- หน้าแรก
- หนีตายจากซีกโลกซอมบี้แทบแย่สุดท้ายต้องมาคอยเช็ดล้างวีรกรรมให้คุณชายตัวร้ายเนี่ยนะ
- บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?
บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?
บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?
บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?
เหลียงป๋อวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลไป๋ สภาพแวดล้อมแถวนี้ร่มรื่นมาก เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจีที่หาดูได้ยาก ช่างต่างกับบรรยากาศอึมครึม ฝุ่นคลุ้งที่เขาเคยชินราวฟ้ากับดิน
อวี๋เฟิงมองเห็นเงาร่างนั้นมาแต่ไกล
ร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งเหยาะๆ ดูสูงโปร่ง หยาดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้า ท่อนแขนกำยำดูแข็งแกร่งและทรงพลัง ภายนอกเขาดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่ร่าเริงและเต็มไปด้วยพลังงานบวก
แต่เมื่อไหร่ที่เด็กหนุ่มคนนี้ปลดเปลื้องเปลือกนอกที่แสร้งทำเป็นร่าเริงออก และเผยความป่าเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใน มันกลับดูเข้ากันได้อย่างประหลาด
"นายนี่มันสุดยอดจริงๆ ข้าวปลาตั้งโต๊ะพร้อมหมดแล้ว อีกนาทีเดียวจะหกโมงตรง วันหลังถ้านายจะนัดใครกินข้าว ก็มาให้มันเร็วๆ หน่อยสิ... นี่คีย์การ์ด ปล่อยเขาเข้ามาเถอะ" เหลียงป๋อหอบหายใจพลางยื่นคีย์การ์ดให้ยาม
แล้วหันไปพูดกับอวี๋เฟิง
ประตูเปิดออก อวี๋เฟิงมองหยาดเหงื่อที่ไหลซึมจากหน้าผาก ลงมาตามปลายคาง ผ่านลำคอระหง และหายเข้าไปในคอเสื้อของอีกฝ่าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ฉันมาถึงตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว"
"อ้าว แล้วทำไมไม่โทรบอกให้ฉันออกมารับตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนล่ะ?" เหลียงป๋องง
"ไม่อยาก" อวี๋เฟิงตอบสั้นๆ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เลยเสริมต่อ "ไม่อยากรบกวน"
"นี่นายยืนรอตรงนี้มาครึ่งชั่วโมงเลยเหรอ? สุดท้ายก็ต้องให้ฉันออกมารับอยู่ดี!" เป็นครั้งแรกที่เหลียงป๋อรู้สึกว่าไอ้หัวกะทิคนนี้มันอาจจะมีปัญหาเรื่องสมอง
อย่างน้อยก็คงไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่องอย่างที่เขาคิดไว้
"เปล่า ฉันเดินวนดูรอบๆ มาแล้ว ว่าจะหาทางแอบเข้าไปยังไง"
"แล้วสรุปว่าหาทางเข้าได้ไหม?"
"ได้สิ"
"แล้วจะโทรเรียกฉันทำซากอะไรวะ!"
"ต้องใช้เวลาแฮกระบบรักษาความปลอดภัยตั้งสิบนาที กว่าจะเสร็จก็คงสายพอดี โทรเรียกนายมาเปิดประตูให้เร็วกว่า จะได้ไม่สายด้วย" อวี๋เฟิงตอบหน้าตาย สำหรับเขาแล้ว การมาสายมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยิ่งกว่าการรบกวนคนอื่นซะอีก
"ไอ้—"
เหลียงป๋อตบไหล่เขาดังป้าบ ก่อนจะพูดชมจากใจจริง "นายนี่มันหัวกะทิจริงๆ"
อวี๋เฟิงมองรอยมือที่เพิ่งถูกตบไปหมาดๆ มันยังคงหลงเหลือไออุ่นจางๆ ทั้งคู่สวมเสื้อยืดสีดำเหมือนกัน แต่กลับแผ่รังสีออกมาคนละแบบอย่างสิ้นเชิง
อวี๋เฟิงไม่ใช่คนช่างพูด แต่ก็ไม่ใช่คนถามคำตอบคำ ส่วนเหลียงป๋อก็เป็นพวกพูดมาก พอมาอยู่ด้วยกันก็เลยเข้าขากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ บรรยากาศไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด
ถ้าเป็นเวลาปกติ เหลียงป๋อคงไม่มีทางญาติดีกับไอ้หมอนี่แน่ๆ แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเลือกนี่นา หลังจากต้องทนรับมือกับ 'ความห่วงใย' ทางสายตาและคำพูดของหลี่ซูหย่ากับไป๋จือผู่มาทั้งวัน การต้องมาปั้นหน้าทำตัวดีกับอวี๋เฟิงก็กลายเป็นเรื่องจิ๊บจ้อยไปเลย
"เดี๋ยวถ้านายเจอคุณ... พ่อคุณแม่ฉัน ก็บอกไปนะว่าเราเจอกันแค่ครั้งเดียวที่คลับ ฉันเห็นนายโชคร้ายก็เลยชวนไปโรงพยาบาลด้วยกัน นายรู้สึกขอบคุณฉันมาก แต่เราไม่ได้สนิทอะไรกัน เข้าใจไหม?" เหลียงป๋อกำชับ
"นอกจากประโยคแรกแล้ว ที่เหลือก็เรื่องจริงทั้งนั้น ไม่ต้องย้ำบ่อยขนาดนี้ก็ได้" อวี๋เฟิงตอบเสียงเรียบ
เหลียงป๋อ : "..." เถียงไม่ออกเลยแฮะ
เขาสงสารหมอนี่จริงๆ นั่นแหละ (แต่ทำไมหมอนี่มันถึงได้รู้ตัวดีขนาดนี้วะ!?) แล้วก็... หมอนี่ดูไม่ได้ซาบซึ้งอะไรเขาเลยสักนิด แต่ก็จริงอย่างที่ว่า พวกเขาเพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึงอาทิตย์ แถมยังผลัดกันเอาชีวิตเข้าแลกอีก จะเรียกว่าสนิทก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
"รู้ก็ดีแล้ว เดี๋ยวเข้าไปอย่าพูดอะไรมั่วซาก็พอ ประวัติของฉันนายก็น่าจะสืบมาหมดแล้ว ฉันเองก็ไม่ได้สนิทกับพวกท่านเหมือนกัน ถ้าโดนซักอะไรแปลกๆ ฉันก็ช่วยนายไม่ได้หรอกนะ... อ้าว ทำไมหยุดเดินล่ะ?"
จู่ๆ อวี๋เฟิงก็หยุดเดิน แล้วเงยหน้ามองเหลียงป๋อ แววตาฉายแววสงสัย "ก็แค่มากินข้าวไม่ใช่เหรอ? พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?"
(จบแล้ว)