- หน้าแรก
- หลังถูกศิษย์ทรยศ ข้าผูกมัดระบบสวรรค์
- บทที่ 7 ปิดทองหลังพระ
บทที่ 7 ปิดทองหลังพระ
บทที่ 7 ปิดทองหลังพระ
บทที่ 7 ปิดทองหลังพระ
"คาดเข็มขัดด้วย"
เมื่อเห็นใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ มู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้า "กำลังคิดอะไรอยู่หรือ"
"เปล่าสักหน่อยค่ะ"
มู่เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธอ จากนั้นรถยนต์จึงเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถ
...
ณ ร้านอาหารส่วนตัวแห่งหนึ่ง
เฟิ่งอันเฉียวเพิ่งเข้าทำงานที่เฟิ่งกรุ๊ปได้สองวันเพื่อทำความคุ้นเคยกับธุรกิจ ช่วงนี้เธอต้องรับผิดชอบการเจรจาข้อตกลงธุรกิจฉบับหนึ่งซึ่งพูดคุยกันลงตัวเรียบร้อยแล้วและเหลือเพียงขั้นตอนการลงนาม ลูกค้าในครั้งนี้เป็นชาวต่างชาติที่มีกำหนดการเดินทางขึ้นเครื่องบินในคืนนี้ โดยพวกเขากล่าวว่าอยากจะรับประทานอาหารจีนรสชาติต้นตำรับก่อนเดินทางกลับ
เธอไม่รู้ว่าควรจะไปหาอาหารรสชาติต้นตำรับได้จากที่ไหน แต่หลังจากที่ยวี่เหวินป่ายทราบเรื่อง เขาก็อาสาเข้ามาเป็นมัคคุเทศก์พาลูกค้าเที่ยวชมรอบเมืองหลวง และพามารับประทานอาหารที่ร้านส่วนตัวแห่งนี้
ร้านอาหารส่วนตัวนี้ตั้งอยู่ในเรือนสี่ประสาน เพียงแค่ทองดูรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอก ซึ่งไม่มีคันไหนเลยที่มีมูลค่าต่ำกว่าล้าน หยวน ก็ย่อมทราบดีว่าผู้ที่เดินทางมาที่นี่หากไม่ร่ำรวยมหาศาลก็ต้องเป็นผู้มีลากพาสักดิ์ใหญ่
"ถ้าไม่มีคนพาเข้ามารับรองว่าเข้าไม่ได้หรอกครับ" ยวี่เหวินป่ายเอ่ยแนะนำกับเฟิ่งอันเฉียว "นี่เป็นเพราะผมแท้ๆ เลยนะ คุณถึงไม่ต้องจองล่วงหน้าน่ะ"
เฟิ่งอันเฉียวเลิกคิ้วขึ้น "ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้นะคะ"
ระว่างที่พูด เฟิ่งอันเฉียวก็หยิบยันต์คุ้มครองความปลอดภัยสีเหลืองที่พับเอาไว้ออกมาแล้วยื่นให้เขา "ในอีกสามวันข้างหน้าคุณจะมีเคราะห์หนักถึงขั้นเลือดตกยางออก ยันต์นี้จะช่วยปกป้องให้คุณปลอดภัย"
"ผมจะเอาไอ้สิ่งนี้ไปทำไมกัน ถ้าคุณอยากจะขอบคุณผมจริงๆ แค่เลี้ยงข้าวผมสักมื้อก็พอแล้ว" ยวี่เหวินป่ายไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลยสักนิด
เฟิ่งอันเฉียวส่ายหน้าแล้วยัดยันต์คุ้มครองความปลอดภัยนั้นใส่ลงในกระเป๋าเสื้อของเขาแทน
"อันเฉียว ร้านอาหารจีนของคุณสวยงามแบบนี้ทุกร้านเลยหรือเปล่า"
"ร้านอาหารแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปค่ะ ตึกนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของจีน เรียกว่าเรือนสี่ประสาน เจ้าของเรือนสี่ประสานแห่งนี้สามารถสืบเชื้อสายย้อนกลับไปได้หลายรุ่นจนถึงยอดพ่อครัวหลวงแห่งพระราชวังโบราณ ยอดพ่อครัวหลวงก็คือผู้ที่ทำอาหารให้ฮ่องเต้และเหล่าพระสนมเสวยน่ะค่ะ"
