- หน้าแรก
- สะเทือนทั้งกองทัพการมาเยือนของนักจิตวิทยา
- บทที่ 2 สหาย เป็นอะไรหรือเปล่า
บทที่ 2 สหาย เป็นอะไรหรือเปล่า
บทที่ 2 สหาย เป็นอะไรหรือเปล่า
บทที่ 2 สหาย เป็นอะไรหรือเปล่า
"เดี๋ยวสิ สหายเสิ่น..."
จ้าวเหว่ยอยากจะรั้งตัวหล่อนไว้ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นหมิงอวี้จางหายไปนานแล้ว กลิ่นอายความเย่อหยิ่งที่แผ่ออกมาจากตัวหล่อนทำให้เขารู้สึกละอายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง และไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากรั้งหล่อนเอาไว้เลย
เขาเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าขนาดคนในครอบครัวของเขายังไม่รู้เลยว่าเขามีคนรักอยู่แล้ว แต่เสิ่นหมิงอวี้กลับรู้เรื่องนี้ทันทีที่เจอเขาแค่ครั้งเดียว
หรือว่าตระกูลเสิ่นจะสืบเรื่องของเขามาก่อนแล้ว แต่คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่ ถ้าพวกเขาสืบเรื่องมาแล้ว ทำไมถึงยังยอมให้เสิ่นหมิงอวี้มาดูตัวกับเขาอีกล่ะ
จ้าวเหว่ยงุนงงไปหมดแล้ว
เดิมทีเป็นเพราะใบหน้าที่สะสวยของเสิ่นหมิงอวี้ ทำให้มีคนในร้านอาหารไม่น้อยพากันจับจ้องมาที่โต๊ะของพวกเขา
ตอนแรกเมื่อได้ยินจ้าวเหว่ยแนะนำตัว ทุกคนต่างก็คิดว่าหน้าที่การงานและฐานะของชายคนนี้ก็ไม่เลว ถึงแม้หน้าตาของทั้งคู่จะดูไม่ค่อยเหมาะสมกันเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยฝ่ายหญิงก็หน้าตาสะสวย
แต่การที่เขามาดูตัวทั้งๆ ที่มีคนรักอยู่แล้วเนี่ย มันไม่น่ารังเกียจไปหน่อยหรือไง
พฤติกรรมแบบนี้ทำให้คนอื่นๆ พากันชี้หน้าต่อว่าเขา
จ้าวเหว่ยทนรับสายตาเหยียดหยามไม่ไหวและอยากจะหนีไปให้พ้นๆ แต่อาหารก็ยกมาเสิร์ฟแล้ว จะทิ้งไปก็เสียดาย ก่อนจะไป เขาจึงรีบโกยอาหารใส่กล่องข้าวอะลูมิเนียมแล้ววิ่งหนีไป
...
หลังจากเสิ่นหมิงอวี้เดินออกมา หญิงสาวก็เตรียมตัวจะไปที่ร้านขายอาหารแห้งและของชำ
พอใกล้จะถึงที่หมาย จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายดังมาจากไม่ไกล ปะปนมากับเสียงกรีดร้องและเสียงอุทานด้วยความตกใจ ฟังดูเหมือนมีคนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง
เพียงชั่วพริบตา ชายคนหนึ่งในชุดทำงานสีน้ำเงินเข้มก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
มือทั้งสองข้างของเขาล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกง รอยยับย่นที่กระเป๋าบ่งบอกให้เห็นว่ามือของเขากำลังกำอะไรบางอย่างเอาไว้แน่น
ด้านหลังของเขามีชายในชุดเครื่องแบบทหารวิ่งตามมาติดๆ
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีคนวิ่งหนีสวนทางกับเขาไปในอีกหลายทิศทาง
และด้านหลังของคนเหล่านั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดเครื่องแบบวิ่งไล่กวดพร้อมกับตะโกนสั่งให้หยุด
ทิศทางที่ชายในชุดทำงานสีน้ำเงินกำลังวิ่งหนีมานั้นอยู่ด้านหลังของเสิ่นหมิงอวี้พอดี กว่าที่เธอจะรู้ตัว ชายในชุดทำงานก็วิ่งมาอยู่ห่างจากแผ่นหลังของเธอเพียงแค่สองก้าวเท่านั้น
ผู้คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตะโกนร้องเตือน
"สหายหญิง ระวังตัวด้วย!"
