เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 อันตราย ถอย ปฏิกิริยาของทั้งสี่เผ่า

บทที่ 140 อันตราย ถอย ปฏิกิริยาของทั้งสี่เผ่า

บทที่ 140 อันตราย ถอย ปฏิกิริยาของทั้งสี่เผ่า


บทที่ 140 อันตราย ถอย ปฏิกิริยาของทั้งสี่เผ่า

เมื่อปลาศพนับหมื่นตัว ถูกบดขยี้จนกลายเป็นซากไปพร้อมๆ กัน ทะเลสาบเลือดห้วงลึกขนาดมหึมา ก็กลับคืนสู่ความสงบในพริบตา ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

เมื่อเห็นว่าในทะเลสาบ ไม่มีปลาศพพุ่งขึ้นมาเหนือผิวน้ำอีก ดวงตาทั้งสองข้างของซูหมิงก็มีแสงสว่างวาบ คุณสมบัติการหยั่งรู้หลายอย่างถูกเปิดใช้งานอย่างต่อเนื่อง

[พื้นที่ไม่ทราบชื่อ]

คำอธิบาย: แฝงไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่ทราบแน่ชัด

หลังจากกวาดสายตาพิจารณาไปมาอยู่หลายรอบ จู่ๆ ข้อมูลชุดหนึ่งก็แล่นผ่านสายตาของเขาไป

ซูหมิงล็อกเป้าไปยังบริเวณส่วนลึกที่สุดของทะเลสาบเลือด จุดแสงสีเลือดขนาดเล็กที่จมอยู่ก้นทะเลสาบ ทำให้สีหน้าของเขาดูแปลกไปเล็กน้อย

ตอนแรกเขาคิดว่าเศษซากปริศนา เป็นเพียงโชคลาภเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แล้ว

นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีพื้นที่ลึกลับที่มองไม่ทะลุซ่อนอยู่ข้างใน

ทว่าเมื่อเผชิญกับโชคลาภที่ไม่รู้จักนี้ เขากลับไม่ได้หวั่นไหว การที่เขาเปิดใช้งานคุณสมบัติการหยั่งรู้ ก็เพียงเพื่ออยากจะดูว่าในทะเลสาบยังมีปลาศพอยู่อีกหรือไม่

ในเมื่อตอนนี้ไม่มีปลาแล้ว ที่นี่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่นานอีกต่อไป การรู้จักพอคือหนทางที่ถูกต้องที่สุด

หลังจากข่มความคิดที่แวบเข้ามาในหัวลงได้ ร่างของซูหมิงก็ส่ายไหว หายไปจากน่านฟ้าเหนือทะเลสาบเลือด

ในตอนที่เขาจากไป เลือดในพื้นที่ลึกลับส่วนลึกของทะเลสาบเลือด กลับแบ่งพลังออกมาอีกสายหนึ่ง เพื่อฟักไข่ขนาดยักษ์สีดำที่กองอยู่บริเวณมุมหนึ่งของมิติ

ในวินาทีที่พลังสีเลือดถูกฉีดเข้าไปในไข่เหา ก็เห็นเหาเทพพยาบาทตัวน้อย ดิ้นรนเจาะเปลือกไข่ออกมา และเติบโตกลายเป็นเหาเทพพยาบาทระดับแปดดาวด้วยความเร็วสูงสุด

จากจุดนี้สามารถมองออกได้เลยว่า เลือดที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ของทะเลสาบเลือดนั้น อันตรายอย่างยิ่งยวด น่าจะเป็นต้นกำเนิดของทะเลสาบเลือดห้วงลึกแห่งนี้

ก็แค่ไม่รู้ว่า ขีดจำกัดความสามารถในการปนเปื้อนของเจ้านี่มันอยู่ที่ระดับไหน

เมื่อเหาเทพพยาบาทปรากฏตัวขึ้นที่ก้นทะเลสาบอีกครั้ง พลังแห่งความเน่าเปื่อยก็เริ่มกลับมาควบแน่นเป็นปลาศพในน้ำทะเลสาบอีกครั้ง

ในเวลาเดียวกัน ซูหมิงที่หาสถานที่ปลอดภัยได้แล้ว ก็กำลังตรวจสอบผลประโยชน์จากการต่อสู้

เนื่องจากเลเวลเต็มกลางคัน ครึ่งเทพ 24 ตนรวมกันจึงมอบแต้มให้เพียงแค่สองล้านล้านแต้มเท่านั้น

จากนั้น เหาเทพพยาบาทระดับแปดดาวหนึ่งตัว ก็มอบให้อีกแปดล้านล้านแต้ม

ที่เหลือก็คือปลาศพเลเวลต่างๆ รวมกันแล้วได้ประมาณ (ห้าล้านล้านกว่าๆ นิดหน่อย)

พอคิดมาถึงตรงนี้ ซูหมิงก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย ถ้าเขาสามารถดองเลเวลไว้ได้ ผลตอบแทนจากปลาศพระลอกนี้คงเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า