ภาษาอังกฤษสำเนียงลอนดอนที่สละสลวยและเป็นธรรมชาติหลั่งไหลออกมาจากริมฝีปากของเธอ แม้แต่คนที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงความไพเราะงดงามในน้ำเสียงนั้น
ลูกค้าทั้งสามคนรีบพยักหน้ารับทันที "เป็นแบบนี้นี่เอง ยอดเยี่ยมมากเลยครับ ผมตั้งตารอคอยที่จะได้ชิมเลยล่ะ"
ขณะที่ทั้งห้าคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็เดินมาถึงห้องรับรองส่วนห้องหนึ่ง จากนั้นหญิงสาวในชุดกี่เพ้าก็นำรายการอาหารเข้ามาให้
ในระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ ยวี่เหวินป่ายก็แนะนำอาหารของที่นี่ให้แก่ลูกค้า เขาเป็นคนชอบสรรหาของอร่อยรับประทาน ดังนั้นจึงสามารถพูดถึงอาหารแต่ละจานได้อย่างคล่องแคล่วราวกับท่องจำจนขึ้นใจ น้ำเสียงและการถ่ายทอดที่ชัดเจนฉะฉานของเขาช่วยทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติต่างมีอารมณ์ที่ดียิ่งขึ้นไปอีก
"เจ้านายคะ พระเอกกับนางเอกอยู่ที่ห้องข้างๆ นี่เองค่ะ"
"อ้อหรือ" เฟิ่งอันเฉียวยังคงประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้า ทว่าในใจกลับเอ่ยถามว่า "ในเมื่อเธอสามารถมองเห็นสถานการณ์ของพวกเขาได้ แล้วจะแสดงให้ฉันดูด้วยได้ไหมล่ะ"
ระบบความสงบสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำนั้น "เจ้านายคะ การฉายภาพเหตุการณ์ต้องใช้พลังงานอย่างมากเลยนะคะ ฉัน..."
"หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจนี้แล้ว ฉันจะคืนพลังงานให้เธอเอง"
"ตกลงค่ะเจ้านาย จะฉายภาพให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
"เหอะ"
ระบบความสงบได้แต่ส่งเสียงสะอื้นในใจ
ภาพเหตุการณ์ถูกฉายส่งต่อมา เผยให้เห็นบรรยากาศในห้องรับรองส่วนตัวที่อยู่ติดกัน
หลังจากที่มู่เฉินสั่งอาหารเสร็จเรียบร้อย ประตูห้องก็ถูกปิดลง เหลือเพียงแค่เขากับร่วนเชียนเชียนสองคนเท่านั้น
ร่วนเชียนเชียนดูมีท่าทางประหม่าอยู่เล็กน้อย เธอประคองถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า "ชาอันนี้หอมอร่อยจังเลยค่ะ"
"นี่คือชามะลิครับ ผมได้ยินมาว่ามันดีต่อสุขภาพผิวพรรณและความงาม เหมาะกับผู้หญิงมากเลย ถ้าคุณชอบ เดี๋ยวขากลับเราค่อยซื้อติดมือกลับไปด้วยนะ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ประธานมู่ พวกเรา..."
มู่เฉินอาศัยจังหวะนี้เอ่ยขัดขึ้นมา "เรื่องที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ คุณนำกลับไปพิจารณาเป็นอย่างไรบ้างแล้วครับ"
ร่วนเชียนเชียนรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ในใจ ทว่ามู่เฉินกลับถามอย่างตรงไปตรงมาจนทำให้เธอต้องก้มหน้าลงต่ำ น้ำเสียงเบาหวิวราวกับเสียงยุง "ใครเขาถามกันตรงๆ แบบนี้ล่ะคะ..."
