- หน้าแรก
- วันสิ้นโลก คำพูดของข้าคือกฎสวรรค์
- บทที่ 9 มหันตภัยธรรมชาติ
บทที่ 9 มหันตภัยธรรมชาติ
บทที่ 9 มหันตภัยธรรมชาติ
บทที่ 9 มหันตภัยธรรมชาติ
ท่ามกลางความมืดมิดยามดึกสงัด ขณะที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ในความฝัน เสียงตะโกนก้องก็พลันแหวกฝ่าความเงียบสงบขึ้นมา
หลิงรันลืมตาตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดจากการนอนหลับไม่เต็มอิ่ม เธอเปิดประตูห้องออกมาในสภาพที่เส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย และพบว่าในห้องนั่งเล่นมีแสงเทียนจุดสว่างอยู่ โดยมีคนอีกหลายคนตื่นขึ้นมาอยู่ก่อนแล้ว
"เกิดอะไรขึ้น"
สิ้นคำถาม หลิงรันก็พลันได้ยินเสียงกระแสคลื่นอันผิดปกติอย่างหนึ่ง "นั่นมันเสียงอะไรกัน"
กู้จื่อจินรีบวิ่งลงมาจากชั้นสองด้วยน้ำเสียงร้อนรน "อันตรายมาก ฉันสัมผัสได้ถึงฝูงซอมบี้จำนวนมหาศาล และดูเหมือนว่าพวกซอมบี้เหล่านั้นกำลังพากันวิ่งหนี"
ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบประโยค เสียงกัมปนาทของสายฟ้าก็ครืนครั่นขึ้นบนท้องนภา ประกายอสนีบาตแลบแปลบปลาบราวกำลังฉีกกระชากครึ่งหนึ่งของผืนฟ้าให้แยกออกจากกัน พร้อมกับหยาดฝนเม็ดโตที่เทกระหน่ำลงมาในทันที
"ซอมบี้พากันวิ่งหนีงั้นเหรอ"
เฉินเล่อเอ่ยถามด้วยความกระวนกระวายใจ "พี่เผย พวกเราจะเอาอย่างไรกันดีตอนนี้"
"พวกเราก็ต้องหนีเหมือนกัน รีบเก็บข้าวของ ไปปลุกคนอื่น ๆ แล้วออกเดินทางทันที"
หากแม้แต่ซอมบี้ยังต้องวิ่งหนี พวกเขาก็ยิ่งจำเป็นต้องหนีให้เร็วกว่านั้นอีก
เนื่องจากมีเซี่ยเชียนเชียนและคนอื่น ๆ อีกสามคนเพิ่มเข้ามา รถยนต์คันเดิมของพวกเขาจึงแทบจะหมดสภาพไปแล้ว เบาะหลังของรถแต่ละคันจึงจำเป็นต้องเบียดเสียดกันคันละสามคน ส่วนหลิงรันก้าวขึ้นไปนั่งตรงเบาะข้างคนขับโดยตรง
สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เพียงพริบตาเดียว บนพื้นผิวถนนก็เริ่มมีน้ำท่วมขังเป็นจำนวนมาก
กู้จื่อจินที่นั่งอยู่เบาะหลังทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถ ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย "ต้องเป็นมหันตภัยธรรมชาติแน่ ๆ ดูนั่นสิ มีหนูพากันวิ่งออกมาเต็มไปหมดเลย"
อาศัยแสงสว่างจากประกายสายฟ้าที่แลบขึ้นมาเป็นระยะ ทำให้พอมองเห็นฝูงหนูกลายนพันธุ์ในยุควันสิ้นโลก พวกมันพากันวิ่งพรวดพราดออกมาจากรูต่าง ๆ ราวกับสายฟ้าแลบ และวิ่งหนีอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืดมิด
นอกจากสิ่งมีชีวิตอย่างหนูและแมลงปอแล้ว พวกซอมบี้เองก็กำลังวิ่งหนีเช่นกัน พวกมันดูเหมือนจะมีความสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดเฉกเช่นเดียวกับสัตว์ป่าเหล่านั้น
"มันน่ากลัวจริง ๆ ซอมบี้เยอะขนาดนี้เลย"
เนื่องจากเมืองเอชยังไม่เคยประสบภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาติอื่น ๆ มาก่อน เส้นทางคมนาคมจึงยังคงค่อนข้างโล่งและสัญจรได้ ตลอดเส้นทางที่ขับผ่านไป พวกเขายังคงมองเห็นรถยนต์คันอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่กำลังขับหนีเอาชีวิตรอดเช่นกัน และการเคลื่อนไหวของรถเหล่านี้ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากพวกซอมบี้เลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าในเวลานี้ การเอาชีวิตรอดจะมีความสำคัญมากกว่าอาหาร
เฉินเล่อนิ่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ทันใดนั้นเขาก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ดูนั่นสิ นั่นมันผู้มีพลังพิเศษในการบิน"