ตอนนี้กลายเป็นว่า ภาระงานเพิ่มขึ้นสิบเท่า เกิดมาต้องลำบากจริงๆ

หลังจากละสายตาจากช่องอัปเกรด เขาขยับความคิด หยิบป้ายสีแดงดำอันหนึ่งออกมาจากพื้นที่มิติของระบบ

[ป้ายคำสั่งทะเลสาบเลือด]

คำอธิบายไอเทม: สามารถใช้เข้าสู่พื้นที่ทะเลสาบเลือดเพื่อรับโชคลาภ

เมื่ออ่านข้อมูลของป้ายคำสั่งอย่างละเอียด สายตาของซูหมิงก็ดูครุ่นคิด เขารู้สึกว่าในนี้มันมีเงื่อนงำซ้อนเงื่อนอยู่

พื้นที่ที่เรียกว่าดินแดนแห่งโชคลาภนี้ เกรงว่าน่าจะอันตรายอย่างยิ่งยวด เผลอๆ อาจจะมีพวกตาแก่ใกล้ตายที่ยังไม่ยอมลงโลง ซ่อนตัวอยู่ข้างในคอยวางแผนการอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งไปกว่านี้

ไม่ว่าจะมีโชคลาภอะไรใหญ่โต ก็ช่างหัวมัน แค่ไม่เข้าไปงับเหยื่อก็พอ การล่ามอนสเตอร์และสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หมื่นดาราในอวกาศต่างหาก ถึงจะเป็นแสงสว่างแห่งความถูกต้อง

หลังจากเก็บป้ายคำสั่งทะเลสาบเลือดกลับเข้าพื้นที่มิติของระบบอย่างไม่ใส่ใจ รอบกายของซูหมิงก็มีแสงสว่างวาบ เขาเปลี่ยนร่างจำแลงอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ใช้รูปลักษณ์ของเทพมารพันแมงป่องไปแล้ว คราวนี้ก็ใช้รูปลักษณ์ของแมงมุมน้อยบ้าง เน้นกระจายความรักให้ทั่วถึง

ในระหว่างที่เขากำลังตกปลาล่อเหยื่ออย่างต่อเนื่อง ครึ่งเทพเผ่าเงาผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่หนีรอดมาจากทะเลสาบเลือดห้วงลึก ก็กำลังเดินลัดเลาะไปตามสมรภูมิด้วยความระมัดระวัง

หลังจากใช้ร่างเงาหลบหนีติดต่อกันเกือบหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

หลังจากใช้วิชาลับเข้าไปในจุดพักพิงชั่วคราว เขาก็รีบเดินไปที่หน้าวิหารสำริดแห่งหนึ่ง แล้วคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบที่หน้าประตูวิหาร

"ท่านบรรพบุรุษ พวกเราถูกสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชื่อลอบโจมตี อิ่งกู่กับคนอื่นๆ ล้วนพบกับความโชคร้าย หากไม่ใช่เพราะข้ามีของวิเศษเกี่ยวกับมิติอยู่ในมือ เกรงว่าคงหนีไม่พ้นความตายเช่นกัน"

"พูดให้ชัดๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่"

สิ้นเสียงของเขา เสียงที่ค่อนข้างเย็นชาก็ค่อยๆ ดังออกมาจากในวิหาร

ราวกับว่าการตายของครึ่งเทพเผ่าเงาทั้งหกตน ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเขาเลย

"เรียนท่านบรรพบุรุษ เดิมทีพวกข้ากับครึ่งเทพเผ่าดาร์กเอลฟ์ เผ่ามังกร และเผ่ายักษ์ กำลังตกปลาศพอยู่ที่ทะเลสาบเลือดห้วงลึกขนาดเล็กแห่งนั้น ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ ก็มีตัวตนอันทรงพลังปรากฏตัวขึ้น แล้วลงมือกับพวกเราโดยตรง"

"ในกลุ่มพวกเรา เผ่ามังกรถูกกดทับอยู่กับที่ ดูจากคลื่นพลังกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นในที่เกิดเหตุแล้ว อีกฝ่ายน่าจะทำความเข้าใจกฎเกณฑ์มิติและกฎเกณฑ์เบญจธาตุมาแล้ว แถมยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเทพชั้นกลางด้วย"

เมื่อได้ยินคำถามของบรรพบุรุษจากในวิหาร อิ่งเทียนที่คุกเข่าหมอบกราบอยู่บนพื้นโดยไม่กล้าเงยหน้า ก็รีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังคร่าวๆ

"เทพชั้นกลาง เจ้ายืนยันนะว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกผิดไป"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตัวตนภายในวิหารก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย

ในฐานะเทพเจ้าของเผ่าเงาที่ประจำการอยู่ในสมรภูมิห้วงลึก เขารู้ซึ้งถึงความอันตรายของทะเลสาบเลือดห้วงลึกเป็นอย่างดี

ที่นั่น สิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่าระดับเทพ จะค่อนข้างปลอดภัย แต่เมื่อใดก็ตามที่มีเทพเจ้าก้าวเข้าไปในบริเวณทะเลสาบเลือด ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกปนเปื้อนได้

