- หน้าแรก
- แย่งกันไปเถอะ หอคอยผมเคลียร์ 999 ชั้นจบไปแล้ว!
- บทที่ 270 - เป้าหมายของพวกเรา! ราชันแห่งที่ราบสูงบาร์โซ!
บทที่ 270 - เป้าหมายของพวกเรา! ราชันแห่งที่ราบสูงบาร์โซ!
บทที่ 270 - เป้าหมายของพวกเรา! ราชันแห่งที่ราบสูงบาร์โซ!
บทที่ 270 - เป้าหมายของพวกเรา! ราชันแห่งที่ราบสูงบาร์โซ!
[ติง! ใช้ลูกแก้วประสบการณ์ขั้น 7 * 100 ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้เลื่อนระดับแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้เลื่อนระดับแล้ว...]
[ติง! ใช้ลูกแก้วประสบการณ์ขั้น 7 * 100 ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้เลื่อนระดับแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้เลื่อนระดับแล้ว...]
[...]
เมื่อลูกแก้วประสบการณ์ถูกกินเข้าไปชุดแล้วชุดเล่า เลเวลของซูไป๋และอัศวินมรณะก็พุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนเซล่าและการ์กอยล์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่มองดูพวกเขาซดลูกแก้วประสบการณ์ตาปริบๆ
พวกเขาไม่รู้หรอกว่าไอ้ลูกแก้วพวกนั้นมันคืออะไร รู้แค่ว่าทุกครั้งที่ซูไป๋และอัศวินมรณะกินมันเข้าไป พลังออร่าของทั้งสองก็จะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
สิ่งที่พวกเขาต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเป็นแรมเดือนแรมปี กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ แต่ซูไป๋และอัศวินมรณะกลับใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
แบบนี้จะไม่ให้พวกเขาอิจฉาได้ยังไง?
น้ำลายสอจนแทบจะหกอยู่แล้วเนี่ย!
ซูไป๋ปรายตามองพวกเขาก่อนจะเอ่ยเรียบๆ "เลิกมองได้แล้ว พวกแกใช้มันไม่ได้หรอก"
ไอเทมในร้านค้าคะแนน ไม่ใช่ว่าใครก็จะใช้ได้
แม้แต่โครงกระดูกธรรมดาที่เขาอัญเชิญมาก็ยังใช้ไม่ได้ นอกจากเขาแล้ว ก็มีแค่ผู้กล้าอัศวินที่ถูกประทับ [ประทับตราวิญญาณ] เท่านั้นที่สามารถใช้มันได้
แต่ถึงเซล่าและการ์กอยล์จะใช้มันได้ เขาก็ไม่มีทางเอาลูกแก้วประสบการณ์ระดับสูงอันล้ำค่า ไปให้มอนสเตอร์ระดับจอมมารแค่สองตัวใช้หรอก
เสียของเปล่าๆ...
ตัวละครที่จะส่งผลต่อศึกชี้ชะตาครั้งสุดท้าย อย่างน้อยก็ต้องเป็นยอดฝีมือที่มีพรสวรรค์ระดับ SSS ขึ้นไป
เท่าที่ซูไป๋รู้ บนที่ราบสูงบาร์โซมีเพียงจ้าวแห่งเปลวเพลิงและจ้าวแห่งถ้ำเท่านั้น ที่พอจะเฉียดเกณฑ์นี้
ถ้าเขาโค่นสองคนนั้นมาเป็นลูกน้องได้สำเร็จล่ะก็ บางทีซูไป๋อาจจะแบ่งเวลาว่างมาปั้นพวกมันบ้างก็เป็นได้
แน่นอนว่า ความสำคัญของมอนสเตอร์พวกนั้น ย่อมต้องต่อจากเขาและผู้กล้าอัศวินอยู่ดี
เซล่ากลืนน้ำลายเอื้อกผ่านลำคอขาวเนียน พยายามกลั้นน้ำลายไม่ให้ไหลยืด พลางเอ่ยว่า:
"นะ... นายท่าน ตามรายงาน ผู้กล้าโล่เฮสเทียร์ได้ไปพบกับคาร์ลอสแห่งกองทัพวายุดำเมื่อวานนี้แล้ว พวกเราต้องลงมืออะไรไหม?"
