- หน้าแรก
- จากคนเก็บขยะเซียน สู่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง
- บทที่ 391 ผู้ฝึกยุทธ์?
บทที่ 391 ผู้ฝึกยุทธ์?
บทที่ 391 ผู้ฝึกยุทธ์?
ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา เมื่อทุกคนกินดื่มกันจนได้ที่ต่างก็เตรียมตัวกลับ ในเวลานี้เอง เจ้าหน้าที่กรมตรวจการที่ถังโป๋เหวินเฝ้ารอคอยมานานก็มาถึงเสียที
"ไอ้หนูแกนี่ จะให้หยุดพักบ้างไม่ได้หรือไง? ตั้งแต่รู้จักแกมา ไม่มีวันไหนเลยที่ฉันไม่ต้องทำงานล่วงเวลา!"
ทันทีที่ก้าวเข้ามา หม่าจวิ้นอี้ หัวหน้าทีมที่นำกำลังมาก็บ่นกระปอดกระแปดใส่จางเหลียงทันที
ได้ยินดังนั้น จางเหลียงก็ได้แต่เกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน "อะแฮ่ม พี่หม่าครับ พูดแบบนี้ก็เกินไป ลูกชายพี่กินอยู่หลับนอนที่บ้านผมฟรีๆ ให้พี่ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้จะเป็นไรไป"
สีหน้าของหม่าจวิ้นอี้ดูเก้อเขินไปถนัดตา คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่อาจหาเหตุผลมาโต้แย้งได้จริงๆ
"เออๆ เข้าใจเรื่องราวหมดแล้ว เดี๋ยวจัดการให้"
หม่าจวิ้นอี้กรอกตาอย่างเบื่อหน่าย ปัดตกบทสนทนาที่น่าอึดอัดนี้ทิ้งไป แล้วเบนสายตาไปยังคนทั้งสามที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
"ไอ้พวกสวะ!! พวกเขาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอนาคตของชาติ ถ้าทำร้ายจนบาดเจ็บแบบนี้ แกรับผิดชอบไหวเหรอ?"
"เอาตัวไปให้หมด! จ่ายค่าชดเชยก็จ่ายไป ตัดสินโทษก็ว่ากันไป! เพื่อนนักศึกษาทุกคนวางใจได้ ผมทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จะต้องคืนความยุติธรรมให้พวกคุณอย่างแน่นอน!"
เพราะการเป็นคนรู้จักกันมันทำงานง่าย หลังจากบันทึกถ้อยคำเพียงสั้นๆ ถังโป๋เหวินและพวกอีกสองคนก็ถูกควบคุมตัวไป เหตุการณ์วุ่นวายนี้จึงถือว่าจบลงอย่างเป็นทางการ
"จื่อเหยา ขอบคุณสำหรับการเลี้ยงต้อนรับในวันนี้มากนะ"
"พวกเราไปก่อนนะจื่อเหยา วันนี้เธอคงเสียเงินไปไม่น้อยเลย"
"อย่าลีลา รีบเดินไปเร็วเข้า! ใช้สายตาดูสถานการณ์บ้างสิ ไม่เห็นหรือไงว่าเขาจะไปสวีทกับแฟนต่อ!"
"อะแฮ่ม เพื่อนเอ๊ย ฉันรู้จักโรงแรมม่านรูดแถวถัดไปอยู่แห่งหนึ่ง เข้าท่ามากนะ นายเข้าใจใช่ไหม!"
"..."
กลุ่มคนเดินออกจากร้านอาหารไปราวกับนัดกันไว้ ต่างพากันกล่าวลาหลิวจื่อเหยาและจางเหลียง ทำเอาหลิวจื่อเหยาหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าพูดอะไร
จนกระทั่งทุกคนจากไปจนหมด หลิวจื่อเหยาก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ เธอคล้องแขนจางเหลียงอย่างสนิทสนม จากนั้นจึงถามด้วยท่าทางดุๆ ว่า "นี่! นายนะ ปล่อยให้ฉันรอเก้อมาตั้งนาน ของขวัญที่บอกว่าจะเตรียมให้ฉันล่ะ? อย่าคิดนะว่าฉันจะลืม!"
จางเหลียงถึงกับเอามือกุมขมับ ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ วันนั้นเขาจะไม่มีวันออกจากบ้านเด็ดขาด
"ก็ต้องมีอยู่แล้วสิ ไม่งั้นเธอคิดว่าทำไมฉันถึงมาช้าล่ะ?!"
