- หน้าแรก
- โลกไซเบอร์พังก์ ข้าจะวิวัฒน์เป็นเทพชั่วร้าย
- บทที่ 6 ดวงดารา
บทที่ 6 ดวงดารา
บทที่ 6 ดวงดารา
บทที่ 6 ดวงดารา
"คุณชายครับ?"
ความทรงจำมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเฉินผิ่นซาน เมื่อเห็นว่าเฉินผิ่นซานไม่ตอบ บอดี้การ์ดจึงเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยความฉงน
"ไม่มีอะไร พวกนายทั้งสี่คนยืนอยู่ตรงนี้ ห้ามขยับนะ"
เฉินผิ่นซานไม่สนใจสีหน้าแปลกใจของคนทั้งสี่ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง
ตูม!
ทันทีที่หลับตาลง เฉินผิ่นซานก็แผ่ขยายประสาทสัมผัสเข้าไปในมิติจินตภาพในห้วงสมองของตนอย่างตั้งใจ
และเป็นไปตามคาด ทันทีที่เขาแผ่สัมผัสถึงมิติจินตภาพ เขาก็มองเห็นดวงดาราเลือนรางจนแทบมองไม่เห็นสี่ดวงกำลังกะพริบแสงหม่นแสงสลัวอยู่ในพื้นที่สีเทาขาวอันเต็มไปด้วยหมอกควัน
ดวงดาราทั้งสี่ดวงนี้ดูไม่เหมือนดาวระยิบระยับเท่าใดนัก แต่กลับเหมือนจุดแสงริบหรี่ขนาดเล็กจิ๋วสี่จุดที่มีขนาดเท่าเล็บมือ กะพริบไหวไปมาเหมือนหิ่งห้อยในฤดูร้อน
ทว่าในเวลานี้ มีกลุ่มก้อนสารบางอย่างลอยระเหยขึ้นมาจากจุดแสงริบหรี่ทั้งสี่ ราวกับกลุ่มควันสีเทาขาว หรือเหมือนฟอสฟอรัสขาวที่กำลังระเหยตัวอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นดังนั้น จิตวิญญาณของเฉินผิ่นซานก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที เขาพยายามสัมผัสกลุ่มสารเหล่านั้นและพบว่าพวกมันล้วนเป็นอารมณ์ความรู้สึก
อารมณ์ส่วนใหญ่ที่แผ่ออกมาจากจุดแสงเหล่านี้คือความสับสนและความประหลาดใจ แต่มีจุดแสงหนึ่งที่แผ่ร่องรอยของความดูแคลนออกมาด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอารมณ์เหล่านี้จะถูกแผ่ออกมาอย่างไร พวกมันทั้งหมดก็ร่วงหล่นลงสู่มิติจินตภาพ และถูกมิติจินตภาพดูดซับเอาไว้ทั้งหมดโดยไม่มีการหลงเหลือ
เฉินผิ่นซานรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตนเองไม่สามารถสูบอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นอย่างพร่ำเพรื่อได้โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้ว ทุกคนที่อยู่เคียงข้างเขาเป็นเวลานานจะไม่กลายเป็นคนเก็บตัวหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปหมดหรือ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมเท่ากับเป็นการป่าวประกาศให้โลกรับรู้ว่าตัวเขามีสิ่งผิดปกติไม่ใช่หรือ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินผิ่นซานจึงพยายามปรับแต่งพลังของมิติจินตภาพในการดูดซับอารมณ์ แต่ไม่นานเขาก็พบว่ามันไม่มีความจำเป็น
ด้วยเหตุผลบางประการ ยามที่มิติจินตภาพดึงอารมณ์จากผู้อื่น มันจะดึงได้เฉพาะอารมณ์ที่เอ่อล้นออกมาเท่านั้น ไม่สามารถดึงความรู้สึกออกมาโดยตรงเหมือนที่ทำกับตัวเขาเองได้
กล่าวคือ คนเหล่านี้กับมิติจินตภาพไม่ได้หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันจึงทำได้เพียงดูดซับอารมณ์ที่เอ่อล้นออกมา และไม่สามารถดึงเอาอารมณ์ความรู้สึกออกมาจากร่างกายดั้งเดิมของมนุษย์ได้โดยตรง
"คุณชายครับ? คุณชาย?"
