- หน้าแรก
- มือปราบมารสอนเวทส์ เมื่อผมต้องไปสอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด
- บทที่ 17: อวดรอยแผล
บทที่ 17: อวดรอยแผล
บทที่ 17: อวดรอยแผล
บทที่ 17: อวดรอยแผล
เมื่อเนวิลล์เห็นโรเจอร์เรียกให้เขายืนขึ้น ร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ท่าทางหวาดกลัวสุดขีด!
ริมฝีปากของเขาขยับไปมา แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออกสักคำ!
"ฮ่าๆๆ!" มัลฟอยชี้หน้าเนวิลล์แล้วระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ย!
เนวิลล์ยิ่งก้มหน้างุดลงไปอีก!
"หุบปาก ถ้าฉันได้ยินเสียงหัวเราะอีก เชิญออกไปเลย! ห้องเรียนของฉันไม่ต้อนรับคุณ!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของโรเจอร์จางหายไป เปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น!
มัลฟอยอ้าปากจะเถียง แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาของโรเจอร์ เขาก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไป!
"ไม่เป็นไร พูดต่อสิ" โรเจอร์หันไปพูดกับเนวิลล์ รอยยิ้มอ่อนโยนกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง
เมื่อได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลของโรเจอร์ อาการสั่นของเนวิลล์ก็ทุเลาลงมาก เขาเงยหน้าขึ้น แววตามุ่งมั่นฉายชัดอยู่ในดวงตา
หลังจากพยายามอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็เค้นคำพูดที่อยากจะพูดออกมาได้
"ศาสตราจารย์ครับ ผมคิดว่าศาสตร์มืดไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย! พ่อมดศาสตร์มืดทุกคนที่ใช้ศาสตร์มืดสมควรโดนจับขังอัซคาบันให้หมด! ศาสตร์มืดทำลายครอบครัวมานับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้น... หนึ่งในนั้นก็คือพ่อแม่ของผม!"
ประโยคสุดท้ายของเนวิลล์ดังก้องกังวาน!
"ดีมาก นั่งลงเถอะ" โรเจอร์กล่าว สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนไปเลยหลังจากฟังเนวิลล์พูดจบ
หลังจากเนวิลล์พูดจบ ก็มีนักเรียนยกมือขึ้นอีกนับสิบคน
ในกลุ่มนี้ มีทั้งคนที่อยากจะสนับสนุนเนวิลล์ และคนที่อยากจะโต้แย้ง!
ทว่าโรเจอร์กลับทำเป็นมองไม่เห็นและพูดต่อ "เนวิลล์พูดถูก แต่แน่นอนว่านักเรียนบ้านสลิธีรินเมื่อกี้ก็พูดไม่ผิดเช่นกัน! มุมมองของผมก็คือ ศาสตร์มืดนั้นเรียนรู้ได้ แต่อย่าไปถลำลึกกับมัน เวทมนตร์สายขาวต่างหากคือกุญแจสำคัญที่พวกคุณควรใช้!"
พอโรเจอร์พูดจบ นักเรียนสลิธีรินสองสามคนก็แสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
โรเจอร์ยิ้มบางๆ ถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนทั้งสองข้าง!
นักเรียนต่างพากันงุนงงกับการกระทำอันกะทันหันของโรเจอร์
โรเจอร์โชว์ท่อนแขนเปลือยเปล่าให้ทุกคนดู พวกเขาถึงได้สังเกตเห็นว่าแขนของโรเจอร์เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นสารพัดรูปแบบ
มีทั้งแผลจากของมีคม แผลจากการระเบิดของเวทมนตร์ และยังมีรอยแผลเป็นสีแดงสดรูปร่างประหลาดที่แผ่ขยายออกไปราวกับใยแมงมุม!
ช่างเป็นภาพที่น่าตกตะลึงจริงๆ
นี่มัน...
"นี่คือบาดแผลที่หลงเหลือจากการต่อสู้กับพวกพ่อมดศาสตร์มืดมานานกว่าสิบปี! มีทั้งแผลถูกฟัน แผลจากศาสตร์มืด และคำสาป ดูนี่สิ รอยแผลจากคำสาปกรีดแทงไงล่ะ! แน่นอนว่าตามตัวผมยังมีอีกเยอะ แต่เอามาโชว์ให้พวกคุณดูคงไม่เหมาะ เดี๋ยวอาจารย์ใหญ่ดัมเบิลดอร์จะไล่ผมออกซะก่อน!"
