- หน้าแรก
- พกพาโลกซอมบี้ไปผจญภัยในโลกของผู้ฝึกสัตว์อสูร
- บทที่ 2 ประตูมิติคู่ขนาน
บทที่ 2 ประตูมิติคู่ขนาน
บทที่ 2 ประตูมิติคู่ขนาน
บทที่ 2 ประตูมิติคู่ขนาน
จิตใจของเฉียนเอ๋อพังทลายลง เขานั่งอยู่ในที่หลบภัยเก่าของเขาซึ่งเคยทําให้เขารู้สึกสงบในใจ แต่ตอนนี้เขานั่งกุมหัวตัวเองเอาไว้ และไม่สามารถยอมรับสถานการณ์ที่เหมือนฝันเมื่อกี้ได้
แม้แต่บ้านเช่าเก่าๆ นั้นยังดีกว่าโลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นนี้
ในขณะที่เฉียนเอ๋อกําลังรู้สึกหดหู่ จู่ๆ ก็มีประตูบานหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา สีหน้าของเขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ
เมื่อมองผ่านประตูเข้าไป เขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบ้านเช่าของเขาที่อยู่อีกฝั่งได้อย่างชัดเจน “นี่คือ... ประตูมิติคู่ขนานใช่ไหม ฉันสามารถใช้ประตูนี้เดินทางระหว่างสองโลกได้อย่างอิสระใช่ไหม?”
ทันทีที่เขาเห็นประตูมิตินี้ ข้อมูลเกี่ยวกับประตูมิติก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเขาเช่นกัน
ในทันใดนั้น ความสงบนิ่งของเฉียนเอ๋อซึ่งฝึกฝนมาจากวันสิ้นโลกก็สั่นคลอนอีกครั้งในเวลาอันสั้นนี้
“ออกมา!”
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาสามารถกลับไปยังโลกของผู้ฝึกฝนสัตว์อสูรได้ เฉียนเอ๋อจึงไม่ตื่นตระหนก เขาเรียกอสูรโคลนมาดูดซับเนื้อและเลือดของซอมบี้ที่เขาฆ่าไป
อสูรโคลนที่อ่อนแอได้กลิ่นเนื้อเน่าเปื่อย มันจึงเดินดิ้นไปหาร่างของซอมบี้อย่างตื่นเต้น ไม่ว่ามันจะคลานไปทางไหน ร่างของซอมบี้ก็หายไปจนหมดเกลี้ยง เหลือไว้เพียงกองกระดูก
หลังจากกินซอมบี้เข้าไป ร่างกายของอสูรโคลนก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสภาพจิตใจของมันก็ดีขึ้นมาก อย่างน้อยตอนนี้มันก็สามารถต่อสู้ได้แล้ว แทนที่จะอยู่แบบครึ่งๆ กลางๆ เหมือนเมื่อก่อน
“น่าเสียดายกระดูกพวกนี้ ในอนาคตฉันจะต้องเลี้ยงสัตว์อสูรประเภทโครงกระดูกไว้บ้างแล้ว ดีกว่าปล่อยมันทิ้งไปแบบนี้..ฉันยังสงสัยด้วยว่าซอมบี้มีวิญญาณหรือเปล่า แผนฉันจะต้องเลี้ยงสัตว์อสูรประเภทวิญญาณไว้ด้วย”
เฉียนเอ๋อค่านวณในใจเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองสิ่งใดโดยเปล่าประโยชน์
ทั้งเขาและอสูรโคลนต่างก็ไม่สังเกตเห็นแสงสีทองที่ฉายลงมาจากท้องฟ้าซึ่งตาเปล่าไม่สามารถรับรู้ได้ ได้เข้าสู่ร่างของอสูรโคลน
