เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?

บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?

บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?


บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?

เหลียงป๋อวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลไป๋ สภาพแวดล้อมแถวนี้ร่มรื่นมาก เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจีที่หาดูได้ยาก ช่างต่างกับบรรยากาศอึมครึม ฝุ่นคลุ้งที่เขาเคยชินราวฟ้ากับดิน

อวี๋เฟิงมองเห็นเงาร่างนั้นมาแต่ไกล

ร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งเหยาะๆ ดูสูงโปร่ง หยาดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้า ท่อนแขนกำยำดูแข็งแกร่งและทรงพลัง ภายนอกเขาดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่ร่าเริงและเต็มไปด้วยพลังงานบวก

แต่เมื่อไหร่ที่เด็กหนุ่มคนนี้ปลดเปลื้องเปลือกนอกที่แสร้งทำเป็นร่าเริงออก และเผยความป่าเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใน มันกลับดูเข้ากันได้อย่างประหลาด

"นายนี่มันสุดยอดจริงๆ ข้าวปลาตั้งโต๊ะพร้อมหมดแล้ว อีกนาทีเดียวจะหกโมงตรง วันหลังถ้านายจะนัดใครกินข้าว ก็มาให้มันเร็วๆ หน่อยสิ... นี่คีย์การ์ด ปล่อยเขาเข้ามาเถอะ" เหลียงป๋อหอบหายใจพลางยื่นคีย์การ์ดให้ยาม

แล้วหันไปพูดกับอวี๋เฟิง

ประตูเปิดออก อวี๋เฟิงมองหยาดเหงื่อที่ไหลซึมจากหน้าผาก ลงมาตามปลายคาง ผ่านลำคอระหง และหายเข้าไปในคอเสื้อของอีกฝ่าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ฉันมาถึงตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว"

"อ้าว แล้วทำไมไม่โทรบอกให้ฉันออกมารับตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนล่ะ?" เหลียงป๋องง

"ไม่อยาก" อวี๋เฟิงตอบสั้นๆ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เลยเสริมต่อ "ไม่อยากรบกวน"

"นี่นายยืนรอตรงนี้มาครึ่งชั่วโมงเลยเหรอ? สุดท้ายก็ต้องให้ฉันออกมารับอยู่ดี!" เป็นครั้งแรกที่เหลียงป๋อรู้สึกว่าไอ้หัวกะทิคนนี้มันอาจจะมีปัญหาเรื่องสมอง

อย่างน้อยก็คงไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่องอย่างที่เขาคิดไว้

"เปล่า ฉันเดินวนดูรอบๆ มาแล้ว ว่าจะหาทางแอบเข้าไปยังไง"

"แล้วสรุปว่าหาทางเข้าได้ไหม?"

"ได้สิ"

"แล้วจะโทรเรียกฉันทำซากอะไรวะ!"

"ต้องใช้เวลาแฮกระบบรักษาความปลอดภัยตั้งสิบนาที กว่าจะเสร็จก็คงสายพอดี โทรเรียกนายมาเปิดประตูให้เร็วกว่า จะได้ไม่สายด้วย" อวี๋เฟิงตอบหน้าตาย สำหรับเขาแล้ว การมาสายมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยิ่งกว่าการรบกวนคนอื่นซะอีก

"ไอ้—"

เหลียงป๋อตบไหล่เขาดังป้าบ ก่อนจะพูดชมจากใจจริง "นายนี่มันหัวกะทิจริงๆ"

อวี๋เฟิงมองรอยมือที่เพิ่งถูกตบไปหมาดๆ มันยังคงหลงเหลือไออุ่นจางๆ ทั้งคู่สวมเสื้อยืดสีดำเหมือนกัน แต่กลับแผ่รังสีออกมาคนละแบบอย่างสิ้นเชิง

อวี๋เฟิงไม่ใช่คนช่างพูด แต่ก็ไม่ใช่คนถามคำตอบคำ ส่วนเหลียงป๋อก็เป็นพวกพูดมาก พอมาอยู่ด้วยกันก็เลยเข้าขากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ บรรยากาศไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด

ถ้าเป็นเวลาปกติ เหลียงป๋อคงไม่มีทางญาติดีกับไอ้หมอนี่แน่ๆ แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเลือกนี่นา หลังจากต้องทนรับมือกับ 'ความห่วงใย' ทางสายตาและคำพูดของหลี่ซูหย่ากับไป๋จือผู่มาทั้งวัน การต้องมาปั้นหน้าทำตัวดีกับอวี๋เฟิงก็กลายเป็นเรื่องจิ๊บจ้อยไปเลย

"เดี๋ยวถ้านายเจอคุณ... พ่อคุณแม่ฉัน ก็บอกไปนะว่าเราเจอกันแค่ครั้งเดียวที่คลับ ฉันเห็นนายโชคร้ายก็เลยชวนไปโรงพยาบาลด้วยกัน นายรู้สึกขอบคุณฉันมาก แต่เราไม่ได้สนิทอะไรกัน เข้าใจไหม?" เหลียงป๋อกำชับ

"นอกจากประโยคแรกแล้ว ที่เหลือก็เรื่องจริงทั้งนั้น ไม่ต้องย้ำบ่อยขนาดนี้ก็ได้" อวี๋เฟิงตอบเสียงเรียบ

เหลียงป๋อ : "..." เถียงไม่ออกเลยแฮะ

เขาสงสารหมอนี่จริงๆ นั่นแหละ (แต่ทำไมหมอนี่มันถึงได้รู้ตัวดีขนาดนี้วะ!?) แล้วก็... หมอนี่ดูไม่ได้ซาบซึ้งอะไรเขาเลยสักนิด แต่ก็จริงอย่างที่ว่า พวกเขาเพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึงอาทิตย์ แถมยังผลัดกันเอาชีวิตเข้าแลกอีก จะเรียกว่าสนิทก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก

"รู้ก็ดีแล้ว เดี๋ยวเข้าไปอย่าพูดอะไรมั่วซาก็พอ ประวัติของฉันนายก็น่าจะสืบมาหมดแล้ว ฉันเองก็ไม่ได้สนิทกับพวกท่านเหมือนกัน ถ้าโดนซักอะไรแปลกๆ ฉันก็ช่วยนายไม่ได้หรอกนะ... อ้าว ทำไมหยุดเดินล่ะ?"

จู่ๆ อวี๋เฟิงก็หยุดเดิน แล้วเงยหน้ามองเหลียงป๋อ แววตาฉายแววสงสัย "ก็แค่มากินข้าวไม่ใช่เหรอ? พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 42 - พวกเขาจะถามคำถามอะไรที่ทำให้นายต้องออกอาการต่อต้านขนาดนั้นเชียว?

คัดลอกลิงก์แล้ว