- หน้าแรก
- บันทึกสะสมสิ่งประหลาดของราชันแห่งจันทรา
- บทที่ 51 มุงดู
บทที่ 51 มุงดู
บทที่ 51 มุงดู
สิ่งประหลาดทุกตนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เกี้ยวสามารถซ่อนคนแบกเกี้ยวสองคนได้ แต่ตัวเกี้ยวกลับไม่สามารถปรับขนาดได้
มันเข้าประตูตึกไม่ได้
มันเหมือนกับปัวปัว ตราบใดที่ไม่พูด ก็สามารถปลอมตัวเป็นสิ่งของธรรมดาได้
ต่อให้แสดงความแปลกประหลาดออกมา ก็สามารถโกหกว่าเป็น [สิ่งของลี้ลับ] ได้
ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสิ่งประหลาดที่มีร่างต้นเป็นสิ่งของกับ [สิ่งของลี้ลับ] ก็คือมีจิตสำนึกและสติปัญญาเป็นของตัวเองหรือไม่
เฉินเมี่ยเมี่ยชี้แนะเกี้ยว ให้มันเรียกหน้าต่างสถานะของตัวเองออกมา
ตัวอักษรสีเหลืองปรากฏขึ้นตรงหน้าเกี้ยว
【เกี้ยวแห่งพันธสัญญา [ความลี้ลับ] 4.0 [ความเป็นอมตะ] 5.6 ความสามารถ: ไปมาไร้ร่องรอย, โลงศพทมิฬ, หมื่นเมตรไร้อุปสรรค, บริวารแห่งจันทร์นิรันดร์】
ภายใต้แสงสาดส่องของจันทร์นิรันดร์ หลังได้รับบัฟ [ความลี้ลับ] เป็น 4.3 [ความเป็นอมตะ] 6.1
หลังจากทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เฉินเมี่ยเมี่ยก็กระจ่างในความสามารถแต่ละด้านของเกี้ยว
ชื่อเต็มของเกี้ยวคือ [เกี้ยวแห่งพันธสัญญา] ไปมาไร้ร่องรอย สามารถรับส่งผู้โดยสารให้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วภายในระยะหมื่นเมตร
คนแบกคานเกี้ยวทั้งสองคือสิ่งไม่ทราบที่มาซึ่งเป็นรูปร่างจำแลงของ "ข้อตกลงการให้บริการ" ผู้โดยสารจะต้องตอบตกลงด้วยวาจากับชุดพันธสัญญาที่คลุมเครือเสียก่อนจึงจะออกเดินทางได้
ในพันธสัญญาจะต้องมีข้อหนึ่งระบุว่า "สมัครใจจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่ได้ระบุราคาอย่างชัดเจน" หลังจากถึงที่หมายแล้ว ผู้โดยสารจะต้องจ่ายอวัยวะหรือเครื่องในบางส่วนเป็นค่าตอบแทน
ผู้ที่ยอมจ่ายอย่างว่าง่าย จะสามารถจากไปได้
หากปฏิเสธที่จะจ่าย พื้นที่ภายในเกี้ยวจะกลายเป็นโลงศพทมิฬ ฝังทั้งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านใน
เฉินเมี่ยเมี่ยพาเกี้ยวมาถึงลานจอดรถที่ใช้ร่วมกันของตึกหลายตึกในบริเวณใกล้เคียง และพบที่จอดรถว่างอยู่ช่องหนึ่ง
"เจ้าเกี้ยว คืนนี้เจ้าสามารถเลือกที่จอดรถที่ชอบได้เองเลย พรุ่งนี้หลังจากซื้อแล้ว ข้าจะใส่ชื่อเจ้าลงไปโดยตรง"
"เฉินเมี่ยเมี่ย ที่นี่ล้วนเป็นที่กลางแจ้ง ข้าอยากได้ที่ร่มๆ"
"โฮ่ เจ้าช่างเลือกนักนะ ราคาของโรงรถส่วนตัวมันแพงกว่าตั้งเท่านึงเชียวนะ แต่บังเอิญข้าเพิ่งได้เงินก้อนมาพอดี อนุญาตให้ก็ได้ แถวนั้นน่ะ ไปเลือกเอาสิ"
เกี้ยวเรียกคนแบกเกี้ยวออกมาด้วยความตื่นเต้น ให้พวกเขาแบกตัวเองวิ่งเข้าไปสำรวจดูทีละช่อง
"เลือกได้แล้ว ข้าเอาโรงรถหมายเลข 6"
เฉินเมี่ยเมี่ยเดินเข้าไปดู
ให้ตายสิ ช่างเลือกจริงเชียว โรงรถ 10 หมายเลขแรกนี้ล้วนมีไว้สำหรับจอดรถขนาดใหญ่ พื้นที่ด้านในหนึ่งห้องเทียบเท่ากับห้องอื่นหนึ่งห้องครึ่งเสียด้วยซ้ำ
"ตัวเจ้ายังไม่ใหญ่เท่ารถยนต์คันเล็กๆ เลย จะเอาที่กว้างขนาดนี้ไปทำอะไร เอาไว้ตีลังกาเล่นอยู่ข้างในรึไง?"
