เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ชายหญิงสองต่อสองในชั้นเฟิร์สคลาส

บทที่ 14 ชายหญิงสองต่อสองในชั้นเฟิร์สคลาส

บทที่ 14 ชายหญิงสองต่อสองในชั้นเฟิร์สคลาส


หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก ไฟสีแดงบนป้ายคิวก็เริ่มกะพริบ บ่งบอกว่าบะหมี่ได้แล้ว

ทั้งสองคนจึงเดินไปรับบะหมี่ของตัวเอง

บะหมี่สองชามที่หน้าตาดูธรรมดามากๆ วางอยู่บนเคาน์เตอร์ โดยมีเครื่องเคียง ต้นหอม และผักชีซอยวางอยู่ข้างๆ

เจียงอวิ๋นตักเครื่องเคียงราดลงไปสองช้อน กลิ่นหอมก็เตะจมูกขึ้นมาทันที จากนั้นเขาก็โรยต้นหอมและผักชีซอยลงไปอีกเล็กน้อย

เมื่อกลับมาที่โต๊ะ เจียงอวิ๋นก็คลุกเคล้าบะหมี่ให้เข้ากันและรีบคีบเข้าปาก

"อร่อยแฮะ"

เส้นบะหมี่ลวกมาสุกกำลังดี ไม่เละหรือแข็งจนเกินไป แถมยังเหนียวนุ่มเคี้ยวเพลินสุดๆ

เซี่ยหลิงซีลองชิมบ้าง

"อาหารอย่างอื่นของไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์สรสชาติงั้นๆ นะ แต่บะหมี่นี่อร่อยใช้ได้เลย"

หลังจากจัดการบะหมี่เสร็จ ทั้งสองก็เล่นโทรศัพท์กันต่ออีกพักหนึ่ง เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่อง พนักงานในเลานจ์ก็เดินมาแจ้งว่าถึงเวลาบอร์ดดิ้งแล้ว ก่อนจะพาพวกเขาเดินไปยังทางเดินที่มีรถมินิบัสจอดรออยู่

นี่คือรถมินิบัสที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสโดยเฉพาะ ด้านในมีที่นั่งหกที่ ซึ่งแต่ละที่มีขนาดกว้างขวางเทียบเท่ากับที่นั่งเจ็ดแปดที่ในรถบัสปกติ

หลังจากขึ้นรถ รถมินิบัสก็พาทั้งสองคนไปส่งถึงเครื่องบิน ดูเหมือนว่าในเที่ยวบินนี้จะมีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาส

ถือเป็นเรื่องดีเลยล่ะ เพราะยิ่งคนน้อยก็ยิ่งนั่งสบาย

เมื่อก้าวขึ้นบันไดเทียบเครื่องบิน มันไม่เหมือนกับเที่ยวบินก่อนๆ ที่เขาเคยนั่ง ที่นี่ไม่มีความแออัดเลย มีเพียงเขาและเซี่ยหลิงซีที่กำลังเดินขึ้นเครื่อง

พวกเขายื่นตั๋วให้กับแอร์โฮสเตสที่ยืนต้อนรับอยู่ เธอปรายตามองตั๋วเล็กน้อยแล้วส่งคืนให้

"สวัสดีตอนเช้าค่ะ คุณผู้ชายเจียงและคุณผู้หญิงเซี่ย ยินดีต้อนรับสู่ไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ส ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ"

เมื่อก้าวเข้ามาในห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาส ความประทับใจแรกของเจียงอวิ๋นคือความกว้างขวาง ช่างแตกต่างจากชั้นประหยัดที่เบาะนั่งติดกันแน่นขนัดและมีทางเดินแคบๆ

ในโซนชั้นเฟิร์สคลาสมีเบาะนั่งทั้งหมดหกที่ แต่สำหรับเที่ยวบินนี้มีแค่เจียงอวิ๋นกับเซี่ยหลิงซีเท่านั้น

ทั้งสองได้ที่นั่งแถวเดียวกัน และเมื่อลดฉากกั้นลง พวกเขาก็สามารถพูดคุยกันได้ตามปกติ

แอร์โฮสเตสผายมือเชิญเจียงอวิ๋น

"คุณผู้ชายคะ ที่นั่งของคุณอยู่ตรงนี้ค่ะ ต้องการวางกระเป๋าไว้ด้วยไหมคะ"

เจียงอวิ๋นพยักหน้า หยิบหูฟังออกจากกระเป๋า ส่งกระเป๋าใบนั้นให้แอร์โฮสเตส แล้วจึงทิ้งตัวลงนั่ง

พื้นที่ตรงนี้กว้างมาก เบาะนั่งใหญ่จนรู้สึกเหมือนจะนั่งได้ถึงสองคน แถมยังสามารถเหยียดขาได้จนสุดโดยไม่ต้องงอเข่าเลย