เสิ่นหมิงอวี้หันขวับไปมอง แล้วชายในชุดทำงานก็วิ่งเข้ามาประชิดตัวในสองสามก้าว เขายกแขนขึ้นล็อกคอเธอไว้แน่น พร้อมกับเอามีดจี้ที่ตัวเธอ
เดิมทีชายในชุดทำงานกำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด พอเห็นทหารที่วิ่งตามหลังมาเข้าใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็รู้ตัวว่าคงหนีไม่พ้นแน่ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นหญิงสาวหน้าตาดีที่ดูเหมือนคุณหนูผู้มีอันจะกินเข้าพอดี เขาจึงรีบคว้าตัวเธอมาเป็นตัวประกันทันที
มือที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงถูกดึงออกมา ในมือของเขากำมีดเอาไว้แน่น และมีดเล่มนั้นก็กำลังจ่ออยู่ที่ลำคอของเสิ่นหมิงอวี้
"ทุกคนอย่าขยับ!"
เสิ่นหมิงอวี้ที่ตกเป็นตัวประกันไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย แต่เธอกลับย่นจมูกด้วยความรังเกียจ
กลิ่นตัวของคนคนนี้เหม็นมาก นอกจากกลิ่นเหงื่อไคลแล้ว ยังมีกลิ่นฉุนของน้ำมันก๊าดลอยเตะจมูกอีกด้วย
ผู้คนรอบข้างพากันกรีดร้องและถอยกรูด ส่วนทหารที่วิ่งไล่ตามชายในชุดทำงานมาก็จำต้องหยุดฝีเท้าลงเช่นกัน
นายทหารหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน
"หวังปิง แกหนีไม่รอดแล้ว ปล่อยตัวประกันซะ แล้วจะถือว่าเป็นการทำความดีไถ่โทษ"
สายตาของเขากวาดมองไปและสะดุดเข้ากับ 'ตัวประกัน' ที่หวังปิงจับเอาไว้
ในจังหวะนั้น เสิ่นหมิงอวี้ก็เงยหน้าขึ้นมาพอดี ทันทีที่สบตากัน ทั้งสองคนต่างก็นิ่งอึ้งไป
ช่างเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาอะไรอย่างนี้!
ช่างเป็นสหายหญิงที่งดงามอะไรอย่างนี้!
เมื่อมองพิจารณานายทหารหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า รูปลักษณ์ของเขาดูหล่อร้าย หางตาที่ชี้ขึ้นเล็กน้อยดูคล้ายกับดวงตาเรียวยาวของสุนัขจิ้งจอก เครื่องหน้าของเขาคมคายชัดเจน ผิวพรรณขาวสะอาด และมีไฝสีน้ำตาลอ่อนเม็ดเล็กๆ อยู่ระหว่างคิ้ว ซึ่งถ้าไม่มองใกล้ๆ ก็คงไม่เห็น
โดยรวมแล้ว เขาจัดว่าเป็นผู้ชายที่มีหน้าตางดงามมาก แต่ทว่าทั่วทั้งร่างกลับแผ่กลิ่นอายที่บอกให้รู้ว่าเขาเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การชื่นชมอยู่ห่างๆ และไม่ควรเข้าไปตอแยด้วย ซึ่งดูขัดแย้งกันทว่ากลับกลมกลืนกันอย่างประหลาด
เสิ่นหมิงอวี้ชะงักไปชั่วครู่ และในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็วิ่งกระหืดกระหอบมาจากอีกด้าน
"เหล่าเซียว เกิดอะไรขึ้น"
ถานปิงเชียนตบไหล่เซียวจิ่งชวนเบาๆ และกำลังจะเอ่ยปากถามอะไรบางอย่าง แต่พอเขาหันหน้าไปเห็นเสิ่นหมิงอวี้ เขาก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเช่นกัน ก่อนจะฝืนดึงสติกลับมาและหันไปมองหวังปิง
หวังปิงอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างหนัก เมื่อเหลือบไปเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายกำลังวิ่งตรงมาจากไม่ไกล มือที่ถือมีดอยู่ก็กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ทุกคนอย่าขยับนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าผู้หญิงคนนี้ซะ!"