เสียงเอ่ยถามของบอดี้การ์ดดังขึ้นอีกครั้ง เฉินผิ่นซานจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลืมตาขึ้นและสบสายตาอันเต็มไปด้วยความฉงนของทุกคน
"ไม่มีอะไร พวกนายออกไปได้แล้ว"
เมื่อได้ยินคำสั่งของเฉินผิ่นซาน ทั้งสี่คนก็มองหน้ากันก่อนจะเดินออกจากห้องไป
หลังจากที่ทั้งสี่คนเดินออกจากห้องและลับสายตาไปแล้ว เฉินผิ่นซานจึงแผ่ประสาทสัมผัสตรวจสอบอีกครั้ง และพบว่าจุดแสงทั้งสี่จุดนั้นยังคงวนเวียนและกะพริบไหวอยู่ภายในมิติจินตภาพ แถมความสับสนที่แผ่ออกมายังรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก
ทว่าความสับสนนี้คงอยู่ได้ไม่นาน ในเวลาต่อมาจุดแสงทั้งสี่ก็กลับคืนสู่ความสงบ มีเพียงสายใยอารมณ์อันเรียบง่ายและผ่อนคลายแผ่เอ่อล้นออกมาบางเบา
"จุดแสงไม่ได้หายไป..."
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินผิ่นซานก็อดยกยิ้มด้วยความประหลาดใจไม่ได้ แม้ว่าคนทั้งสี่จะลับสายตาไปแล้ว แต่จุดแสงที่เป็นตัวแทนของพวกเขายังคงอยู่
หรือจะเป็นเพราะ... เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉินผิ่นซานจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยทันที เขาเห็นบอดี้การ์ดสองคนกำลังนั่งคุยกันบนเก้าอี้บริเวณระเบียงทางเดิน เมื่อเห็นเฉินผิ่นซานเดินออกมาอย่างกะทันหัน ทั้งสองก็ลุกขึ้นยืนด้วยความเลิกลัก
"ผีเป่าตาน"
เฉินผิ่นซานเอ่ยเรียกชื่อของบอดี้การ์ดคนหนึ่งตามความทรงจำในหัว "ไปซื้อข้าวผัดไข่ให้ฉันสักชามซิ ฉันหิวแล้ว"
"ข้าว... ข้าวผัดไข่หรือครับ?"
บอดี้การ์ดที่ถูกเรียกว่าผีเป่าตานตะลึงงันไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอึกอักว่า "แต่พวกเรายังต้องคุ้มกันความปลอดภัยของคุณชายอยู่นะครับ ให้ผมสั่งอาหารเดลิเวอรี หรือให้โรงอาหารของโรงพยาบาลจัดส่งมาให้ดีไหมครับ"
"ไม่ ฉันต้องการให้คุณไปเอง"
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผีเป่าตานจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับคำแล้วหันหลังเดินตรงไปยังลิฟต์
หลังจากส่งบอดี้การ์ดออกไปแล้ว เฉินผิ่นซานก็เดินกลับเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ย้ายร่างไปที่ริมหน้าต่างแล้วมองลงไปด้านล่าง พลางสังเกตและสัมผัสถึงจุดแสงทั้งสี่จุดไปด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็มองเห็นบอดี้การ์ดที่ชื่อผีเป่าตานเดินออกจากตัวอาคารแล้วก้าวขึ้นไปบนรถยนต์บินได้สีดำคันหนึ่ง
ยามที่รถยนต์บินได้ค่อยๆ ทะยานตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า มันก็เชื่อมต่อเข้ากับรางวงโคจรทางอากาศโดยอัตโนมัติก่อนจะพุ่งทะยานออกไปไกล
ในเวลานี้ ภายในมิติจินตภาพ จุดแสงทั้งสี่จุดยังคงทอประกายแจ่มชัด
จนกระทั่งรถยนต์บินได้คันนั้นลับสายตาไปโดยสิ้นเชิง หนึ่งในจุดแสงทั้งสี่ก็พลันเลือนหายไปทันที
เมื่อเห็นดังนี้ เฉินผิ่นซานก็เผยสีหน้าที่บ่งบอกว่าข้อสันนิษฐานของตนเองได้รับการยืนยันแล้ว
เส้นผ่านศูนย์กลางของมิติจินตภาพอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันเมตร ซึ่งหมายความว่าโดยมีตัวเขาเป็นจุดศูนย์กลาง หากคนทั้งสี่นี้แยกย้ายออกไปไกลเกินระยะห้าร้อยเมตร พวกเขาก็จะตัดขาดการเชื่อมต่อจากมิติจินตภาพทันที