ในสถานการณ์ปกติ มีเพียงเทพเจ้าหน้าใหม่ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เท่านั้น ที่จะบุ่มบ่ามก้าวเข้าไปในบริเวณทะเลสาบเลือด

ทว่าคนที่สามารถบรรลุเป็นเทพชั้นกลางได้ จะเป็นพวกหน้าใหม่ที่ไม่ประสีประสาได้อย่างไร

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เหล่านี้ อิ่งจี้ถึงได้สงสัยว่าอิ่งเทียนอาจจะรู้สึกผิดไปเอง

"ท่านบรรพบุรุษ ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าพลังกฎเกณฑ์นั้น แข็งแกร่งกว่าพลังกฎเกณฑ์ระดับล่างของผู้อาวุโสในเผ่าเสียอีก ส่วนจะเป็นกฎเกณฑ์ระดับกลางหรือไม่ ข้าไม่กล้ารับประกัน"

"อืม เรื่องนี้เจ้าห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ตัวตนที่ควบคุมกฎเกณฑ์เบญจธาตุและกฎเกณฑ์มิติได้ ต้องไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจากเผ่าพันธุ์เล็กๆ แน่นอน"

"เจ้าถอยไปก่อนเถอะ หาโอกาสออกจากสมรภูมิ แล้วกลับไปที่เผ่าเพื่อเปลี่ยนตัวครึ่งเทพกลุ่มใหม่มาประจำการแทน"

"เข้าใจแล้ว"

เมื่อเข้าใจความหมายในคำพูดของบรรพบุรุษ อิ่งเทียนก็รีบกราบขอบคุณ

เมื่อร่างของเขาหายไป อิ่งจี้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งเทพสำริดภายในวิหาร ก็มีแววตาที่ดูลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย

แค่ครึ่งเทพตายไปหกตน ถือว่าความเสียหายไม่มากนัก ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงไปตามหาตัวตนที่ไม่ทราบที่มานั่น

แต่ก็ให้เผ่ายักษ์กับเผ่ามังกรไปลองหยั่งเชิงดูได้

ความอดทนของพวกยักษ์โง่พวกนั้น ไม่ได้มีมากเท่าเขานี่นา

เมื่อคิดถึงตรงนี้ อิ่งจี้ก็ใช้พลังจิตวิญญาณถักทอ และเริ่มเรียบเรียงข้อมูลอักษรเทพ

ในเวลาเดียวกัน ภายในจุดพักพิงลับของเผ่าดาร์กเอลฟ์ เผ่ายักษ์ และเผ่ามังกร ตัวตนทั้งสามที่มีพลังเทพปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ก็เบิกตากว้างขึ้นอย่างฉับพลัน

เมื่อเห็นตะเกียงวิญญาณหลายดวงภายในวิหารเทพดับลง สีหน้าของตัวตนทั้งสามก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที

พวกเขาอาศัยอยู่ในเขตชายแดนของสมรภูมิ ปกติแล้วสิบวันครึ่งเดือน ถึงจะเห็นครึ่งเทพสักตนร่วงหล่น ทำไมจู่ๆ ถึงได้ร่วงหล่นไปตั้งมากมายขนาดนี้

เมื่อพบว่าพื้นที่ที่ครึ่งเทพในเผ่าเหล่านี้แจ้งเข้ามาคือทะเลสาบเลือดห้วงลึก ผู้แข็งแกร่งของทั้งสามเผ่าก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น

สถานที่นั้น พวกเขาไม่กล้าก้าวเข้าไปง่ายๆ หรอก มันง่ายที่จะดึงดูดความสนใจของตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่าง

[ช่างเถอะ สงสัยจะไปแหย่เอาตัวเป้งในทะเลสาบเลือดเข้าให้แล้วมั้ง]

[ระดับความเสี่ยงค่อนข้างสูง ไม่ไปจะดีกว่า]

[ลองสืบสาวกลับไปดูหน่อยซิ ว่าจะหาข้อมูลอะไรได้บ้างไหม]

ภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เทพเจ้าที่ประจำการอยู่ของทั้งสามเผ่าก็ตัดสินใจในใจได้แล้ว

ในจำนวนนั้น เผ่าดาร์กเอลฟ์และเผ่ายักษ์ ไม่มีความคิดที่จะเข้าไปสำรวจเลย มีเพียงเทพเจ้าเผ่ามังกรเท่านั้น ที่มีความคิดอยู่บ้างเล็กน้อย

เมื่อพลังอันลึกลับซับซ้อนสายหนึ่ง พุ่งออกมาจากปลายนิ้วของตัวตนเผ่ามังกร

กลิ่นอายสีเลือดเป็นกลุ่มๆ ก็เริ่มจับตัวกันอย่างรวดเร็ว และกลายสภาพเป็นกระจกเงาสีเลือดบานหนึ่ง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 140 อันตราย ถอย ปฏิกิริยาของทั้งสี่เผ่า

คัดลอกลิงก์แล้ว