ไม่ว่าจะนั่งรถไฟ รถไฟความเร็วสูง หรือเครื่องบิน ปกติแล้วเบาะธรรมดาจะไม่มีพื้นที่ให้เหยียดขาได้เต็มที่ หากต้องเดินทางไกล พอถึงที่หมายก็มักจะรู้สึกชาจนเหมือนขาไม่ใช่ของตัวเอง

เบาะชั้นเฟิร์สคลาสนี่มันยอดไปเลย ยืดแขนเหยียดขาได้สบายสุดๆ

หลังจากที่ทั้งสองคนนั่งลงเรียบร้อย แอร์โฮสเตสก็ย่อตัวลงแล้วเอ่ยว่า

"ขอบพระคุณที่เลือกใช้บริการไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์สนะคะ ดิฉันนามสกุลหลิน เรียกเสี่ยวหลินก็ได้ค่ะ ดิฉันจะเป็นผู้ดูแลให้บริการท่านในเที่ยวบินนี้ค่ะ"

แอร์โฮสเตสคนนี้ดูอายุมากกว่าเจียงอวิ๋นและเซี่ยหลิงซีอย่างน้อยสิบปี การจะเรียกเธอว่าเสี่ยวหลินจึงออกจะรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง

จากนั้น แอร์โฮสเตสเสี่ยวหลินก็เริ่มอธิบายฟังก์ชันต่างๆ ของเบาะนั่ง เมื่อแนะนำเสร็จ เธอก็เอ่ยถามทั้งสองว่า

"บนเครื่องมีแชมเปญ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และชาให้บริการค่ะ รับเครื่องดื่มอะไรดีคะ"

เซี่ยหลิงซีไม่ค่อยชอบเครื่องดื่มพวกนี้นัก

"ขอแค่น้ำเปล่าแก้วหนึ่งก็พอค่ะ"

แอร์โฮสเตสพยักหน้ารับ

"ได้ค่ะคุณผู้หญิงเซี่ย แล้วคุณผู้ชายเจียงรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ ทางเราขอแนะนำแชมเปญค่ะ"

เจียงอวิ๋นส่ายหน้า

"มีโคล่าใส่น้ำแข็งไหมครับ"

"คุณผู้ชายรับเป็นโคคา-โคล่าหรือเป๊ปซี่ดีคะ"

"โค้กครับ"

แอร์โฮสเตสค้อมตัวเล็กน้อยพร้อมกล่าวว่า

"กรุณารอสักครู่นะคะ" ก่อนจะเดินจากไป

เมื่อสิ้นเสียงประกาศจากสนามบิน เครื่องบินก็เริ่มเคลื่อนตัวไปตามรันเวย์ ก่อนจะค่อยๆ เชิดหัวขึ้นและทะยานสู่ท้องฟ้า เป็นสัญญาณว่าการเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างหดเล็กลงเรื่อยๆ ไม่นานนักเครื่องบินก็เริ่มรักษาระดับการบินและเข้าสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์

"เราจะถึงตอนกี่โมงเหรอ" เจียงอวิ๋นถามขึ้น

เซี่ยหลิงซีตอบ

"บ่ายสองโมงค่ะ"

"แล้ววันนี้เราจะยังลงทะเบียนทันไหม ฉันเห็นในกลุ่มแชตบอกว่าหมดเขตตอนห้าโมงเย็นน่ะ"

หลังจากใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยหลิงซีก็บอกว่า

"ทันแน่นอนค่ะ"

"ฉันเคยไปที่นั่นมาก่อน สนามบินห่างจากมหาวิทยาลัยประมาณสามสิบกว่ากิโลเมตร นั่งแท็กซี่ไปราวๆ สี่สิบนาทีก็ถึงแล้วค่ะ"

"ถึงจะไม่ทันก็ไม่เป็นไรหรอก พรุ่งนี้ยังมีเวลาให้รายงานตัวอีกวันนึงนี่คะ"

จังหวะนั้นเอง แอร์โฮสเตสก็นำถาดใบเล็กที่มีน้ำเปล่าหนึ่งแก้วกับโคล่าใส่น้ำแข็งอีกหนึ่งแก้วมาเสิร์ฟ หลังจากวางเครื่องดื่มลงตรงหน้าทั้งสองคนแล้ว เธอก็ยื่นการ์ดใบเล็กๆ ให้คนละใบ

"คุณผู้ชาย คุณผู้หญิงคะ นี่คือรหัสผ่านไวไฟบนเครื่องบินค่ะ"

เจียงอวิ๋นดูดโคล่าไปหนึ่งอึก

"ชื่นใจสุดๆ!"