"อันที่จริงเกี้ยวแห่งพันธสัญญาอย่างข้ามีสองหลัง ตัวผู้กับตัวเมีย ที่นี่เป็นเพียงหลังเดียวเท่านั้น"
เฉินเมี่ยเมี่ยตกใจมาก
"หมายความว่ายังไง เจ้าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย? พวกเจ้าสองหลังยังสามารถคลอดเกี้ยวน้อยออกมาได้อีกเหรอ?"
"ไม่ใช่ เกี้ยวทั้งสองหลังล้วนเป็นตัวข้าเอง เหมือนกันทุกประการ เพียงแต่เมื่อก่อนนานมาแล้ว เกี้ยวตัวผู้มีไว้ให้ผู้ชายนั่ง ส่วนเกี้ยวตัวเมียมีไว้ให้ผู้หญิงนั่ง ตอนนี้ไม่ได้แบ่งแยกอะไรขนาดนั้นแล้ว"
ดวงตาของเฉินเมี่ยเมี่ยเป็นประกาย ในใจร้องตะโกนว่ายอดเยี่ยม ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งนี่นา นี่ไม่เท่ากับว่าคนในครอบครัวก็มีเกี้ยวให้นั่งด้วยหรอกหรือ ดี ดีมาก
"ตกลง งั้นเจ้ารีบเรียกอีกครึ่งหนึ่งของตัวเองกลับมาซะ ต่อไปไม่ต้องไปรับคนนอกแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเอากุญแจโรงรถหมายเลข 6 นี่ให้เจ้า อืม...ใส่มือคนแบกเกี้ยวของเจ้าก็แล้วกัน"
เกี้ยวดีใจมาก คนแบกเกี้ยวทั้งสองยังพาตัวเกี้ยวกระโดดเหยงๆ อยู่กับที่สองที
สกิลติดตัวก่อนหน้านี้ของมัน คือต้องคอยรับส่งผู้โดยสารอย่างไม่หยุดหย่อน ความจริงมันเองก็ไม่อยากเป็นวัวเป็นม้าให้ใครหรอกนะ
ตอนนี้สกิลติดตัวสามารถควบคุมได้แล้ว กลายเป็นเกี้ยวส่วนตัวของบ้านเฉินเมี่ยเมี่ย แถมยังมีรังให้หลบฝนบังลมอีก ช่างมีความสุขเสียจริง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินเมี่ยเมี่ยกินไก่อบเสร็จ ก็ลงไปชั้นล่าง มุ่งหน้าตรงไปยังสำนักงานที่ผู้ดูแลตึกประจำอยู่
ชายหนุ่มที่ชื่อเปี๋ยเซิ่งเทาเมื่อวานหายไปแล้ว วันนี้เป็นคุณลุงวัยกลางคนแทน
เฉินเมี่ยเมี่ยรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย
ไม่มั้ง หรือสกิลติดตัวของข้าคือไปอยู่ที่ไหน ผู้ดูแลของที่นั่นจะต้องโชคร้ายถูกเปลี่ยนตัว?
"ท่านลุง ผู้ดูแลตึกหนุ่มเมื่อวานล่ะ?"
"หึๆ เมื่อวานนั่นลูกชายข้าเอง นานๆ ทีตอนว่างก็จะมาช่วยเฝ้าให้หน่อย ข้าต่างหากล่ะผู้ดูแลตึกตัวจริง"
"งั้นท่านก็คือท่านลุงเปี๋ย?"
"ใช่แล้ว พ่อหนุ่ม ดูหน้าเจ้าไม่ค่อยคุ้นเลยนะ"
"ใช่ ข้าเพิ่งย้ายมาที่ 1803 ได้ไม่นาน"
"1803? ทำไมเจ้าถึงขึ้นไปอยู่ชั้น 18 ล่ะ พ่อหนุ่ม ถ้ามีหนทางละก็ รีบเปลี่ยนที่อยู่เถอะ"
"ทำไมล่ะ?"
"คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ คิดว่าชั้น 18 ว่างเปล่าเหมือนกับที่แสดงให้เห็นภายนอก แต่ความจริงแล้ว ชั้นนั้นมีผู้อาศัยเถื่อนอยู่สองห้อง"
"ผู้อาศัยเถื่อนคืออะไร?" เฉินเมี่ยเมี่ยมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
"ผู้อาศัยเถื่อนก็คือคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของห้อง แต่แอบเข้าไปอาศัยอยู่ในห้องว่างโดยพลการไงล่ะ ข้าไม่ค่อยรู้รายละเอียดของผู้อาศัยเถื่อนสองห้องนั้นหรอก แต่ก็เคยเห็นอยู่ครั้งสองครั้ง มองปราดเดียวก็ทำเอาหวาดกลัวแล้ว รู้สึกว่าอันตรายมากเลยล่ะ"
"แหะๆ ไม่เป็นไร ข้าเคยไปติดต่อกับห้องหนึ่งมาแล้ว อันที่จริงพอสนิทกันแล้วก็คุยง่ายอยู่นะ"
"จริงเหรอ?"
"แน่นอนสิ ข้าเคยไปขอยืมเวลาจากเขา เขาตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวเลย"
"อย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนข้าจะเข้าใจเขาผิดไปหน่อยนะ อ้อจริงสิ เจ้าอยู่ 1803 ใช่ไหม เอ๊ะ? ที่แท้เจ้าก็เป็นผู้อาศัยเถื่อนเหมือนกันเหรอ?!"
"โธ่ ท่านลุงเปี๋ย สถานการณ์ของชั้น 18 ท่านก็รู้ ถ้าหากติดต่อเจ้าของห้องได้ ข้าก็ยินดีจ่ายค่าเช่านะ"
"ก็จริง นั่นน่ะติดต่อไม่ได้จริงๆ"
"วันนี้ข้ามาเพื่อซื้อโรงรถ ข้าจะเอาโรงรถหมายเลข 6 ที่อยู่ข้างๆ นั่น"
"ได้ ข้าจะลงทะเบียนให้เจ้า"
ออกจากสำนักงานผู้ดูแลตึก เฉินเมี่ยเมี่ยถือกุญแจใหม่เดินตรงไปยังลานจอดรถ
ภายในลานจอดรถ รอบๆ ตัวเกี้ยวมีคนรุมล้อมอยู่เต็มไปหมด เมื่อคืนมันยังคงพักอยู่ที่ลานจอดรถกลางแจ้งชั่วคราวอยู่เลย
วันนี้สภาพอากาศบริเวณตึกเขตใต้ค่อนข้างดี ไม่มีสายหมอกปรากฏ ผู้อยู่อาศัยรอบๆ จำนวนไม่น้อยถือโอกาสลงมาเดินเล่นข้างล่าง พอดีมาเห็นของหายากชิ้นนี้เข้า
ในหมู่คนที่มามุงดู เสียงของนายหญิงจินดังที่สุด
"ของชิ้นนี้ดูคลาสสิกดีจัง ไม่เห็นมาหลายปีแล้ว"
ทันใดนั้นก็มีเพื่อนบ้านพูดแทรกขึ้นมา "นายหญิงจิน ท่านรู้จักเจ้านี่ด้วยหรือ?"
นายหญิงจินยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "แน่นอนสิ ตอนที่บรรพบุรุษของสามีข้ายังร่ำรวยอยู่ เวลาออกไปข้างนอกก็ต้องนั่งเจ้านี่แหละ พวกเจ้าดูสิ สีทาภายนอกสีเหลืองนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความสูงศักดิ์เชียวนะ"
"สามีของท่านไม่ได้เริ่มมาจากการทำธุรกิจขนส่งหรอกเหรอ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับชนชั้นสูงตรงไหนเลย?"
"เหลวไหล! สายเลือดของสามีข้าน่ะสูงส่งมากนะ เพียงแต่สองรุ่นก่อนหน้านี้ตกต่ำลงนิดหน่อย พอรอให้ลูกชายข้าเติบโตขึ้น ก็จะเป็นผู้มีอิทธิพลคนใหม่!"