พูดกันตามตรง จนถึงตอนนี้ ทั้งเธอและอดีตลูกพี่ใหญ่ก็ยังแอบหวั่นเกรงเจ้านายคนใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดคนนี้อยู่ดี
แม้ระดับพลังของอีกฝ่ายจะดูเหมือนอยู่แค่ขั้น 7 แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวซูไป๋เสมอ เป็นแรงกดดันของชนชั้นสูง
ความรู้สึกแบบนี้ เธอเคยสัมผัสได้เพียงครั้งเดียว จากท่านจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ตอนที่ได้พบกันเพียงผิวเผินเท่านั้น
แต่ทุกครั้งที่รู้สึกแบบนี้ เธอก็อดขำไม่ได้
ท่านจอมมารสูงส่งและยิ่งใหญ่ขนาดไหน แม้แต่พวกผู้กล้ายังต้องยำเกรง
เจ้านายคนใหม่ถึงจะเก่ง แต่ก็ไม่น่าจะกดดันได้เท่าท่านจอมมารสิ แต่ทำไม...
"ฉันรู้แล้ว"
ซูไป๋ตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องใหม่ทั้งสองว่า:
"เตรียมตัวให้พร้อม แผนการศึกชี้ชะตากำลังจะเริ่มแล้ว"
เซล่าและการ์กอยล์สะดุ้งตกใจ "นายท่าน หมายถึงแผน A หรือเปล่า?"
ซูไป๋กวาดสายตาที่มีไฟวิญญาณลุกโชนมองพวกเขาก่อนเอ่ย "ในเมื่อผู้กล้าโล่มาถึงแล้ว นั่นแปลว่าศึกชี้ชะตาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายในหนึ่งเดือน สงครามที่ยืดเยื้อมาแสนนานนี้จะสิ้นสุดลง และที่ราบสูงบาร์โซจะได้ต้อนรับราชันผู้ปกครองที่แท้จริง"
"เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้ชนะกลุ่มสุดท้าย พวกแกต้องพยายามให้มากกว่านี้"
แม้เซล่าและการ์กอยล์จะยังดูไม่อยากเชื่อ แต่ก็ไม่กล้าตั้งข้อกังขากับคำพูดของซูไป๋ ได้แต่ก้มหน้าตอบรับ
แม้กระทั่งตอนที่เดินออกมา พวกเขาก็ยังรู้สึกเหมือนฝันไป
[ที่ราบสูงบาร์โซ] ไม่มีราชันปกครองมาเกือบพันปีแล้ว
ขุมกำลังต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามายึดครองดินแดนโกลาหลแห่งนี้ ราวกับสายน้ำที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
มีน้อยกลุ่มนักที่จะสามารถหยั่งรากฝังลึกได้ ไม่ต้องพูดถึงการตั้งตนเป็นราชันผู้ยิ่งใหญ่เลย
เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ที่ราบสูงบาร์โซตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างดินแดนของเผ่าปีศาจและเผ่ามนุษย์พอดี เป็นเขตปลอดอิทธิพลที่ไม่มีใครดูแล
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเผ่าปีศาจหรือเผ่ามนุษย์ ต่างก็ยากที่จะยึดครองพื้นที่นี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
แต่ตอนนี้นายเหนือหัวคนใหม่กลับประกาศว่า อีกไม่นานที่นี่จะถือกำเนิดผู้ปกครองคนแรกขึ้นมา
แถมคนๆ นั้นก็อาจจะเป็นพวกเขานี่แหละ!
แม้พวกเขาจะเคยฝันถึงเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อได้ยินกับหูก็ยังอดทึ่งไม่ได้อยู่ดี
ซูไป๋อ่านความสงสัยของเซล่าและการ์กอยล์ออก แต่เขาไม่คิดจะอธิบายอะไรมากนัก
ตามเนื้อเรื่องหลักดั้งเดิม เมื่อผู้กล้าโล่เดินทางมาถึงดินแดนโกลาหล เขาจะจัดการกับจอมมารทั้งแปดอย่างรวดเร็ว และรวบรวมที่ราบสูงบาร์โซเป็นปึกแผ่น
แต่สถานการณ์ในตอนนี้ แตกต่างจากเนื้อเรื่องหลักที่ควรจะเป็นไปแล้ว
อย่างแรกเลย ผู้กล้าอัศวินที่ควรจะมีชีวิตอยู่จนถึงศึกชี้ชะตา กลับต้องมาตายและกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังของซูไป๋ไปเสียแล้ว
อย่างที่สอง จอมมารระดับสูงทั้งแปด ก็มีถึงสองตนที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อซูไป๋
และอย่างสุดท้าย กองทัพวายุดำไม่สามารถบรรลุแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ได้ แถมยังต้องสูญเสียกองกำลังระดับสูงที่สำคัญไปถึงสองกองทัพ
จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ กองทัพเผ่ามนุษย์ที่ควรจะกุมความได้เปรียบเบ็ดเสร็จ กลับอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่จอมมารทั้งแปดก็ลดเหลือเพียงหกตน
กลับกัน กองกำลังของซูไป๋กลับกำลังแผ่ขยายอำนาจอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่จะครอบครองดินแดนโกลาหลได้สำเร็จ
แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเผ่ามนุษย์จะล้มเลิกแผนยึดครองที่ราบสูงบาร์โซ
ตรงกันข้าม การผงาดขึ้นอย่างกะทันหันของซูไป๋ อาจเป็นตัวเร่งให้เผ่ามนุษย์ต้องรีบดำเนินการตามแผนให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ
หากปล่อยให้ซูไป๋สั่งสมกำลังต่อไป เผ่ามนุษย์อาจต้องเผชิญกับศัตรูที่ร้ายกาจยิ่งกว่าจอมมารทั้งแปดตนรวมกันเสียอีก
แต่การตัดสินใจเหล่านี้ของซูไป๋ ไม่ได้พึ่งพาแค่ความรู้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักและการวิเคราะห์สถานการณ์เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ เขายังมีสายลับระดับสูงแฝงตัวอยู่ในกองทัพเผ่ามนุษย์อย่าง ฟลินเดอร์ ที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวของกองทัพให้เขาทราบตลอดเวลา
หลังจากฟลินเดอร์กลับไปยังค่ายของเผ่ามนุษย์เมื่อหลายวันก่อน แม้จะโดนสอบสวนอย่างหนัก แต่ตราบใดที่กองทัพยังไม่ถอนตัว เขาก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้เรื่อยๆ จนกว่าจะถูกส่งตัวขึ้นศาลทหาร
เมื่อผู้กล้าโล่เดินทางมาถึง เขาก็แค่ตักเตือนฟลินเดอร์เพียงเล็กน้อย ก่อนจะแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพ และมอบกองกำลังหลักกว่าห้าหมื่นนายให้ เพื่อให้เขาได้สร้างผลงานไถ่โทษ
ฟลินเดอร์รับตำแหน่งมาด้วยความหวาดหวั่น และในขณะเดียวกันก็ลอบส่งแผนการรบที่ประชุมกันในกองทัพทั้งหมดไปให้ซูไป๋อย่างลับๆ
ด้วยข้อมูลวงในนี้ ซูไป๋จึงสามารถล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของกองทัพเผ่ามนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ใช่แค่รู้เพียงผิวเผินเท่านั้น
ส่วนเรื่องกองทัพมอนสเตอร์น่ะเหรอ?
เรื่องนี้คงต้องพึ่งเซล่าและการ์กอยล์ อดีตจอมมารทั้งสองตนเสียแล้ว
ในฐานะคู่ปรับที่ขับเคี่ยวกันมานานนับสิบปี พวกเขาย่อมรู้ไส้รู้พุงจอมมารตนอื่นๆ ดีกว่าซูไป๋แน่นอน
"ภายในหนึ่งเดือน..."
"เวลามันกระชั้นชิดไปหน่อยแฮะ"
ซูไป๋พูดลอยๆ ขณะพยายามกินลูกแก้วประสบการณ์
การที่เขาเข้าแทรกแซง ทำให้สงครามครั้งนี้ปะทุขึ้นเร็วกว่ากำหนดการเดิมเกือบปี
ตามแผนเดิม ผู้กล้าโล่จะต้องรอให้ผู้กล้าอัศวินเลื่อนระดับขึ้นเป็นขั้น 7 ก่อน ถึงจะมาสมทบ เมื่อรวมพลังของทั้งคู่เข้ากับแผนการที่คาร์ลอสวางรากฐานมานานนับสิบปี ถึงจะมีความมั่นใจในการเปิดศึก
แต่เมื่อเขาโผล่มา ไม่เพียงแต่จะลดทอนโอกาสชนะของพวกนั้นลง แต่ยังร่นเวลาเตรียมตัวของตัวเองให้สั้นลงด้วย
แต่เขาไม่เคยนึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปเลยสักนิด
ถ้าขืนรอให้ผู้กล้าอัศวินเลื่อนขึ้นเป็นระดับสูง ถึงตอนนั้นใครจะหลอกฆ่าใครก็คงยังไม่รู้แน่
"ดูเหมือนต้องรีบปั่นเวลไปขั้น 8 ให้เร็วที่สุดแล้ว ไม่งั้นโอกาสชนะศึกนี้คงริบหรี่แน่..."
ซูไป๋หันไปมองออเรี่ยนที่กำลังกินลูกแก้วประสบการณ์อยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยถาม:
"นายเห็นด้วยไหม ขุนพลคู่ใจของฉัน อัศวินมรณะ?"