โรเจอร์ชี้ไปที่รอยแผลเป็นรูปใยแมงมุมที่เกิดจากคำสาปกรีดแทง พร้อมกับอธิบายให้ทุกคนฟัง ปิดท้ายด้วยมุกตลกเล็กๆ
โรเจอร์ไม่ได้โกหก รอยแผลพวกนี้เกิดจากฝีมือพ่อมดศาสตร์มืดจริงๆ
ถึงโรเจอร์จะเก่งกาจแค่ไหน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพ่อมดศาสตร์มืดที่ทรงพลังและมีชื่อเสียงเลื่องลือมาอย่างยาวนาน ย่อมมีจังหวะที่ต้องเพลี่ยงพล้ำบ้างเป็นธรรมดา!
และแน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งสองครั้งแน่!
เมื่อมองดูรอยแผลเป็นอันน่าสยดสยองบนตัวโรเจอร์ นักเรียนด้านล่างก็เงียบกริบ ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย
สำหรับเด็กส่วนใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นความน่ากลัวของศาสตร์มืดประจักษ์แก่สายตาแบบตรงๆ ไร้การปกปิดใดๆ!
โรเจอร์มองปฏิกิริยาของนักเรียน พยักหน้าอย่างพึงพอใจ และแอบรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆ
เขาเลิกคิ้วขึ้น ดึงแขนเสื้อลง แล้วพูดติดตลกว่า "เอาล่ะ สาธิตแค่นี้พอนะ ไม่ให้ดูแล้วล่ะ"
นักเรียนที่ยังคงตกตะลึงกับภาพอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่ยังคงนิ่งเงียบ
"อะแฮ่ม!"
โรเจอร์กระแอมเบาๆ สองสามครั้งเพื่อเรียกสติเด็กๆ
นักเรียนสะดุ้งโหยง สายตาที่พวกเขามองโรเจอร์เปลี่ยนไปแล้ว!
มันเป็นสายตาแห่งความชื่นชมระคนกับความเคารพยำเกรง
เมื่อเห็นว่าทุกคนดึงสติกลับมาได้แล้ว โรเจอร์ก็เปลี่ยนเรื่องพูด
"พูดตามตรง สิ่งที่พวกคุณพูดไปก่อนหน้านี้ก็ถูกต้องแล้ว ศาสตร์มืดสามารถควบคุมได้ อย่างเช่นอาจารย์ใหญ่ของเรา ท่านก็มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์มืดระดับสูงเลยทีเดียว หรือจะพูดให้ถูก บรรดาศาสตราจารย์ในโลกเวทมนตร์ รวมถึงพวกมือปราบมารเอง ก็ล้วนแต่รู้เรื่องศาสตร์มืดกันทั้งนั้น!"
แต่พวกเขาไม่ใช่พ่อมดศาสตร์มืดแน่นอน!
พอได้ยินโรเจอร์พูดแบบนั้น ความคิดของนักเรียนก็เริ่มสับสนอีกแล้ว!
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าที่โรเจอร์โชว์รอยแผลให้ดู ก็เพื่อให้พวกเขารู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของศาสตร์มืด และเด็กนักเรียนที่เคยสนับสนุนศาสตร์มืดก็เริ่มเปลี่ยนใจทันทีที่ได้เห็นรอยแผลเหล่านั้น
ใครจะไปนึกว่าวินาทีต่อมา โรเจอร์จะกลับลำมาพูดเข้าข้างศาสตร์มืดอีกครั้ง!
เด็กนักเรียนที่ความคิดความอ่านยังไม่ตกผลึกดี ถึงกับสับสนงุนงงไปตามๆ กัน
ตกลงแล้วศาสตราจารย์โรเจอร์ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่? เขาสนับสนุนศาสตร์มืดหรือไม่สนับสนุนกันแน่?
โชคดีที่ยังมีนักเรียนบางคนตั้งสติได้ และเฮอร์ไมโอนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อเห็นเฮอร์ไมโอนี่ชูมือขึ้นสุดแขน โรเจอร์จึงอนุญาตให้เธอยืนขึ้นตอบ
เฮอร์ไมโอนี่มองใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนของโรเจอร์ เธอยืนขึ้น กระแอมเบาๆ สองครั้ง แล้วเอ่ย "ศาสตราจารย์คะ ในเมื่อคุณบอกแบบนั้น เราก็เรียนศาสตร์มืดได้สิคะ! แล้วทำไมถึงยังมีพ่อมดศาสตร์มืดอยู่อีกละคะ?"
คำถามของเฮอร์ไมโอนี่แทงใจดำเข้าอย่างจัง สายตาของนักเรียนที่มองโรเจอร์เริ่มเต็มไปด้วยความฉงนอีกครั้ง
"ไม่เลว นั่งลงสิ! เฮอร์ไมโอนี่พูดได้ตรงประเด็นมาก" โรเจอร์เอ่ยชม
"เอาล่ะ ผมจะบอกพวกคุณเดี๋ยวนี้แหละ! พวกคุณรู้ไหมว่าทำไมศาสตร์มืดถึงถูกเรียกว่าศาสตร์มืด?"