ทุกคนก็แค่ฟังไปขำไป
นายหญิงจินคนนี้ทุกวันที่ออกไปข้างนอก อ้าปากก็ "สามีข้า" หุบปากก็ "ลูกชายข้า" ชอบโอ้อวดต่อหน้าผู้คนเสียจริง
ความจริงแล้วคนที่อยู่ที่นี่มานานหน่อย ใครบ้างจะไม่รู้ว่านายจินก็แค่มีขบวนรถขนส่งขนาดเล็ก รับช่วงต่อธุรกิจขนส่งข้ามเมืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อันที่จริง การใช้ความเหนื่อยยากแลกมาซึ่งเวลา ใช้แรงงานสร้างความร่ำรวยนับเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ แต่การที่นายหญิงจินดึงดันจะโยงไปถึงชนชั้นสูงแบบนี้มันก็ดูไร้สาระเกินไปหน่อย
ทุกคนแอบหัวเราะในใจ แต่ก็ไม่มีใครพูดแทงใจดำ ก่อนหน้านี้เคยมีคนโต้แย้ง ผลก็คือต้องมาทะเลาะกับนายหญิงจินอยู่บนถนนตั้งค่อนวัน
"รบกวนทุกคนหลีกทางให้หน่อย ข้าจะออกไปข้างนอกแล้ว" เสียงของเฉินเมี่ยเมี่ยดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน
ทุกคนต่างหันไปมองเขา
เพียงเห็นเฉินเมี่ยเมี่ยดีดนิ้วดังเป๊าะ
"เกี้ยว เริ่มทำงาน"
จู่ๆ ก็มีคนแบกเกี้ยวสองคนปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าและด้านหลังของเกี้ยว
ทุกคนรีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าถูกการเสกคนเป็นๆ ให้ปรากฏตัวออกมาทำให้ตกใจกลัว
เฉินเมี่ยเมี่ยเปิดปากอธิบาย "เพื่อนบ้านทั้งหลาย ไม่ต้องตกใจ นี่คือ [สิ่งของลี้ลับ] ส่วนตัวของข้าเอง ต่อไปทุกคนดูอีกสักสองสามครั้งก็จะชินไปเอง"
นายหญิงจินเมื่อครู่นี้ถอยไปได้เร็วที่สุดและไกลที่สุด ตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดนี้และมองเห็นใบหน้าของเฉินเมี่ยเมี่ยชัดเจน ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มในทันที
นางเบียดเสียดขึ้นมาข้างหน้า ทำท่าทางราวกับว่าสนิทสนมกับเฉินเมี่ยเมี่ยมาก
"ข้าก็ว่าใคร ที่แท้ก็เฉินเมี่ยเมี่ยนี่เอง พ่อหนุ่ม ก่อนหน้านี้ข้าก็ดูออกว่าเจ้ามีความสามารถมาก ผ่านการสอบจบการศึกษามาได้จริงๆ ตอนนี้ถึงขนาดได้ใช้ [สิ่งของลี้ลับ] แล้วสินะ"
พอทำความเข้าใจได้แล้วว่าคนผู้นี้คือผู้อยู่อาศัยที่อยู่ชั้นบน และเกี้ยวเป็นของส่วนตัว ไม่มีอันตรายใดๆ ทุกคนก็กลับมามุงดูอีกครั้ง เริ่มพูดคุยกันเจื้อยแจ้ว
เฉินเมี่ยเมี่ยพูดคุยกับทุกคนด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังเปิดเผยเรื่องของเกี้ยวให้ฟังบ้าง
วันข้างหน้าต้องเข้าๆ ออกๆ ทุกวัน คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับเพื่อนบ้านเหล่านี้ การตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนตั้งแต่แรก ย่อมดีกว่าปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิดกันทุกวันในภายหลัง
โลกที่ลี้ลับก็ดีอย่างนี้แหละ ตราบใดที่ไม่เกินเลยไปนัก เรื่องที่ผิดปกติไปสักหน่อย ขอเพียงมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ลี้ลับ ระดับการยอมรับของผู้คนก็จะสูงอย่างน่าประหลาดใจ
นี่ไงล่ะ ความเร็วในการเผยแพร่ข่าวสารระหว่างพวกป้าๆ น้าๆ น่ะเร็วกว่าอะไรทั้งหมด ไม่เกินไม่กี่ชั่วโมง คนรอบข้างถ้าเห็นเกี้ยวอีกก็คงไม่ตกใจกันแล้วล่ะ
หลังจากดูเรื่องสนุกสนานจบแล้ว ฝูงชนก็แยกย้ายกันไป
เฉินเมี่ยเมี่ยเข้าไปนั่งในเกี้ยว
"ออกเดินทาง ไปคฤหาสน์ตระกูลเจียง"
คนแบกเกี้ยวทั้งสองยกเกี้ยวขึ้น แล้วมุ่งหน้าไปตามทางดั่งสายลม