ทนความน่ารักตอนที่หลิวจื่อเหยาทำปากจู๋ออดอ้อนไม่ไหว จางเหลียงจึงควักสร้อยข้อมือจิ้งจอกขาวที่เก็บได้จากภูเขาขยะออกมา
"ว้าว!"
ทันทีที่เห็นสร้อยข้อมือที่ประณีตเส้นนี้ ดวงตาของหลิวจื่อเหยาก็เป็นประกาย เธอรีบคว้ามาถือไว้ในมือเพื่อพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด "สวยขนาดนี้เลยเหรอ? เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนมาก แม้แต่จี้อันนี้ก็แกะสลักได้อย่างมีศิลปะสุดๆ ดูสมจริงราวกับมีชีวิตเลย..."
หลิวจื่อเหยาชื่นชมไปพร้อมกับเอ่ยปากประเมินโดยไม่ปิดบัง การที่สร้อยเส้นนี้ได้รับคำชมจากเธอมากขนาดนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเสน่ห์ของมันได้เป็นอย่างดี
ปฏิกิริยาของหลิวจื่อเหยานับเป็นเรื่องปกติที่สุด นอกจากความสวยงามแล้ว นี่คือเครื่องประดับของเซียนบวกกับวิญญาณสัตว์เลี้ยงที่ติดกลิ่นอายเซียนมาด้วย ซึ่งมีผลต่อมนุษย์ปุถุชนอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังช่วยบำรุงร่างกายได้อีกทาง
หลังจากตื่นตะลึงไปพักใหญ่ หลิวจื่อเหยาก็เหมือนเพิ่งจะสังเกตเห็นจางเหลียงที่อยู่ข้างกาย เธอเงยหน้าขึ้นแล้วกะพริบตาใส่เขาอย่างเขินอาย "ขอบคุณสำหรับของขวัญนะคะ ฉันชอบมากเลย นายช่วยใส่ให้ฉันหน่อยได้ไหม?"
"ก็ได้"
จางเหลียงพยักหน้ารับ แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะบอกความลับที่สร้อยข้อมือเส้นนี้ซ่อนอยู่ และยังใช้พลังเซียนผนึกวิญญาณสัตว์เลี้ยงภายในเอาไว้ชั่วคราวด้วย
เหตุผลที่จางเหลียงมอบสร้อยเส้นนี้ให้ ก็เพียงเพราะเห็นว่ามันสวยดีจึงหยิบติดมือมา ถ้าหากบอกความจริงไป การมอบของขวัญที่ควรจะเป็นเรื่องดีๆ อาจกลายเป็นฉากสยองขวัญไปเสียก่อน
"เอาล่ะ งานวันเกิดก็อยู่เป็นเพื่อนแล้ว ของขวัญก็ให้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันไปส่งที่โรงเรียนนะ?"
"เอ๊ะ!?"
หลิวจื่อเหยาเห็นได้ชัดว่าตั้งตัวไม่ติด จบลงแค่นี้เลยเหรอ?
เงียบไปครู่หนึ่ง หลิวจื่อเหยาก็พยักหน้าอย่างเสียดาย "วันนี้วันเสาร์ ไม่ต้องเข้าโรงเรียนหรอก นายไปส่งฉันที่บ้านเถอะ"
"ได้เลย"
พูดจบ จางเหลียงก็เดินไปที่รถฟีนิกซ์ทองคำที่จอดอยู่ริมทาง เปิดประตูรถเข้าไปนั่ง
เห็นหลิวจื่อเหยายังไม่ยอมขยับเขยื้อน จางเหลียงจึงเร่งเร้า "รออะไรล่ะ รีบขึ้นรถสิ!"
ได้ยินดังนั้น หลิวจื่อเหยาก็กลอกตาใส่จางเหลียงอย่างตัดพ้อขณะเดินเข้าไปใกล้ "ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเลยสักนิด ไม่คิดจะเปิดประตูรถให้ฉันบ้างเลยหรือไง!"
"มือเท้าเธอก็มี ไม่ใช่เหรอไง เห็นเดินขึ้นมาได้นี่"
จางเหลียงตอบกลับแบบซื่อตรงจนน่าโมโห เมื่ออีกฝ่ายคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว เขาก็ตั้งใจขับรถไปตามทาง
ส่วนเรื่องเมาแล้วขับนั้น เขาใช้พลังเซียนระเหยแอลกอฮอล์ในร่างกายออกไปหมดตั้งนานแล้ว
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็ถึงหน้าบ้านของหลิวจื่อเหยา
"เอาล่ะ รีบกลับเข้าบ้านไปเถอะ พรุ่งนี้ฉันมีธุระ คงไม่เข้าไปนะ"
"ทราบแล้วค่ะ!"
หลิวจื่อเหยาทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ แต่จากนั้นก็พยักหน้าอย่างจริงจัง "แต่จะว่าไป วันนี้ขอบคุณมากนะ นายมางานวันเกิดฉัน ฉันดีใจมาก ส่วนของขวัญฉันก็ชอบมากด้วย"
จางเหลียงเพียงพยักหน้ารับ กล่าวลาเพียงสั้นๆ แล้วขับรถจากไป
มองรถที่ค่อยๆ ลับสายตาไป หลิวจื่อเหยาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ ทำไมคนที่เธอชอบถึงได้เป็นพวกซื่อบื้อแบบนี้นะ?
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของถังโป๋เหวิน หลิวจื่อเหยาก็กระทืบเท้าอย่างโกรธจัด "ผู้จัดการบริษัทนั่วอี กรุ๊ป ใช่ไหม คอยดูเถอะ! ถ้าคุณหนูคนนี้ไม่เอาคืน อย่ามาเรียกฉันว่าถูกรังแกง่ายๆ เลย!"
...
กลับมาถึงบ้าน จางเหลียงนอนอยู่บนเตียงพลางขบคิดถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
จางเหลียงไม่ใช่เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าแดนเซียน ต่อให้รู้ว่าการวางแผนลอบสังหารเซียนนั้นหากพลาดพลั้งเพียงนิดอาจตกลงสู่หุบเหวแห่งความตาย แต่เขาก็ไม่คิดจะถอย ทั้งสองฝ่ายได้มาถึงจุดที่ไม่ตายก็ต้องจากกันแล้ว
ที่น่าขันคือ ทีก๋วยลี้ผู้นี้กลับมองว่าเขาเป็นลูกแกะที่รอการเชือด ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่เป็นเนื้อบนเขียง?
"ไม่ว่าความเสี่ยงจะเป็นอย่างไร ทีก๋วยลี้ ใช่ไหม? เมื่อไหร่ที่ฉันตื่นขึ้นมา นั่นแหละคือเวลาตายของแก!"
หลังแค่นเสียงเย็นชา จางเหลียงก็สลัดความคิดที่วุ่นวายทิ้งไปแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา...
ตีสอง กรมตรวจการ หลังจากบันทึกถ้อยคำและตกลงว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ถังโป๋เหวินก็ถูกปล่อยตัวออกมาในที่สุด
"ให้ตายสิ ให้ตายเถอะ!"
"เซียวเสี่ยว นังผู้หญิงสารเลว ทำให้ฉันต้องอับอายขนาดนี้ ฉันจะต้องจัดการแกให้ได้! ส่วนไอ้บ้านั่น แกคอยดูเถอะ ฉันจะต้องแล่เนื้อแกเป็นชิ้นๆ ถึงจะสะใจ!"
เผชิญหน้ากับเสียงแผดร้องอย่างบ้าคลั่งของเจ้านาย บอดี้การ์ดทั้งสองได้แต่ก้มหน้ารับกรรม กลัวว่าความโกรธจะลามมาถึงตัว
กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้น วินาทีต่อมาถังโป๋เหวินก็คว้าตัวทั้งสองมาซัดไม่ยั้ง "ไอ้ขยะสองตัว สุนัขยังจะมีประโยชน์กว่าพวกแกอีก! ตกลงพวกแกทำอะไรได้บ้างเนี่ย?!"
ทั้งสองคนยอมให้ถังโป๋เหวินเตะต่อย ใจก็รู้สึกคับแค้น จางเหลียงคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา อย่าว่าแต่จะคุกเข่าเลย ไม่โดนเขาบีบให้ตายก็ถือว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว
หลังจากระบายอารมณ์ไปพักใหญ่ ถังโป๋เหวินก็เริ่มตั้งสติได้ ในตอนนั้นเองบอดี้การ์ดทั้งสองจึงกล้าเอ่ยปาก "คุณชายถังครับ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เก่ง แต่มันมีเบื้องหลัง หมอนั่นไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่นอน"
ได้ยินดังนั้น ถังโป๋เหวินขมวดคิ้ว "หมายความว่ายังไง?"
บอดี้การ์ดทั้งสองสบตากันแล้วพูดพร้อมกันว่า "คุณชายถังครับ พวกเราสงสัยว่า เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์!"
จบบท