"ถ้าอย่างนั้นคุณจะตกลงหรือปฏิเสธครับ"
ร่วนเชียนเชียนรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่ดังอยู่เหนือศีรษะ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่ามู่เฉินได้มายืนอยู่ข้างกายเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอรีบหลบสายตาลงต่ำพร้อมกับพยักหน้าตอบรับจนแทบมองไม่เห็น "ค่ะ"
"เชียนเชียน ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณเองก็มีใจให้ผมเหมือนกัน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์และน่าฟังทำให้ร่วนเชียนเชียนต้องเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าอันหล่อเหลาไร้ที่ติของชายหนุ่มค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับกลองรบ ก่อนที่เธอจะหลับตาลงด้วยความเอียงอาย
เมื่อเห็นดังนั้น มู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้า "ผมขอจูบคุณได้ไหม"
พอได้ยินคำนี้ ร่วนเชียนเชียนก็เอ่ยตอบด้วยความเขินอายปนแง่งอน "ไม่ได้ค่ะ"
ในจังหวะที่เธอจวนจะหันหน้าหนีไปทางอื่น ทันใดนั้นเธอกลับรู้สึกปวดท้องอยากระบายลมออกมา ร่วนเชียนเชียนเกร็งไปทั้งสรรพางค์กาย ทว่าเธอก็ไม่สามารถกักกลั้นมันเอาไว้ได้ เสียงหนึ่งดังผุดขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ที่ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องรับรอง
ร่วนเชียนเชียนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ก่อนจะรีบถอยห่างจากมู่เฉินไปหลายก้าว
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ทำไมเธอถึงได้ระบายลมออกมาอีกแล้ว!
ทางด้านห้องรับรองข้างๆ เฟิ่งอันเฉียวเก็บมือที่ใช้สำหรับวาดเขียนยันต์กลับคืนมา พลางปิดทองหลังพระไว้อย่างเงียบเชียบ
คราวก่อนพลังจิตของเธอยังมีไม่มากพอ ยันต์ที่วาดขึ้นมาจึงมีผลอยู่ได้เพียงยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่ในครั้งนี้ ยันต์สามารถแสดงผลได้ยาวนานถึงสามวันตราบใดที่เธอเอ่ยคำโกหก เธอก็จะต้องระบายลมออกมาไม่หยุดหย่อน
ทว่า... เฟิ่งอันเฉียวทอดสายตามองภาพที่ฉายอยู่ในจิตสำนึก เห็นสีหน้าท่าทางอันฝืนทนของมู่เฉินแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ยวี่เหวินป่ายซึ่งกำลังยืนพูดคุยกับลูกค้าอยู่ด้านข้างสังเกตเห็นท่าทางนี้เข้าพอดี และเขาก็พบว่าหัวใจของตัวเองเริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้
"เชียนเชียน" สมกับที่เป็นถึงประธานบริหารแห่งมู่กรุ๊ป มู่เฉินสามารถปรับเปลี่ยนสีหน้าท่าทางให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว "ช่วงนี้คุณ... อืม... ช่วงนี้ระบบลำไส้และกระเพาะอาหารมีปัญหาหรือเปล่าครับ หลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว ให้ผมพาไปตรวจเช็กที่โรงพยาบาลหน่อยดีไหม"
การระบายลมออกมาบ่อยครั้งซ้ำยังต้องให้แฟนหนุ่มพาส่งโรงพยาบาลเพื่อไปพบแพทย์แผนกทางเดินอาหาร หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน
"มะ... ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่เป็นไรเลย ฉันซื้อยามารับประทานเรียบร้อยแล้วค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นก็มานั่งลงเถอะครับ อีกสักพักอาหารคงจะมาเสิร์ฟแล้ว"
ร่วนเชียนเชียนขยับตัวกลับมานั่งลง ทว่าบรรยากาศอันแสนหวานและโรแมนติกก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความอึดอัดขัดเขินที่อบอวลอยู่เต็มห้อง
...