จากนั้น ขณะที่กำลังเชื่อมต่อไวไฟ เขาก็ชวนเซี่ยหลิงซีคุย

"ดูข้างนอกสิ เราบินอยู่เหนือเมฆแล้วนะ"

เซี่ยหลิงซีมองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นปุยเมฆรูปร่างต่างๆ นานา แสงแดดที่สาดส่องกระทบหมู่เมฆขับเน้นให้เห็นเงาสีฟ้าหม่นอยู่จางๆ

"สวยจังเลยค่ะ"

เขาจึงยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้

เจียงอวิ๋นลองใช้งานไวไฟดู ความเร็วมันพอแค่ใช้ดูวิดีโอ แต่ไม่พอสำหรับเล่นเกม ทว่าก็ถือว่าดีมากแล้ว อย่างน้อยเขาก็ยังมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้

แต่ในเมื่อมีเซี่ยหลิงซีนั่งอยู่ข้างๆ แทนที่จะเอาแต่นั่งไถวิดีโอไปเรื่อยเปื่อย เขากลับเลือกที่จะชวนเธอคุยต่อ

"เรียนจบแล้วเธอมีแผนจะทำอะไรต่อเหรอ"

เซี่ยหลิงซีลองคิดตามและเพิ่งตระหนักได้ว่า เธอไม่เคยวางแผนอนาคตของตัวเองเลย ที่ผ่านมาเธอถูกครอบครัวคอยผลักดันและจัดแจงมาตั้งแต่เด็ก จนดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองเลยสักครั้ง

"ไม่รู้สิคะ แต่ฉันอยากจะศึกษาในสายงานนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ฉันอยากเป็นผู้กำกับที่เก่งกาจแล้วก็สร้างภาพยนตร์ค่ะ ฮี่ๆ"

ท่าทีน่ารักๆ ของเซี่ยหลิงซีทำเอาเจียงอวิ๋นถึงกับใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ แต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

"ฉันเองก็มีความฝันเหมือนกันนะ ฉันอยากเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกน่ะ"

เจียงอวิ๋นไม่ได้เพ้อเจ้อ เขามีระบบบั๊กของชีวิตอย่าง 'เกมมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง' อยู่ในมือ การจะกลายเป็นมหาเศรษฐีก็เป็นแค่เรื่องที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

เซี่ยหลิงซีไม่ได้พูดล้อเล่นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ในทางกลับกัน เธอกลับบอกว่า

"ฉันจะรอคอยวันที่นายได้เป็นคนที่รวยที่สุดนะคะ"

เจียงอวิ๋นพูดต่อ

"สาขาการแสดงและภาพยนตร์ของเธอดูเข้าท่าดีนะ น่าจะเรียนง่ายกว่าสาขานิติศาสตร์ของฉันเยอะเลย ฉันได้ยินมาว่ามีเนื้อหาและข้อกฎหมายมากมายให้ต้องจำ แค่คิดก็ปวดหัวแล้วเนี่ย"

เซี่ยหลิงซีจึงถามขึ้น

"แล้วนายชอบสาขานี้หรือเปล่าคะ"

เจียงอวิ๋นใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

"ก็เฉยๆ นะ"

เซี่ยหลิงซีเอ่ยอย่างอ่อนโยน

"ถ้าชอบ นายก็จะสนุกไปกับการเรียนเองแหละค่ะ แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่เห็นจำเป็นต้องฝืนเรียนเลย แค่มุ่งไปพัฒนาในเส้นทางที่นายสนใจก็พอ ยังไงซะพอเรียนจบ พวกเราก็คงต้องกลับไปรับช่วงต่อกิจการของครอบครัวอยู่ดี เพราะงั้นในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยสี่ปี นายก็แค่ทำในสิ่งที่ทำแล้วสบายใจและมีความสุขกับมันก็พอแล้วค่ะ"

ทั้งสองคนพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย และไม่นานนัก พวกเขาก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมา

หลังจากปรับเบาะนั่งเรียบร้อย ทั้งสองก็เอนตัวลงนอนเตรียมจะงีบพักผ่อน เมื่อเห็นพวกเขาเอนตัวลง แอร์โฮสเตสก็นำผ้าห่มและหมอนมาให้ทันที

สบายจัง

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขารู้สึกสบายขนาดนี้เวลาอยู่บนเครื่องบิน สมกับที่เป็นชั้นเฟิร์สคลาสจริงๆ

คล้อยหลังแอร์โฮสเตสเดินจากไป ภายในห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสก็เหลือเพียงเจียงอวิ๋นและเซี่ยหลิงซี

เจียงอวิ๋นเหลือบมองเซี่ยหลิงซีที่หลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ ใบหน้าของเธอมักจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจอยู่เสมอ

แบบนี้จะนับว่าเป็นการอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องหรือเปล่านะ

อืม...

ก็คงนับแหละ ชายหญิงสองต่อสองในชั้นเฟิร์สคลาสแบบนี้

เจียงอวิ๋นหลับตาลงเช่นกัน เตรียมตัวพักผ่อนบ้าง

จบบทที่ บทที่ 14 ชายหญิงสองต่อสองในชั้นเฟิร์สคลาส

คัดลอกลิงก์แล้ว