- หน้าแรก
- สุ่มฉันขึ้นมา กาชาแห่งอนันต์
- บทที่ 568 : จุดจบอีกแบบหนึ่ง (4)
บทที่ 568 : จุดจบอีกแบบหนึ่ง (4)
บทที่ 568 : จุดจบอีกแบบหนึ่ง (4)
[แฟนเพจBamแปลNiyay:ลงแบบราคาถูกโคตรในmy-novel(ลงช้ากว่าThai-novel100ตอน)กับthai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นนอกจากสองเว็บนี้คือไม่ใช่ผมนะ ถ้าเจอคนอ่านก็อปดันเยอะกว่าก็ท้อเป็นนะครับ]
[ถ้าอ่านฟรีแบบเถื่อนไม่ว่าจะได้มายังไงนั้น ผมไม่ว่าเลยครับ และต่อให้ไม่มีคนอ่าน ผมก็ยังจะแปลต่อจนจบด้วย แต่ถ้าจะจ่ายเงินให้เว็บหรือคนที่copyไปขายอีกที คุณโคตรแย่เลยครับ]
[หลังแปลจบจะมีการแก้คำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น ดังนั้นถ้าคุณอ่านแบบเถื่อน ก็เชิญเลยครับ เพราะมันไม่มีอัพเดทให้หรอก]
บทที่ 568 : จุดจบอีกแบบหนึ่ง (4)
ฉันเดินไปที่ค่ายบัญชาการโดยเอามือวางไว้บนฝักดาบเพื่อเตรียมพร้อมหากต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น ศพกองเกลื่อนกลาดริมถนนและศพของขอทาน ฉันเบื่อที่จะเห็นสิ่งนี้ตอนนี้
ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ!
เสียงค้อนที่กระทบกับอะไรบางอย่างดังขึ้น
ที่ลานหน้าค่ายบัญชาการ มีการสร้างเรือเหาะขนาดเล็กขึ้นมาบนซากปรักหักพังที่เคยเป็นพระราชวังมาก่อน
นี่เป็นเรือเหาะลำสุดท้ายที่เหลืออยู่ของกองทัพเฟรียสซิส ลำอื่นๆนั้นมันถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงในการปะทะบนชั้นที่ 86
ถ้ามันจะพังก็ไม่แปลก เศษชิ้นส่วนแห้งหายนะนับหมื่นชิ้นพุ่งเข้ามาพร้อมๆกันขนาดนั้น
แทนที่จะสร้างเรือลำใหม่ เเต่พวกเขากลับซ่อมเรือเหาะและรักษาโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้
พรึ้บ!
เมื่อฉันเปิดเต็นท์เดินเข้าไปก็เจอเฟรียซิสกำลังนั่งดูแผนที่
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าและมองมาทางฉันทันที แม้ว่าสีหน้าเธอจะดูอ่อนแรง แต่รอยยิ้มอันอ่อนโยนก็ปรากฏบนใบหน้าของเธอทันทีที่หันมาเจอฉัน
“ฮาน ขอบคุณมากนายช่วยฉันในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายไว้ หากนายไม่ช่วยไว้ป่านนี้สถานที่แห่งนี้คงจะล่มสลายไปแล้ว”
“โยฮันอยู่ไหน?”
แต่เฟรียซิสก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย
เธอได้แต่ยิ้มเศร้าๆ
“เขาตายแล้วเหรอ?”
“เขาเป็นวีรบุรุษ เป็นนักรบ เป็นทหารรับจ้างที่กล้าหาญ เขาต่อสู้และจากไปอย่างมีเกียรติ”
ดูเหมือนว่าโยฮันจะเสียชีวิตไปพร้อมกับกองทัพเรือเหาะตอนที่มันถูกโจมตี
นั้นมันบ้ามาก…ก่อนหน้านั้นโยฮันบอกว่าขอให้ฉันปลอดภัย นี่คือความประสงค์ หลังจากนั้นภารกิจบนชั้น ที่ 86 ก็เริ่มขึ้น และโยฮัน…เขาเสียชีวิตไประหว่างการต่อสู้ โดยไม่เหลืออะไรไว้ข้างหลัง
“แล้วเรือเหาะข้างนอกนั่นคืออะไร?”