จู่ๆ โรเจอร์ก็โยนคำถามนี้ขึ้นมา นักเรียนคนหนึ่งจึงตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ "เพราะศาสตร์มืดมีพลังโจมตีรุนแรงและสร้างความเสียหายได้มหาศาลหรือเปล่าครับ?"
โรเจอร์ส่ายหน้า
"เวทมนตร์สายขาวที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงกว่าศาสตร์มืดก็มีถมไป นั่นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงหรอก!"
รอนยกมือขึ้นแล้วตอบ "เพราะศาสตร์มืดมีความชั่วร้ายอยู่ในตัวของมันเองครับ"
โรเจอร์ส่ายหน้าอีกครั้งและกล่าวว่า "ไม่หรอก เวทมนตร์ไม่เคยมีความชั่วร้ายอยู่ในตัวของมันเอง!"
โรเจอร์ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยให้นักเรียนเดาสุ่มเหมือนเล่นทายปริศนา เขาจึงเฉลยตรงๆ "เหตุผลง่ายนิดเดียว นั่นก็คือ อารมณ์ความรู้สึกยังไงล่ะ!"
นักเรียนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
โรเจอร์อธิบายต่อ "สาเหตุที่แท้จริงที่กำหนดว่าคาถาบทไหนเป็นศาสตร์มืด ก็คืออารมณ์ความรู้สึก! ถ้าพวกคุณอยากปลดปล่อยพลังของศาสตร์มืดออกมาให้ได้เต็มพิกัด อารมณ์ความรู้สึกของพวกคุณถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ตัวอย่างเช่น เวลาใช้คาถารีดักโต พวกคุณไม่ได้แค่ต้องดึงพลังเวทมนตร์ออกมาใช้เท่านั้น แต่ยังต้องดึงอารมณ์ความรู้สึกออกมาด้วย พวกคุณต้องมีความโกรธและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำลายล้างสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้แหลกเป็นผุยผง
ส่วนคำสาปโทษผิดสถานเดียวอย่างคาถาพิฆาตที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อมนุษย์นั้น ยิ่งต้องการความโกรธ ความเกลียดชัง ความขยะแขยง และความเคียดแค้นที่จะปลิดชีพอีกฝ่ายให้จงได้
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะร่ายคาถาศาสตร์มืดได้!"
ทันทีที่โรเจอร์พูดจบ เฮอร์ไมโอนี่ก็ถามขึ้นมา
"ศาสตราจารย์โรเจอร์คะ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็แค่ควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้คาถาศาสตร์มืดที่สร้างความเสียหายรุนแรงซึ่งต้องใช้อารมณ์ด้านลบสุดขั้วพวกนั้นก็สิ้นเรื่องไม่ใช่เหรอคะ?"
โรเจอร์พบว่าเฮอร์ไมโอนี่หัวไวมาก เธอตามความคิดของเขาได้ทันอย่างสมบูรณ์แบบ
โรเจอร์พยักหน้าแล้วตอบ "ถูกต้อง ตามหลักการแล้วเฮอร์ไมโอนี่พูดถูก! แต่มันมีข้อควรระวังอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือไม่ใช่ทุกคนที่จะทนทานต่อความเย้ายวนของศาสตร์มืดได้
พ่อมดศาสตร์มืดส่วนใหญ่ที่ผมเคยเจอ ตอนแรกๆ ก็คิดว่าตัวเองควบคุมศาสตร์มืดได้โดยไม่โดนมันครอบงำ แต่พอได้ใช้มันซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายคนก็เริ่มโหยหาพลังอำนาจของมัน และถลำลึกไปเรียนรู้ศาสตร์มืดที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม!
คนพวกนี้คิดว่าตัวเองควบคุมศาสตร์มืดได้อยู่หมัด แต่ที่จริงแล้วพวกเขาถูกอารมณ์ด้านลบที่สะสมไว้ครอบงำไปนานแล้ว จนสุดท้ายก็กู่ไม่กลับ!"
สีหน้าของโรเจอร์เคร่งเครียดขึ้นมา อย่างที่เขาบอก พ่อมดศาสตร์มืดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาเป็นแบบนั้นหรอก ตอนแรกพวกเขาก็แค่เรียนรู้ศาสตร์มืดง่ายๆ บางบทเท่านั้น
พอร่ายสำเร็จบ่อยเข้า คนพวกนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองควบคุมศาสตร์มืดได้ ก็เลยชะล่าใจ และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของหายนะ!
พอพวกเขารู้ตัว มันก็สายเกินแก้เสียแล้ว!