เมื่อเห็นดังนั้น ถานปิงเชียนก็ตั้งสติได้ทันทีและเอ่ยปลอบประโลมเขา
"หวังปิง ใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งวู่วาม!"
ในขณะเดียวกัน เซียวจิ่งชวนก็รีบละสายตาจากใบหน้าของเสิ่นหมิงอวี้ แล้วหันไปจ้องมองใบหน้าของหวังปิงด้วยสายตาที่เย็นชาและเฉียบขาด
"หวังปิง บอกเงื่อนไขของแกมา"
หวังปิงกดคมมีดแนบลำคอของเสิ่นหมิงอวี้แน่นขึ้น เขากวาดสายตามองไปรอบๆ และเมื่อพบว่าพรรคพวกของเขายังไม่ถูกจับกุม เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"เตรียมรถให้ฉันคันนึง เงินสดสามพันหยวน จดหมายแนะนำตัว แล้วก็ปืนกระบอกนึง"
นอกเหนือจากจดหมายแนะนำตัวที่หามาได้ง่ายๆ แล้ว เงื่อนไขอีกสามข้อที่เหลือนั้นจัดการได้ยากมาก
ในยุคสมัยนี้ อย่าว่าแต่คนธรรมดาจะมีรถขับเลย ขนาดหน่วยงานต่างๆ ยังมีรถใช้งานได้ก็ต่อเมื่อเป็นหน่วยงานที่พัฒนาแล้วและมีผลกำไรดีเท่านั้น
ส่วนเงินสดสามพันหยวน ในยุคที่เงินแม้แต่เหรียญเดียวยังมีค่า จำนวนเงินเท่านี้ถือว่าไม่น้อยเลย และคงเป็นเรื่องยากมากที่จะหาเงินจำนวนนี้มาให้ได้ในเวลาอันสั้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องปืนเลย
เซียวจิ่งชวนกำลังจะเจรจาต่อรองกับหวังปิงต่อไป แต่จู่ๆ เสิ่นหมิงอวี้ก็ส่งสายตามาให้เขา
ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรกและต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่รู้จักชื่อของกันและกัน แต่เซียวจิ่งชวนกลับเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในแววตาของเธอ
สายตานั้นกำลังบอกให้เขาถ่วงเวลาเอาไว้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้น
"เรื่องรถ เงิน แล้วก็จดหมายน่ะไม่มีปัญหา แต่เรื่องปืนคงให้ไม่ได้ ถ้าแกตกลง ฉันจะให้คนไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย แต่ถ้าแกไม่ยอม พวกเราก็คงต้องยื้อกันอยู่อย่างนี้แหละ"
"..." หวังปิงถึงกับพูดไม่ออก ตัวประกันก็อยู่ในมือของเขาแท้ๆ ทำไมหมอนี่ถึงได้พูดจาโอหังขนาดนี้นะ
"แกไม่กลัวว่าฉันจะฆ่าผู้หญิงคนนี้หรือไง"
เซียวจิ่งชวนกระตุกยิ้มมุมปาก
"แกจับตัวประกันก็เพื่อจะใช้เป็นข้อต่อรองในการหลบหนี ถ้าแกฆ่าเธอ แกก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
พวกอาชญากรที่สิ้นหวังทั่วไปมักจะลงมือฆ่าตัวประกันทันทีที่จนมุม พวกมันทำไปเพียงเพื่อต้องการเข่นฆ่าและสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนเท่านั้น
แต่คนอย่างหวังปิงที่ยังมีกะจิตกะใจมาต่อรองเงื่อนไข ย่อมเป็นคนที่ไม่อยากตายนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็จำต้องตอบตกลง