“มันคือดาบแห่งทาวน์เนีย เป็นชื่อที่โยฮันอยากจะตั้งให้”
“ดาบแห่งทาวน์เนีย?”
เฟรียซิสพยักหน้า
และเธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันลองคิดดูแล้ว ถ้าหลุมถัดไปเปิดออก…เราจะไม่น่าหยุดพวกมันได้”
“ก็คงเป็นเช่นนั้น”
ฉันจะไม่มองโลกนี้ในแง่ดีอีกแล้ว
หากมีการโจมตีด้วยความรุนแรงระดับเดียวกันอีกครั้ง เมืองหลวงจะต้องล่มสลายไปอย่างแน่นอน ตอนนี้กองทัพของเจ้าหญิงได้รับความเสียหายมากจนเกือบจะเรียกได้ว่ามันถูกกวาดล้างจนเกือบจะหมด ดังนั้น หากเมืองหลวงของจักรวรรดิล่มสลาย มันก็คือจุดสิ้นสุดของทาวน์เนียที่แท้จริง
"ฉัน……."
เฟรียซิสมองฉันด้วยสายตาเคร่งเครียด
“ฉันวางแผนไว้ว่าจะขึ้นเรือเหาะดาบแห่งทาวน์เนีย และเข้าไปในหลุมพร้อมกับกองกำลังทหารที่เหลือ”
“หลุมนั้นนะเหรอ? หลุมที่เศษซากแห่งหายนะโผล่ออกอ่ะนะ?”
"ใช่ หากใช้พลังของดาบมิติ ก็น่าจะต้านพวกมันและจบมันลงได้”
เธอยังสติดีอยู่หรือเปล่า?
เธอไม่รู้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นกับสเตนเบิร์กและรัลเทียที่ถูกดูดเข้าไปในหลุม?
ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็ได้เห็นมันกับฉันด้วย 'เขตแดน' ที่ปลายมิตินั้น นรกอันไม่มีที่สิ้นสุดที่เต็มไปด้วยความเศษชิ้นส่วนแห่งหายนะนับร้อยล้านล้านล้านชิ้น
“ต่อให้เราอยู่แบบนี้ต่อไป เราก็จะถูกทำลายล้างอยู่ดี ในกรณีนี้มันจะดีกว่าไหมที่ฉันบุกเข้าไปและจบมันไปซะที? เอาจริงๆฉันก็ไม่รู้หรอกนะ บางทีฉันอาจจะหาทางจัดการมันได้ด้วยดาบที่ท่านพี่ทิ้งไว้ให้”
“ถ้ามันทำได้จริง เขาคงทำไปแล้วล่ะ”
“เราไม่ควรพยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เหรอ? น่าเสียดายนะที่มันต้องจบลงแบบนี้”
เฟรียซิสพับแผนที่บนโต๊ะลง
“แล้วถ้ามันล้มเหลวล่ะ?”
เฟรียซิสวางกระเป๋าหนังใบใหญ่ไว้บนโต๊ะ
เธอเอื้อมมือไปปลดสายรัดออก กระเป๋าเต็มไปด้วยผงสีฟ้าสดใสจำนวนมาก
“ฮาน นี่เป็นผงวิเศษที่เรียกว่า 'ลมหายใจของเทพธิดา'”
ฉันรู้ทันทีที่ฉันเห็นมัน
ผงนี้มัน..….
“มันเป็นพิษร้ายแรง”
“นายรู้จักมันใช่ไหม? หากสูดดมเข้าไปเพียงนิดเดียวอาจเสียชีวิตได้ทันที แต่มันมีคุณสมบัติที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง นายรู้ไหมว่ามันคืออะไร?”
เฟรียซิสยิ้มเบาๆ
“ผู้คนที่โดนพิษจากผงลมหายใจของเทพธิดาไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ ตรงกันข้ามก่อนที่พวกเขาจะตายพวกเขาจะรู้สึกเหมือนอยู่ในฝันที่มีความสุขและหลับตาพริ้มเหมือนกำลังหลับอยู่ ฉันวางแผนที่จะโปรยผงนี้ก่อนจะออกไปเดินทาง”
“....”