หลังจากดูดซับแสงสีทองนั้นแล้ว ร่างกายที่คล้ายเมือกของอสูรโคลนก็สามารถเรียกแขนออกมาเพื่อเกาตัวเอง ดวงตาของมันแสดงความสับสนเล็กน้อย มันไม่รู้ว่าทําไมมันถึงรู้สึกสว่างขึ้นทันที และจิตสํานึกที่สับสนก่อนหน้านี้ก็ชัดเจนขึ้นมาก
ในขณะนี้เฉียนเอ๋อรีบวิ่งกลับไปที่หลบภัยของเขาทันที เขาพบขวดสีเขียวอย่างชํานาญและเปิดมันออก
หลังจากนั้นก็เห็นของเหลวใสๆ ที่อยู่ข้างใน ซึ่งดูเหมือนไข่ขาว เขาปิดมันไว้และห่อมันด้วยถุงพลาสติกอย่างระมัดระวัง พร้อมกับใส่ไว้ในอ้อมแขนของเขา
เขาเดินออกจากโรงงานพร้อมถือขวดพาราควอต อสูรโคลนที่เดินอยู่ข้างนอกรีบวิ่งเข้ามาเหมือนกําลังเสนอสมบัติให้เขา แขนที่เรียกออกมาของมันถือหินใสราวกับคริสตัลมาตรงหน้าเขา
“หินสมองของซอมบี้เหรอ? สิ่งนี้ไร้ประโยชน์”
เชียนเอ๋อหยิบหินใสราวกับคริสตัลขึ้นมาดู และโยนมันกลับไปให้กับอสูรโคลน
มันคือคริสตัลที่อยู่ในสมองของซอมบี้
อาจกล่าวได้ว่าสิ่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อมันถูกค้นพบครั้งแรก เพราะสุดท้ายแล้วฉากนี้ถูกไว้มากมายในนิยายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ในสมัยนั้นกลุ่มคนจํานวนมากเรียกมันว่าแกนสมอง
กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเริ่มคิดหาวิธีดูดซับแกนสมอง โดยพยายามใช้วิธีกินหรืออมมันไว้ขณะทําสมาธิ แต่ก็ไม่มีวิธีใดได้ผลเลย
ห้าปีผ่านไปชื่อของสิ่งนี้จึงเปลี่ยนจากแกนสมองเป็นหินสมอง ซึ่งหมายถึงหินที่สวยงามแต่ไร้ประโยชน์
อสูรโคลนไม่เข้าใจว่าเฉียนเอ๋อกําลังพูดอะไร และร่างกายที่กระเพื่อมไปมาของมันพันรอบหินสมอง จากนั้นในสายตาที่ตกตะลึงของเฉียนเอ๋อ ออร่าของอสูรโคลนก็แข็งแกร่งขึ้นมากทันที
"นี้..."
เฉียนเอ๋อเปิดแผงคุณสมบัติของอสูรโคลนผ่านสัญญาฝึกสัตว์อสูร และมองดูด้วยความตกตะลึง
[อสูรโคลน]
[คุณสมบัติ: ร่างเนื้อ]
[ระดับ: 6]
[พรสวรรค์: สีน้ำเงิน
(ระดับพรสวรรค์แบ่งเป็น สีเทา สีขาว สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง และสีทอง จากต่ำสุดไปสูงสุด)
[ค่าความแข็งแกร่ง : 23]
(ค่าโจมตี : 16]
(ค่าป้องกัน : 11]
[ค่าโจมตีพิเศษ : 11]
(ค่าป้องกันพิเศษ: 11]
[ค่าความเร็ว: 9]
[สถานะรวม: 330]
ค่าสถานะรวมของอสูรโคลนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ระดับของมันเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ และค่าสถานะของมันก็ดีขึ้นมาก
นอกจากนี้พรสวรรค์ของอสูรโคลนยังเพิ่มขึ้นจากสีเขียวเดิมเป็นสีน้ำเงินอีกด้วย “พรสวรรค์เพิ่มขี้นงั้นเหรอ? มันเป็นเพราะอะไรนะ? เนื้อซอมบี้หรือหินสมองเมื่อกี้กันน่ะ?”
