- หน้าแรก
- แย่งกันไปเถอะ หอคอยผมเคลียร์ 999 ชั้นจบไปแล้ว!
- บทที่ 255 - ออเดิร์ฟสามแสนตัว! การเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย!
บทที่ 255 - ออเดิร์ฟสามแสนตัว! การเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย!
บทที่ 255 - ออเดิร์ฟสามแสนตัว! การเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย!
บทที่ 255 - ออเดิร์ฟสามแสนตัว! การเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย!
ในวันต่อมา กองทัพอัศวินของออเรี่ยนก็ย่ำแย่ลงทุกวันตามที่ซูไป๋คาดไว้
คำว่า "ย่ำแย่" นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนอัศวินที่บาดเจ็บล้มตายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพจิตใจของกองทัพด้วย
นับตั้งแต่บาลี รองแม่ทัพของกองทัพพลีชีพ ออเรี่ยนก็ตกอยู่ในสภาวะบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ
เวลาต่อสู้ในสนามรบ เขามักจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงตายอย่างบ้าบิ่น
สำหรับผู้ที่มีฉายา [ผู้กล้า] อย่างเขา เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก เพราะเขามีบัฟโชคชะตาคอยหนุนหลังอยู่
ทุกครั้งที่เขาเข้าไปเสี่ยงตาย ไม่เพียงแต่จะรอดกลับมาได้หวุดหวิด แต่ยังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย ตอนนี้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของขั้น 4 ระดับสูงสุด และก้าวเข้าสู่ขั้น 5 อย่างเป็นทางการแล้ว
แต่พฤติกรรมบ้าบิ่นแบบนี้ กลับกลายเป็นฝันร้ายของบรรดาอัศวินที่ติดตามเขา
เมื่อผู้นำเสี่ยงตาย พวกเขาก็ต้องเสี่ยงตายตามไปด้วย
แต่ท่านผู้กล้ามีบัฟโชคชะตา ในขณะที่พวกเขามีแค่ชีวิตเดียว
ผลจากการดันทุรังตามเขาไปคือ แม้กองทัพอัศวินจะชนะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อัตราการสูญเสียกำลังพลก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
จากกองทัพอัศวินชั้นยอดที่มีกำลังพลราว 1,000 นาย ตอนนี้เหลือไม่ถึง 400 นายแล้ว
ต้องไม่ลืมว่า อัศวินที่ล้มตายไปนั้น ไม่ใช่อัศวินธรรมดา แต่เป็นถึงระดับหัวกะทิของหัวกะทิ
อัศวินแต่ละคน หากไปอยู่ในกองทัพอัศวินระดับกลางอื่น ก็สามารถรับตำแหน่งแกนหลักได้สบายๆ บางคนที่มีฝีมือโดดเด่นถึงขั้นสามารถขึ้นเป็นหัวหน้ากองทัพได้เลยด้วยซ้ำ
ไม่อย่างนั้น กองทัพอัศวินชั้นยอดกลุ่มนี้คงไม่สามารถสังหารกองทัพมอนสเตอร์ระดับกลางนับแสนตัวได้อย่างง่ายดายราวกับเชือดหมาแบบนี้หรอก
แต่ตอนนี้นักรบหัวกะทิกลุ่มนี้ กำลังจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นในอีกไม่ช้า
ทว่าออเรี่ยนกลับทำเหมือนมองไม่เห็นสถานการณ์อันเลวร้ายของกองทัพ เขายังคงนำทัพบุกทะลวงอย่างไม่คิดชีวิตเหมือนเคย
หากเป็นช่วงเวลาปกติ บาลี รองแม่ทัพ คงจะคอยเตือนให้เขาได้สติ
แต่ตอนนี้บาลีจากไปแล้ว และไม่มีใครในกองทัพอัศวินที่สามารถยืนเคียงข้างและกล้าตักเตือนเขาได้อีก
หรือจะพูดให้ถูกคือ ตอนนี้ออเรี่ยนถูกความโกรธแค้นบดบังสายตาไปหมดแล้ว และไม่พร้อมจะรับฟังคำเตือนจากใครหน้าไหนทั้งนั้น
แม้แต่ขุนพลคาร์ลอสเองก็เคยเรียกเขาไปตักเตือน แต่ก็แทบจะไม่ได้ผลอะไรเลย
พูดง่ายๆ ก็คือ ออเรี่ยนเสียสติไปแล้ว
เขานำกองทัพอัศวินกวาดล้างไปทั่วดินแดนโกลาหล โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการซุ่มโจมตีกองทัพมอนสเตอร์ระดับกลาง มาเป็นการล่าสังหารโครงกระดูกแทน
ไม่ว่าจะเป็นกองทัพโครงกระดูกสีม่วงประกายของซูไป๋ หรือแม้แต่โครงกระดูกน้อยที่เดินเตร็ดเตร่ไปมาในดินแดนโกลาหล ต่างก็ตกเป็นเป้าหมายในการล่าสังหารของกองทัพอัศวินกลุ่มนี้
ยิ่งเขาทำแบบนี้ ซูไป๋ก็ยิ่งชอบใจ และยิ่งส่งโครงกระดูกสีม่วงประกายออกไปให้มากยิ่งขึ้น
หากต้องการให้ใครพินาศ ก็จงทำให้เขาบ้าคลั่งเสียก่อน!
ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับโครงกระดูกสีม่วงประกาย ไฟแค้นในใจออเรี่ยนก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
และยิ่งเขาฆ่าโครงกระดูกสีม่วงประกายไปมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งจมปลักอยู่กับมันมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อไฟแค้นลุกโชนถึงขีดสุด จะไม่มีใครสามารถหยุดยั้งสงครามแห่ง "การล้างแค้น" นี้ได้อีกต่อไป
เมื่อโครงกระดูกสีม่วงประกายใต้บังคับบัญชาของซูไป๋ล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาก็รู้ทันทีว่า เวลาแห่งการ "เก็บเกี่ยว" กำลังจะมาถึง
...
บนแผ่นดินของที่ราบสูงบาร์โซ โครงกระดูกร่างยักษ์ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางที่ราบรกร้าง
สายลมกรรโชกพัดผ้าคลุมสีทองหม่นของเขาให้ปลิวไสว ไฟวิญญาณที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดวูบไหวไปมา ช่วยเพิ่มความลึกลับให้แก่เขา
"กองกำลังย่อยที่ 3 ถูกกวาดล้างแล้ว"
"กองกำลังย่อยที่ 4 เสียกำลังพลไปครึ่งหนึ่ง กองกำลังย่อยที่ 5 และ 6 ซุ่มโจมตีล้มเหลว กองกำลังย่อยที่ 7 สู้จนตัวตาย จัดการอัศวินชั้นยอดไปได้ 10 นาย..."
ซูไป๋จัดเรียงรายงานการรบอย่างต่อเนื่อง
แค่จำนวนนักรบโครงกระดูกสีม่วงประกายที่พลีชีพในวันนี้ ก็ทะลุ 50,000 ตัวไปแล้ว
และตัวเลขนี้ก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าอีกไม่นานคงทะลุหลัก 100,000 ตัวแน่นอน
แต่สีหน้าของซูไป๋กลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่กวาดล้างวิหคดำภูผาสูงจอมน่ารำคาญพวกนั้นไป สิ่งที่ไร้ค่าที่สุดในดินแดนโกลาหลแห่งนี้ก็คือซากศพ
เมื่อสงครามปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศพของผู้พลีชีพในแต่ละวันก็กองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
ซูไป๋เพียงแค่เสียขวดยาฟื้นฟูพลังเวทไปไม่กี่ขวด ก็สามารถอัญเชิญนักรบโครงกระดูกสีม่วงประกายออกมาได้เป็นกองทัพ
แล้วก็ส่งพวกมันไปให้ออเรี่ยนฆ่าเล่นด้วยสารพัดวิธี
สำหรับเรื่องนี้ เขาไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด
โครงกระดูกสีม่วงประกาย 100,000 ตัว แลกกับอัศวินชั้นยอดแค่ 10 คน ก็ถือว่ากำไรมหาศาลแล้ว
โครงกระดูกสามารถอัญเชิญออกมาได้เรื่อยๆ แบบไร้ขีดจำกัด แต่อัศวินชั้นยอดพวกนั้นตายแล้วฟื้นไม่ได้นะเออ
นี่มันธุรกิจกำไรงามชัดๆ
ซูไป๋ไม่เคยกังวลเลยว่ากองทัพอัศวินของออเรี่ยนจะตามรอยเขาเจอ
ตอนนี้สายลับของเขากระจายอยู่ทั่วทุกมุมของที่ราบสูงบาร์โซ แค่มีอะไรผิดปกติเพียงนิดเดียว เขาก็รู้ตัวล่วงหน้าและหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว
อย่าเห็นว่าเขามักจะปรากฏตัวอยู่บนที่ราบรกร้างที่เต็มไปด้วยไฟสงครามบ่อยๆ เลย หากพูดถึงความปลอดภัยบนแผ่นดินนี้ล่ะก็ ไม่มีใครปลอดภัยไปกว่าเขาอีกแล้ว
กองกำลังที่เทอะทะถูกส่งออกไปหมดแล้ว รอบตัวเขาไม่เคยมีโครงกระดูกคอยคุ้มกันมากเกินความจำเป็น
เมื่อไม่มีกองกำลังขนาดใหญ่ การเคลื่อนย้ายหลบหนีก็ทำได้สะดวกสบายมาก
ต่อให้เป็นกองทัพมอนสเตอร์ระดับสูง ก็อย่าหวังว่าจะตามหาร่องรอยของเขาพบบนที่ราบรกร้างแห่งนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น จนถึงตอนนี้ ร่องรอยของเขาก็ถูกปิดบังไว้อย่างมิดชิด