“ตอนนี้อาหารที่เรามีก็ใกล้จะหมดแล้ว แม้ว่าเราจะสามารถป้องกันการโจมตีครั้งต่อไปได้ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีคนรอดสักกี่คน ถ้ามันเป็นเช่นนั้นมิใช่หน้าที่ของฉันในฐานะสมาชิกของราชวงศ์ที่จะทำให้ประชาชนของฉันได้พักผ่อนเป็นครั้งสุดท้าย นายว่าจริงไหม?”
เธอวางแผนที่จะทำมันให้จบด้วยตัวเองงั้นหรือ?
ถ้าโดนเศษซากแห่งหายนะโจมตียังไงซะเธอก็ไม่ตาย เธอกลายเป็นศพแล้วอีกไม่นานก็จะฟื้นคืนชีพ หรืออาจจะกลายเป็นตัวประหลาดที่รูปร่างหน้าตาน่าเกลียด เธอจะต้องตายด้วยความเจ็บปวดวนอยู่แบบนั้นไม่รู้จบ
แต่นี่เฟรียซิส…… .
"…เธอยังมีสติดีไหม?"
“มัน…เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำงั้นเหรอ?”
เฟรียซิสเก็บกระเป๋าและผูกเชือกกลับเหมือนเดิม
เธอพูดขึ้นอีกว่า
“นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างฉันกับทาวน์เนีย ท่านพี่ของฉันเองก็จากไปแล้วและเหตุผลของฉันมันอาจจะฟังไม่ขึ้น แต่ฉันคิดว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว และนี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของนายและฉันอีกเช่นกัน”
เฟรียซิสเก็บกระเป๋าของเธอไว้ใต้โต๊ะ
เธอยังพูดต่อไปด้วยสีหน้าแน่วแน่และน้ำเสียงที่สงบ
“ภารกิจต่อไปจะเป็นภารกิจสุดท้ายของเรา นายต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย นายควรจะกลับบ้านอย่างปลอดภัยไม่ใช่เหรอ?”
"……เรื่องบนั้น"
การก้าวข้ามชะตากรรม
สุดท้ายมันก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระงั้นเหรอ?
“ถ้ามจะทำแบบนี้ แล้วเธอกลับมาที่นี่ทำไมล่ะ? ทำไมไม่อยู่ที่นั่นต่อ? ยังไงมันก็จะจบลงแบบนี้ไม่มีอะไร มัเปลี่ยนแปลง เธอทำเพื่อราชวงศ์หรือความภาคภูมิใจเล็กๆน้อยๆงั้นเหรอ? หรือว่า….”
“ฉันสัญญาเอาไว้”
เฟรียซิสกล่าว
“ฉันจะสร้างโลกที่พี่ชายของฉันสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้ ฉันจะไม่ไปไหนจนกว่าฉันจะทำตามสัญญานั้นได้ นี่คือคำสัญญาของฉัน…”
“มันไม่ใช่แบบนั้น…”
“ไม่นะฮาน”
“....”
"ฉันไม่เสียใจเลย การต่อสู้ของฉันไม่ได้ไร้ความหมาย ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เริ่ม ตั้งแต่ตอนที่ได้พบนาย จนถึงตอนนี้จนถึงจุดสิ้นสุด….ทุกอย่างล้วนมีความหมาย”
มันเป็นคำพูดที่ฉันไม่สามารถเข้าใจได้
แต่ดวงตาของเฟรียซิสกลับนิ่งเฉยและหวั่นไหวเลย
ไม่มีความสิ้นหวังหรือท้อแท้ปรากฏให้เห็น
“นี้ก็เกือบจะถึงเวลาที่ผู้ช่วยจะเข้ามาแล้ว เอาล่ะ ฮาน การสนทนาของเราต้องจบลงแล้วล่ะฉันขอตัวก่อนนะ ฉันดีใจมากที่ได้พูดคุยกับนายอีกครั้ง”
ทันทีที่เฟรียซิสพูดจบ เต็นท์ก็เปิดออกและมีทหารรับจ้างเดินเข้ามา
เฟรียซิสต้อนรับทหารรับจ้างด้วยใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้า ทั้งสองเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรือเหาะที่กำลังซ่อมแซม
มันไม่ค่อยสมเหตุสมผล
ฉันคิดกี่ครั้งก็ยังไม่เข้าใจ
สิ่งที่ฉันทำได้ในตอนนี้คือตั้งสติและออกไปจากที่นี่ก่อน