อาหารเลิศรสถูกทยอยนำมาเสิร์ฟทีละจาน ลูกค้าชาวต่างชาติต่างรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
ยวี่เหวินป่ายขยับกายเข้ามาใกล้พลางกระซิรถามเบาๆ "เมื่อกี้คุณแอบยิ้มขำอะไรอยู่หรือครับ"
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เห็นเรื่องตลกขบขันอะไรบางอย่างน่ะ"
"เล่าให้ฟังบ้างสิครับ"
เฟิ่งอันเฉียวปรายสายตามองเขาคำหนึ่ง "ตั้งหน้าตั้งตาทางข้าวของคุณไปเถอะค่ะ"
หลังจากที่ทั้งห้าคนรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยและเดินออกมาจากห้องรับรอง ก็ประจวบเหมาะกับที่มู่เฉินและร่วนเชียนเชียนเดินออกมาจากห้องข้างๆ พอดี
ยามเมื่อสายตาของมู่เฉินปะทะเข้ากับเฟิ่งอันเฉียว รูม่านตาของเขาก็หดแคบลงเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง
ในวันนี้เฟิ่งอันเฉียวสวมใส่ชุดกระโปรงสั่งตัดพิเศษระดับสูงจากตราสินค้าชื่อดังชุดกระโปรงสีดำสนิทขับเน้นผิวพรรณของเธอให้ดูขาวผ่องกระจ่างใสและนวลเนียนยิ่งขึ้น รูปร่างที่ส่วนเว้าส่วนโค้งเด่นชัดประกอบกับเรียวขาที่ยาวตรงและขาวเนียนคู่นั้น ทำให้ผู้คนรอบข้างไม่อาจละสายตาไปได้เลย
ยังไม่รวมถึงการที่วันนี้เธอแต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตงดงาม เส้นผมดัดลอนยาวสลวยทิ้งตัวลงมาตามแผ่นหลัง เผยให้เห็นถึงเสน่ห์อันน่าหลงใหลและดูเย้ายวนใจเป็นอย่างยิ่ง
แววตาของมู่เฉินฉายประกายความตะลึงลานพาดผ่านไปวูบหนึ่ง เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองไม่รู้จักหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าคนนี้เลยสักนิด
"อาเฉิน" ยวี่เหวินป่ายเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความอึดอัดขึ้นมาก่อน "พากันมารับประทานอาหารกับแฟนสาวตัวน้อยหรือครับ"
เขาไม่เคยเห็นมู่เฉินพาผู้หญิงคนไหนมาที่นี่มาก่อนเลย
มู่เฉินปรายสายตามองเฟิ่งอันเฉียวที่มีสีหน้าเรียบเฉยอ่านยากซึ่งยืนอยู่ข้างกายยวี่เหวินป่าย ด้วยเหตุผลบางประการลึกๆ ในใจทำให้เขาไม่อยากจะยอมรับออกมา "ทำไมพวกคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ"
"อันเฉียวอยากจะเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อต้อนรับลูกค้าเฉลิมฉลองธุรกิจน่ะครับ ผมก็เลยแนะนำให้เธอมาที่นี่"
ยวี่เหวินป่ายยืนเคียงข้างเฟิ่งอันเฉียว วาจาที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ยามที่ทั้งสองคนยืนคู่กันช่างดูเหมาะสมราวกิ่งทองใบหยก
เฟิ่งอันเฉียวไม่ได้หันไปมองมู่เฉินหรือร่วนเชียนเชียนเลยแม้แต่น้อย เธอเอ่ยบอกกับยวี่เหวินป่ายสั้นๆ ว่า "พวกเราไปกันเถอะค่ะ"
"ได้ครับ"
ขณะที่ทั้งห้าคนหันหลังเดินจากไป มู่เฉินยังคงได้ยินเสียงของเฟิ่งอันเฉียวที่กำลังสนทนากับลูกค้าชาวต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วและลื่นไหล
ลูกค้าเอ่ยถามว่า "อันเฉียว ผู้ชายคนเมื่อกี้คือเพื่อนของคุณหรือครับ เขาหล่อเหลามากเลยนะ"
เธอเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเฉยชาว่า "ไม่รู้จักหรอกค่ะ เขาเป็นเพื่อนของเหวินป่ายน่ะ"
เหวินป่ายอย่างนั้นหรือ เหอะ เพิ่งจะถอนหมั้นกันไปได้ไม่กี่วัน เธอก็สามารถทอดสะพานติดพันกับเพื่อนของเขาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ในขณะที่มู่เฉินรู้สึกเหยียดหยามอยู่ลึกๆ ในใจ ทว่าความรู้สึกอึดอัดแน่นในอกอย่างบอกไม่ถูกก็จู่โจมเข้ามาเช่นกัน
"มู่เฉินคะ" "หืม มีอะไรหรือ" "ผู้หญิงคนเมื่อกี้คือคุณหนูตระกูลเฟิ่งใช่ไหมคะ เธอช่างสวยงามเหลือเกินค่ะ"
มู่เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "มีดีแค่หน้าตาสวยงามจะมีประโยชน์อะไรกัน!"
ร่วนเชียนเชียนหลุบสายตาลงต่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่อการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงของเฟิ่งอันเฉียว เธอจะต้องยึดเหนี่ยวและเกาะกุมมู่เฉินเอาไว้ให้มั่นคง มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่เธอจะสามารถก้าวเข้าสู่สังคมชั้นสูงและหลุดพ้นไปจากครอบครัวพรรค์นั้นได้สำเร็จ