ไม่ว่าจะเป็นจอมมารระดับสูง หรือกองทัพหลักทั้งสี่ ก็ไม่มีใครรู้ว่ามีจอมเวทวิญญาณซ่อนตัวอยู่ในเงามืดแบบนี้
อย่างมากพวกเขาก็คงคิดแค่ว่า ช่วงนี้โครงกระดูกอาละวาดบ่อยผิดปกติเท่านั้นเอง
และตราบใดที่ยังไม่มีโครงกระดูกระดับสูงถือกำเนิดขึ้น ก็ยังไม่คู่ควรให้พวกเขาต้องมาใส่ใจมากนัก
ซูไป๋อาศัยความชะล่าใจของทั้งสองฝ่ายนี่แหละ ปล่อยให้นักรบโครงกระดูกสีม่วงประกายออกไปเก็บคิลและสะสมคะแนนในสนามรบอย่างบ้าคลั่ง
ออเรี่ยนใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเลื่อนเป็นขั้น 5 แต่ซูไป๋ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ
แถมเขายังเลื่อนเป็นขั้น 5 ตัดหน้าออเรี่ยนไปก้าวหนึ่งเสียอีก
และหลังจากเลื่อนเป็นขั้น 5 แล้ว เขาก็กำลังมุ่งหน้าสู่ขีดจำกัดของขั้น 6 ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พอคิดแบบนี้ ซูไป๋ก็แอบสงสารออเรี่ยนขึ้นมานิดๆ
ใครที่เคยเล่นเกมต่างก็รู้ดีว่า ต่อให้ผู้เล่นจะใช้โปรแกรมโกงยังไง สุดท้ายก็สู้ผู้เล่นสายเติมเงิน (RMB Player) ไม่ได้อยู่ดี
นี่คือสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ซูไป๋ควบคุมโครงกระดูกสีม่วงประกายไปเก็บคิลอย่างชิลๆ พลางกดยาลูกแก้วประสบการณ์ทีละชุดๆ ไปด้วย
หลอดค่าประสบการณ์ของเขามักจะเต็มและอัปเลเวลในจังหวะสบายๆ แบบนี้เสมอ
แต่วันนี้ โครงกระดูกสีม่วงประกายของซูไป๋หยุดการเก็บคิลทั้งหมด และไปรวมตัวกันที่จุดๆ หนึ่ง
นักรบโครงกระดูกสีม่วงประกายรวมกว่า 600,000 ตัว ถูกแบ่งออกเป็นกองกำลังย่อย 100 กอง กองกำลังขนาดกลาง 30 กอง และกองกำลังขนาดใหญ่ 5 กอง
จนถึงตอนนี้ โครงกระดูกสีม่วงประกายที่เขาส่งไปเป็น "ออเดิร์ฟ" ให้กองทัพอัศวิน มีจำนวนถึง 50,000 ตัวแล้ว
แต่มันยังไม่พอ
จากการประเมินกองทัพอัศวินในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซูไป๋คาดการณ์ว่า จำนวนโครงกระดูกที่กองทัพอัศวินจะสามารถรับมือได้ในวันเดียว น่าจะเกิน 150,000 ตัว
และซูไป๋เตรียมที่จะคูณสองตัวเลขนั้นเข้าไปอีก
เขาเตรียมส่งนักรบโครงกระดูกสีม่วงประกาย 300,000 ตัว ไปเป็นออเดิร์ฟให้กองทัพอัศวินทั้งหมดในคราวเดียว!
โครงกระดูกสีม่วงประกายจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ต่อให้เป็นซูไป๋ก็ต้องใช้เวลาและพลังงานไม่น้อยกว่าจะอัญเชิญออกมาได้
การส่งพวกมันไปให้กองทัพอัศวินเชือดในคราวเดียวแบบนี้ เขาก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน
แต่เพื่อแลกกับการปลิดชีพของออเรี่ยน ต้นทุนแค่นี้ถือว่าคุ้มค่า
ซูไป๋สวมผ้าคลุมสีทองหม่น ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายลมกรรโชก นิ้วมือของเขาสวมแหวนเพิ่มพลังเวทหลากสีสันเอาไว้เต็มไปหมด
แหวนพวกนี้คือของชั้นยอดที่เขายึดมาได้ทั้งนั้น
เมื่อแหวนเพิ่มพลังเวทเปล่งประกายแสงออกมาอย่างต่อเนื่อง นิ้วกระดูกเรียวยาวของเขาก็มีกลุ่มหมอกสีดำพันสายล้อมรอบ
"กองกำลังย่อยที่ 10 กับ 11 ตามไปสมทบ กองกำลังย่อยอื่นๆ คุมจังหวะให้ดี"
"กองกำลังหลักทุกหน่วยเตรียมพร้อมรบ พอกองกำลังย่อยถูกทำลายหมด กองกำลังขนาดกลางก็บุกเข้าไปรับช่วงต่อทันที"
"ครั้งนี้..."
"ฉันจะฝังพวกมันไว้ที่นี่ให้หมด"
ทันใดนั้น รังสีอำมหิตก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา
ในค่ำคืนที่เมฆดำบดบังแสงจันทร์ การลอบสังหารผู้กล้าอัศวินก็เริ่มเปิดฉากขึ้นอย่างเงียบงัน