เฉียนเอ๋อลูบคางของเขาอย่างครุ่นคิด การเลื่อนระดับเป็นเรื่องปกติ การต่อสู้และการกินสามารถปรับปรุงระดับของสัตว์อสูรได้ แต่การพัฒนาพรสวรรค์เป็นเรื่องสําคัญมาก
ในความทรงจําของเขา เขาไม่เคยได้ยินว่าพรสวรรค์ของสัตว์อสูรของใครก็ตามจะดีขึ้นหลังจากเกิดมาเลย
“รอตรงนี้ก่อน”
เขาเรียกเจ้าอสูรโคลนมาที่ถ้ำห้องนอนของเขา จากนั้นเฉียนเอ๋อก็ย่อตัวลงและหยิบถุงผ้าออกมาจากใต้เตียง
เมื่อเห็นถุงนั้น ดวงตาของอสูรโคลนก็เบิกกว้างทันที มันสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดอันร้ายแรงที่ออกมาจากถุงนั้น แต่ความภักดีที่มันมีต่อเฉียนเอ๋อทําให้มันไม่สามารถรีบวิ่งไปคว้ามันมากินตามใจชอบได้
เฉียนเอ๋อมองดูการเคลื่อนไหวของอสูรโคลนและพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เปิดถุงซึ่งเต็มไปด้วยหินสมองหลายสิบก้อน
ตอนแรกเขาก็หมกมุ่นกับสิ่งนี้เหมือนกับคนอื่น ๆ และคิดว่าการดูดซึมมันจะทําให้เขามีพลังพิเศษหรืออะไรสักอย่าง แต่เขาไม่กล้าที่จะกินมัน เพราะถึงอย่างไรสิ่งนี้ก็มีเหลี่ยมมุมและมีขนาดเท่าปาก ซึ่งดูเหมือนว่าจะกลืนไม่ได้เลย
ในเวลาต่อมา เมื่อความฝันในการได้รับพลังพิเศษจากหินสมองก็แตกสลาย แต่เขาไม่ได้ทิ้งสิ่งเหล่านี้และเก็บมันไว้ใต้เตียง
เขาไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์ในเวลานี้
“เอาไปกินซะ”
เมื่อพูดอย่างนั้นแล้ว เขาก็ยกมุมถุงทั้งสองขึ้นแล้วเทหินสมองทั้งหมดออกมา
อสูรโคลนร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นและคลานไปบนก้อนหินสมอง และกลืนมันทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้า ออร่าของอสูรโคลนก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในไม่ช้าระดับของมันก็พุ่งขึ้นไปถึงระดับเจ็ด
ทั้งนี้เป็นเพราะว่าอสูรโคลนยังไม่ได้ดูดซับหินสมองทั้งหมด เมื่อหินสมองเหล่านี้ถูกย่อยจนหมดแล้ว คาดว่าอสูรโคลนอาจพัฒนาเป็นโคลนยักษ์แห่งความน่ารังเกียจได้โดยตรง
"แต่พรสวรรค์ไม่ได้ดีขึ้น ดังนั้นดูเหมือนว่าพรสวรรค์ที่พัฒนาขึ้นนั้นเป็นเพราะเนื้อซอมบี้"
หลังจากดูเจ้าอสูรโคลนที่กําลังง่วงนอนแล้ว เฉียนเอ๋อก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอยู่ที่นี่ไปสักพักหนึ่ง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสัตว์อสูร เขาก็คงไม่มีความมั่นใจในการจัดการกับพ่อลูกของตระกูลเฉินมากนัก
ในขณะนี้อสูรโคลนได้หลับใหลอย่างสนิทแล้ว และในเวลาเดียวกัน ในสายตาของเฉียนเอ๋อ ระดับของมันก็เริ่มพุ่งสูงขึ้น
ในเวลาเพียงไม่นาน ระดับของอสูรโคลนก็เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง ตอนนี้มันเป็นระดับแปดแล้ว
"ดูเหมือนว่าฉันคงต้องรอสักพัก"
เมื่อเห็นว่าอสูรโคลนไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมา เฉียนเอ๋อก็เพิกเฉยและเริ่มเดินเตร่ไปรอบๆ ถ้ำของตัวเอง
เขาไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนับตั้งแต่เขาเดินทางไปยังโลกแห่งการฝึกฝนสัตว์อสูร บางทีอาจมีซอมบี้ปรากฏตัวในที่ซ่อนของเขาก็ได้
และการอยากรู้ว่าเวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหนก็เป็นเรื่องง่าย
เมื่อคิดเช่นนี้ เฉียนเอ๋อก็เดินออกไปที่ประตูทันที
ลานด้านนอกโรงงานเป็นสวนผัก เขาขนดินกลับมาและทำการปลูกผักบนนั้น
“เอ่อ ผักมันยาวครึ่งฝ่ามือก็น่าจะประมาณเดือนหนึ่งได้”
หลังจากมองดูกุ้ยช่ายในแปลงผักและวัดมันด้วยฝ่ามือ เฉียนเอ๋อก็รู้ได้ทันที….
……………………..