เมื่อเทียบกับการได้ปืนมาครอบครองแล้ว การได้หลบหนีไปให้เร็วที่สุดย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เซียวจิ่งชวนสั่งให้คนไปเตรียมของตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนบรรยากาศในที่เกิดเหตุก็ยังคงตึงเครียดและคุมเชิงกันอยู่
ถึงแม้ว่าหวังปิงจะเป็นฝ่ายจับคนมาเป็นตัวประกัน แต่ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเขากลับเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ และดูเหมือนว่าเขาจะวิตกกังวลยิ่งกว่าเสิ่นหมิงอวี้ที่ตกเป็นตัวประกันเสียอีก
ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับกระสอบที่บรรจุข้าวของสำหรับหวังปิงเอาไว้ และเขาก็เป็นคนขับรถมาจอดรอไว้ด้วย
ทันทีที่หวังปิงเห็นภาพนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"รีบเอาของส่งมาให้ฉันเร็วเข้า"
เซียวจิ่งชวนรับกระสอบมาถือไว้ แล้วเดินเข้าไปใกล้หวังปิงอีกนิด
ในจังหวะนี้เอง เสิ่นหมิงอวี้ก็ส่งสายตาให้เขาอีกครั้ง เซียวจิ่งชวนนิ่งไปสามวินาที ก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบาๆ แทบจะมองไม่เห็น
สายตาของหวังปิงจับจ้องไปที่กระสอบอย่างไม่วางตา เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นหมิงอวี้กลั้นหายใจ เธอหวนนึกถึงท่าต่อสู้ที่ครูฝึกเคยสอนในอดีต แล้วรีบเอื้อมมือออกไปคว้านิ้วหัวแม่มือของหวังปิงที่ทาบอยู่บนลำคอของเธอ ก่อนจะออกแรงหักมันออกไปด้านนอกอย่างสุดแรง
หวังปิงไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะขัดขืน เมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่มือราวกับกระดูกกำลังจะหัก เขาก็ทนไม่ไหวจนต้องคลายมือที่กำแน่นออก
ในจังหวะที่มีดหลุดมือ เสิ่นหมิงอวี้ก็รีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างทันที และเซียวจิ่งชวนก็พุ่งตัวเข้าไปตะครุบราวกับเสือชีตาห์ การประสานงานของทั้งคู่เข้าขากันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
"ปึก!"
"เคร้ง!"
กว่าที่ฝูงชนจะตั้งสติได้ หวังปิงก็ถูกเซียวจิ่งชวนกดลงกับพื้นพร้อมกับบิดแขนทั้งสองข้างไพล่หลังเอาไว้จนขยับตัวไม่ได้แล้ว
"ยอดเยี่ยมไปเลย!"
ผู้คนรอบข้างพากันโห่ร้องและปรบมือชื่นชม
ถานปิงเชียนได้แต่งุนงง ไม่ใช่ว่าพวกเขาตกลงจะส่งของให้หรอกหรือ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงพุ่งเข้าไปกดตัวคนร้ายลงกับพื้นได้ล่ะ
ถึงแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่การเคลื่อนไหวของเขาก็ไม่ชักช้า ถานปิงเชียนรีบพาลูกน้องสองคนเข้าไปช่วยมัดตัวหวังปิงเอาไว้
เซียวจิ่งชวนลุกขึ้นยืน เขาปัดฝุ่นที่มือทั้งสองข้าง แล้วเดินตรงเข้าไปหาเสิ่นหมิงอวี้
"สหาย เป็นอะไรหรือเปล่า"