หากจะเอ่ยถามว่าผู้มีพลังพิเศษคนใดที่ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายที่สุดในยุควันสิ้นโลก ย่อมหนีไม่พ้นผู้มีพลังพิเศษในการบินอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่านกจำนวนมากจะเกิดการกลายพันธุ์ไปแล้ว ทว่านกเหล่านั้นกลับไม่กินมนุษย์และไม่เคยเปิดฉากโจมตีมนุษย์ก่อนเลย ดังนั้น ผู้มีพลังพิเศษในการบินจึงมีความสามารถในการปกป้องตนเองที่ยอดเยี่ยมตราบใดที่พวกเขาบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ก็จะไม่มีทั้งซอมบี้หรือมหันตภัยธรรมชาติใด ๆ ที่จะสามารถทำร้ายพวกเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุควันสิ้นโลกที่การสื่อสารทั้งหมดถูกตัดขาด วิธีการเดียวที่ค่ายอพยพต่าง ๆ จะใช้ในการส่งสารข้อมูลนอกเหนือจากระบบวิทยุก็คือการพึ่งพาผู้มีพลังพิเศษในการบินนี่เอง ด้วยเหตุนี้ การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้มีพลังพิเศษในการบินจึงได้รับการประกันความปลอดภัยเป็นอย่างดี
ซูอี้โม่เผยแววตาแห่งความอิจฉาออกมาอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก "ถ้าบินได้บ้างก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะ"
หลิงรันปรายตากลมโตมองอีกฝ่ายพลางอ้าปากหาว "เรื่องนั้นมันจะไปยากอะไร"
"เธอพูดเหมือนกับว่าตัวเองเป็นผู้มีพลังพิเศษในการบินอย่างนั้นแหละ มีอะไรไม่ยากกัน"
"ฉันไม่ใช่ผู้มีพลังพิเศษในการบิน แต่ฉันบินได้"
ซูอี้โม่กลอกตาใส่ทันที "เหอะ พูดจาโวโตโดยไม่คิดเลยนะ"
ด้วยการเกื้อหนุนจากพลังจิตของกู้จื่อจิน รถยนต์อเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเร่งความเร็ว มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองจี สายฝนเริ่มตกลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไป น้ำที่ท่วมขังบนพื้นก็ยิ่งยกระดับสูงขึ้นและหนาทึบขึ้น จนทำให้รถยนต์ไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อีก
ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถไม่สามารถปัดหยาดฝนได้ทันท่วงที ทัศนียภาพเบื้องหน้าถูกบดบังจนพร่ามัวไปด้วยม่านฝนที่ขาวโพลนในพริบตา
เฉินเล่อเหยียบคันเร่ง ทว่ากลับพบว่ามันเริ่มยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ "พวกเราไปต่อไม่ได้แล้ว ไม่เพียงแต่ฝนจะตกหนักเท่านั่น แต่น้ำบนพื้นผิวถนนยังท่วมสูงเกินไปอีกด้วย หากยังดึงดันขับต่อไป เครื่องยนต์อาจจะดับได้"
แสงจากไฟหน้ารถพยายามส่องทะลุม่านน้ำฝนออกไป ทว่าเบื้องหน้ากลับมองไม่เห็นสิ่งใดเลย นอกจากความมืดมิดอันสนิท
เผยอี้เลื่อนกระจกหน้าต่างรถลงเล็กน้อย และสัมผัสได้ถึงละอองน้ำที่สาดกระเซ็นเข้ามาพร้อมกับกระแสลมอันบ้าคลั่งทันที หยาดฝนพัดกระหน่ำเข้ามาตามช่องว่างของหน้าต่างที่เปิดออกอย่างบ้าคลั่ง
"จื่อจิน แถวนี้พอจะมีสถานที่ให้พวกเราหลบภัยบ้างไหม เมืองจีคงยังไปไม่ถึงในตอนนี้แล้ว"
จากการที่ต้องใช้พลังจิตอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งเดินทาง พลังพิเศษของกู้จื่อจินในยามนี้จึงถูกใช้ไปจนเกินขีดจำกัด และใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงเล็กน้อย
เมื่อได้ยินคำถามของเผยอี้ เขาจึงรีบเค้นพลังพิเศษออกมาเพื่อสัมผัสสิ่งรอบตัวอีกครั้ง หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็กราบเรียนด้วยใบหน้าที่ไร้สีเลือดว่า "ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีสถานที่แห่งหนึ่งที่พวกเราพอจะเข้าไปพักหลบภัยชั่วคราวได้"