ไม่เพียงเท่านั้น จุดแสงที่เลือนหายไปนั้นยังเป็นจุดแสงที่แบกรับอารมณ์ร้อนรนและดูแคลนดวงนั้นอย่างแม่นยำอีกด้วย
นัยน์ตาของเฉินผิ่นซานทอประกายวาบ เขาเหม่อมองไปยังรางวงโคจรทางอากาศอันแสนคึกคักนอกหน้าต่างพลาวดำดิ่งสู่ห้วงความคิด
ดั่งคำโบราณที่ว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ แต่สำหรับฉันแล้ว ขอเพียงแค่ระบุจุดแสงที่สอดคล้องกันได้ อารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่ายก็จะถูกมองทะลุปรุโปร่งในพริบตา ต่อให้มิตินี้จะไม่มีประโยชน์ด้านอื่นเลย แต่มันก็ถือเป็นอาวุธลับอันร้ายกาจในการดำเนินชีวิต... ยิ่งไปกว่านั้น มิติจินตภาพนี้จะมีดีอยู่เพียงเท่านี้จริงหรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉินผิ่นซานก็พลันตกอยู่ในอาการเหม่อลอย
"ถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบเรื่องทั้งหมดนี้เสียที..."
เขาพึมพำแผ่วเบา จากนั้นจึงหลับตาลงและใช้ความสามารถในการคำนวณทางจิตเป็นพิเศษที่เคยฝึกฝนมาตั้งแต่สมัยเป็นแฮกเกอร์ เพื่อคลี่แผ่นกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งออกในความทรงจำ
"ข้อแรก ฉันไม่ใช่เฉินผิ่นซาน แต่คือเฉินเซียว"
เฉินผิ่นซานพึมพำด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงตนเองเท่านั้นที่ได้ยิน พลางจดบันทึกถ้อยคำเหล่านี้ลงไป แม้ว่าน้ำเสียงจะเบาบางมาก ทว่ากลับหนักแน่นเป็นอย่างยิ่ง
เฉินเซียวคือชื่อที่แท้จริงของเขา
ใช่แล้ว เขามั่นใจในตัวตนของตัวเองมาก เพราะเขามีประสบการณ์ของตัวเองมานานหลายทศวรรษ ประสบการณ์เหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำ ความทรงจำสร้างสรรค์นิสัย นิสัยหล่อหลอมบุคลิกภาพ และบุคลิกภาพก็หลอมรวมเป็นจิตสำนึก
และเป็นเพราะจิตสำนึกนี่เองที่ทำให้ทุกคนกลายเป็นตัวตนที่พิเศษไม่ซ้ำใคร
ส่วนความทรงจำของร่างนี้ แม้ว่าจะถูกยัดเยียดเข้ามาในจิตสำนึกของเขาอย่างหักโหม แต่มันก็เป็นเพียงแค่วิสัยความทรงจำธรรมดาๆ เท่านั้น
มันเหมือนกับการนั่งดูภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องหนึ่งในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ตัวเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียงแค่ผู้ชมคนหนึ่ง
แม้ว่าจะสามารถสังเกตเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ ทว่ากลับไม่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่เกิดจากประสบการณ์จริงเลย อีกทั้งภาพส่วนใหญ่ในภาพยนตร์ก็ยังคงพร่าเลือน
ไม่มีใครกลายเป็นตัวละครในภาพยนตร์เพียงเพราะแค่นั่งดูมันหรอก
"ในเมื่อตอนนี้ฉันสืบทอดความทรงจำและร่างกายของเขามาแล้ว ย่อมหมายความว่าจิตสำนึกดั้งเดิมของร่างนี้ได้ดับสูญไปแล้ว"
เฉินผิ่นซานพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะขมวดคิ้ว
"ข้อสอง เหตุผลที่ฉันมาปรากฏตัวที่นี่"
เขาครุ่นคิดต่อไป และในขณะที่แผ่นกระดาษแห่งความทรงจำพลิกไหวอย่างแผ่วเบา เขาก็ค่อยๆ นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อคืนนี้เวลาประมาณสองทุ่ม เขากลังท่องเว็บมืดเพื่อค้นหาเหยื่อสำหรับล่าข้อมูล
โดยไม่คาดคิด เขาได้ค้นพบเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน