราะห์ของจ้าวหลี่จิงจากใจจริง
“พี่จ้าว การวิเคราะห์ของท่านยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
“ใช่แล้ว! พี่จ้าวมีไหวพริบหลักแหลมยิ่งนัก น่านับถือจริง ๆ!”
เสียงชื่นชมดังขึ้นทั่วทั้งกระโจม
คำอธิบายของจ้าวหลี่จิงทำให้บทกวีบทนี้เปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
จ้าวหลี่จิงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า
“ทุกท่านเข้าใจผิดแล้วหรือไม่? ข้าเป็นเพียงผู้วิเคราะห์บทกวีเท่านั้น ผู้ที่น่าทึ่งอย่างแท้จริงคือศิษย์น้องฉือซ่ง หาใช่ข้าไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็เหมือนเพิ่งรู้สึกตัว ต่างหันไปมองฉือซ่งด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและตื่นตะลึง
เพียงช่วงเวลาอันสั้น เขากลับสามารถรังสรรค์บทกวีเช่นนี้ขึ้นมาได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์แล้วว่า พรสวรรค์ของเขาเหนือชั้นเพียงใด
ฉือซ่งประสานมือคารวะจ้าวหลี่จิง
“ความสามารถในการวิเคราะห์บทกวีของศิษย์พี่จ้าว ฉือซ่งนับถือจากใจจริง”
เขาไม่คิดเลยว่า จ้าวหลี่จิงจะสามารถวิเคราะห์เจตนาและอารมณ์ของบทกวีได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ทั้งยังถอดความหมายที่ซ่อนอยู่ในใจของเขาออกมาได้ครบถ้วน ความสามารถเช่นนี้หาใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมีได้ไม่
จ้าวหลี่จิงยิ้มอย่างถ่อมตัว
“ศิษย์น้องฉือซ่ง บทกวีของเจ้าต่างหากคือผลงานชั้นยอด ข้าเพียงอาศัยดอกไม้ของผู้อื่นมาถวายพระพุทธเจ้าเท่านั้น”
จากนั้นเขาจึงเอ่ยถามข้อสงสัยที่ติดค้างอยู่ในใจ
“ศิษย์น้องฉือซ่ง แล้วคำว่า ‘ถึงอี้สุ่ย’ ในวรรค ‘ธงแดงครึ่งม้วนเคลื่อนถึงอี้สุ่ย’ นั้น มีความหมายอันใดกันแน่?”
ฉือซ่งโบกมือเบา ๆ ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม
“ไม่มีความหมายลึกซึ้งอันใด เพียงหลุดปากออกมาเท่านั้น”
ความจริงแล้ว ตรงนี้เขาสามารถเปลี่ยนคำว่า “อี้สุ่ย” เป็น “พระนคร” ได้โดยสมบูรณ์
แต่เขาไม่เลือกทำเช่นนั้น
ในสายตาของเขา ตัวเองก็เป็นเพียงผู้ยืมผลงานของบรรพชนมาใช้ หากนำบทกวีอมตะของกวีเอกมาแล้ว ยังดัดแปลงแก้ไขตามใจตน ย่อมเป็นการไม่ให้เกียรติอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ในความหมายดั้งเดิมของบทกวี คำว่า “อี้สุ่ย” ยังอ้างอิงถึงเรื่องราวของจิงเคอผู้ลอบสังหารกษัตริย์ฉิน เพื่อเติมแต่งบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและสะท้อนจิตวิญญาณอันฮึกเหิมของเหล่านักรบ
“เช่นนี้เอง ดูเหมือนข้าจะคิดมากเกินไป”
จ้าวหลี่จิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ที่แท้เขาก็ครุ่นคิดมากเกินไปจริง ๆ เพียงแต่คำว่า “ถึงอี้สุ่ย” นั้นติดอยู่ในใจเขามาตลอด
เมื่อฉือซ่งอธิบายเช่นนี้ เขาจึงไม่คิดจะซักไซ้ต่ออีก
ท้ายที่สุดแล้ว บทกวีจำนวนมากก็ถือกำเนิดขึ้นจากแรงบันดาลใจในชั่วขณะ มิได้จำเป็นต้องมีความหมายพิเศษในทุกถ้อยคำ
อิ๋งเทียนกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ผู้บัญชาการร้อยฉือและบัณฑิตจ้าวต่างก็เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเหยียนเซิ่ง ทั้งสองล้วนเปี่ยมด้วยความสามารถ คืนนี้ได้ทั้งบทกวีชั้นเลิศ และยังได้รับฟังการวิเคราะห์อันยอดเยี่ยมของบัณฑิตจ้าว ทำให้ข้าเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง”
“ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์ฉือยังเคยแนะนำให้ข้าเข้าไปศึกษาที่สำนักศึกษาเหยียนเซิ่งอยู่ระยะหนึ่ง ตอนนั้นข้ายังไม่ใส่ใจนัก แต่บัดนี้ดูเหมือน... ผู้ที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ กลับเป็นตัวข้าเอง”