โรเจอร์กล่าวว่า "ดังนั้น ทั้งอาจารย์ใหญ่ดัมเบิลดอร์และตัวผมเอง แม้จะใช้ศาสตร์มืดเป็น แต่เราก็ไม่เคยประมาทแม้แต่วินาทีเดียว เราตระหนักอยู่เสมอว่าศาสตร์มืดนั้นเปรียบเสมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากหรือสัตว์ร้ายที่ดุร้าย! เพราะเรารู้ตัวดีว่า ถ้าเราเผลอไผลไปแม้แต่นิดเดียว เราก็จะถูกอารมณ์สุดขั้วกลืนกินจนหมดสิ้น
สุดท้ายนี้ ผมขอฝากไว้ประโยคเดียว พวกคุณใช้ศาสตร์มืดได้ แต่อย่าพยายามไปถลำลึกกับมันเด็ดขาด จงตระหนักไว้เสมอว่าศาสตร์มืดคือสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด พึงระลึกไว้ว่าคุณไม่มีทางทำให้มันเชื่องได้ตลอดชีวิต และจงเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ!"
ผมไม่อยากเห็นวันที่ผมต้องลงมือส่งใครในห้องนี้เข้าอัซคาบันด้วยตัวเองหรอกนะ"
คำพูดของโรเจอร์กลั่นออกมาจากใจจริง ไม่มีใครสมควรประมาทพยัคฆ์ร้ายที่มีโซ่ล่ามคออยู่หรอก!
นักเรียนต่างหวาดผวากับสิ่งที่โรเจอร์พูด ในเวลานี้ พวกเขาตระหนักถึงแก่นแท้ของศาสตร์มืดเป็นครั้งแรก
แม้แต่มัลฟอยที่เคยตั้งแง่ ก็ยังยอมรับในสิ่งที่โรเจอร์พูด!
ในฐานะทายาทตระกูลเลือดบริสุทธิ์ เขาย่อมต้องคลุกคลีกับพ่อมดศาสตร์มืดรอบตัวมาไม่น้อย และเขาก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนพวกนี้มีสภาพจิตใจที่บิดเบี้ยวสุดๆ
ดูเหมือนมือปราบมารคนนี้จะมีมุมมองที่ถูกต้องในบางเรื่องแฮะ
นี่เป็นครั้งแรกที่มัลฟอยรู้สึกว่าโรเจอร์ก็ไม่ได้แย่อะไร
"ศาสตราจารย์โรเจอร์ครับ แล้วมีใครที่เคยเป็นพ่อมดศาสตร์มืดแล้วกลับตัวกลับใจได้บ้างไหมครับ?"
แฮร์รี่ชูมือขึ้นถามเป็นครั้งแรก
โรเจอร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้ รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"มีสิ คนคนนั้นก็คือศาสตราจารย์สเนปของพวกคุณไงล่ะ!"
"อะไรนะ? แล้วศาสตราจารย์สเนปกลับตัวกลับใจได้ยังไงล่ะครับ?"
เมื่อได้ยินว่าสเนปเคยเป็นพ่อมดศาสตร์มืดมาก่อน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วห้อง และมีคนเอ่ยถามขึ้นมา
โรเจอร์กดมือลงเพื่อให้ทุกคนเงียบ ก่อนจะอธิบาย "กรณีของศาสตราจารย์สเนปค่อนข้างพิเศษน่ะ เป็นเพราะมีคนสำคัญมากๆ คนหนึ่งจากเขาไปตลอดกาล เขาถึงได้ตาสว่าง!"
"แน่นอนว่าพวกคุณไม่ต้องกังวลไป ศาสตราจารย์สเนปได้รับการรับรองจากอาจารย์ใหญ่ดัมเบิลดอร์แล้วว่าไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน พวกคุณไว้ใจเขาได้!"
พูดจบ โรเจอร์ก็เผลอปรายตามองแฮร์รี่!
ก็นะ ถ้าไม่ใช่เพราะการตายของลิลี่ในตอนนั้น ป่านนี้สเนปคงยังระเหเร่ร่อนอยู่กับพวกผู้เสพความตายแน่ๆ
แฮร์รี่งุนงงมากว่าทำไมศาสตราจารย์โรเจอร์ถึงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แบบนั้น
"อ้อ จริงสิ!" โรเจอร์เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ "ความจริงแล้ว ศาสตราจารย์สเนปก็ถือเป็นตัวอย่างด้านลบที่ดีสำหรับพวกคุณเลยนะ บางทีถ้าใครในนี้ดันกลายเป็นพ่อมดศาสตร์มืดขึ้นมา สภาพตอนจบก็คงไม่ต่างจากเขานักหรอก!"