เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 70 - พลังแห่งศรัทธา ทำเนียบแต่งตั้งเทพ

บทที่ 70 - พลังแห่งศรัทธา ทำเนียบแต่งตั้งเทพ

บทที่ 70 - พลังแห่งศรัทธา ทำเนียบแต่งตั้งเทพ


บทที่ 70 - พลังแห่งศรัทธา ทำเนียบแต่งตั้งเทพ

มิฉะนั้น หากเป็นเหมือนเซี่ยหลิวชิง ที่รวบรวมพลังความศรัทธามาได้เพียงหยิบมือแล้วเก็บไว้ในถุงมือ พอจะใช้ก็ค่อยเอาออกมาใช้ พอไม่ใช้ก็ขี้เกียจจะสนใจ

ทำแบบนี้มันจะไปแข็งแกร่งสักแค่ไหนกันเชียว

พลังความศรัทธาและพลังแห่งการภาวนาของพวกเขาเป็นเพียงแค่การขโมยมาจากรูปปั้นเทพเจ้าเท่านั้น เปรียบเสมือนจอกแหนที่ไร้ราก ซึ่งไม่สามารถดึงเอาประโยชน์ที่แท้จริงของความศรัทธาออกมาใช้ได้เลย

แน่นอนว่าเฉินหงก็จะไม่ยอมเหนื่อยยากไปกับการบริหารจัดการความศรัทธาด้วยตัวเองหรอก และยิ่งไม่คิดว่าตัวเองเป็นมหาเทพอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าจริงๆ ด้วย

ถ้าทำแบบนั้นมันไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากความศรัทธาแล้ว แต่เป็นการถูกพลังแห่งความศรัทธากลืนกินจนกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลยต่างหาก

ธูปเทียนมีพิษ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

หากต้องการจะใช้พลังจากธูปเทียนและการภาวนาอย่างสมบูรณ์แบบ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ...

แน่นอนว่าต้องเป็นการก่อตั้งสวรรค์น่ะสิ

ครอบครองทำเนียบแต่งตั้งเทพ แต่งตั้งทวยเทพ สร้างระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วปล่อยให้มันขับเคลื่อนไป เพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับสรรพสัตว์

ทำแบบนี้ พลังแห่งความศรัทธาถึงจะคงอยู่ได้อย่างยาวนาน

แต่เรื่องที่ยังอยู่ห่างไกลแบบนั้น ตอนนี้เฉินหงยังไม่สนใจที่จะทำหรอก

สำหรับมือใหม่อย่างเขา สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ การใช้พลังความศรัทธาและพลังแห่งการภาวนา มายกระดับพลังบ่มเพาะทางด้านจิตใจของตัวเอง

ดังนั้น เฉินหงจึงโบกมือไล่เซี่ยหลิวชิงและถูจวินฝางออกไป แล้วเริ่มเก็บตัวฝึกตน เพื่อศึกษาพลังแห่งความศรัทธา

เฉินหงเริ่มจากการใช้ความสามารถของหน้ากากเทพเจ้า มาจัดระเบียบพลังความศรัทธาและพลังแห่งการภาวนาของเงาร่างมหาเทพอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าใหม่ทั้งหมด

จากนั้นก็ผนึกมันเอาไว้ แล้วเก็บไว้ในเงาร่าง

เขาปฏิบัติกับเงาร่างแห่งความศรัทธาราวกับเป็นอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่ง และใช้เทคนิคการหลอมอาวุธวิเศษรวมถึงวิชาร้อยหลอมเครื่องกลเทวะเป็นระยะๆ

จากนั้นก็ใช้วิชาคาถาทะลวงสวรรค์สลักยันต์วิถีสายฟ้า อย่างเช่นยันต์อสนีบาตทั้งห้าลงไป เพื่อเสริมสร้างรากฐานของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เฉินหงค่อยๆ ดึงพลังความศรัทธาและพลังแห่งการภาวนาสายหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง

นั่นเป็นคำขอจากชาวนาแก่ๆ ในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกล เขาภาวนาขอให้ท่านเทพประทานฝนลงมาเพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง และยังขอให้ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ขจัดปัดเป่าภัยพิบัติต่างๆ แม้กระทั่งขอให้ลูกสะใภ้ของเขาคลอดลูกชายอ้วนจ้ำม่ำให้เขาสักคน

แถมยังขอให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ และจะดีที่สุดถ้านำพาความร่ำรวยและโชคลาภมาให้ เงินทองไหลมาเทมา

เรื่องนี้ทำเอาเฉินหงถึงกับอึ้งไปเลย

เทพสายฟ้าอย่างเรา รับงานกว้างขวางขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?

เฉินหงตระหนักถึงสิ่งหนึ่งได้

ไม่ต้องไปสนหรอกว่าทวยเทพทำอะไรได้บ้าง ต้องสนว่าสรรพสัตว์ต้องการอะไรต่างหาก

ในโลกยุคปัจจุบันที่มีแต่กิเลสตัณหาและวัตถุนิยมนี้ สรรพสัตว์ต้องการอะไรมากที่สุด?

อย่างแรกคือขอพรเรื่องเงินทอง รับรองได้เลยว่าคนศรัทธาในเทพเจ้าแห่งโชคลาภต้องมีมากกว่ามหาเทพสายฟ้าอย่างแน่นอน

อย่างที่สองคือขอพรเรื่องคู่ครอง ไม่ว่าผู้ชายจะขอสาวสวย หรือผู้หญิงจะขอเนื้อคู่ คนศรัทธาในเฒ่าจันทราก็ต้องมีมากกว่ามหาเทพสายฟ้าอยู่แล้ว

อย่างที่สามคือขอพรเรื่องที่ดิน ความยึดติดของคนจีนที่มีต่อบ้านนั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมาก คนศรัทธาในเทพเจ้าที่ดินมีกว้างขวางที่สุดแล้ว แบบไม่มีใครเทียบได้เลยด้วย

ถ้าเทียบเรื่องความศรัทธาล่ะก็ เทพเจ้าที่ดินนับไม่ถ้วนรวมกัน สามารถจับมหาเทพมาแขวนคอตีได้สบายๆ เลย

อย่างที่สี่คือขอพรเรื่องพลัง เฉินหงได้ยินคนพิสดารหลายคนมาขอพลังจากเขาแล้ว

นักพรตหลายคนสวดภาวนาขอให้เขาช่วยขจัดปัดเป่าวิบากกรรมและภัยพิบัติ เพื่อให้พลังบ่มเพาะก้าวหน้ายิ่งขึ้น

แม้กระทั่งเฉินหงยังเคยได้ยินโอตาคุคนหนึ่งมาขอพลังสายฟ้าจากเขาเลย

เหตุผลก็คือตอนที่เขาอ่านการ์ตูนเรื่องถนนสวรรค์ส่งวิญญาณ เขากลับมีความคิดที่อยากจะได้วิญญาณผู้พิทักษ์ระดับมหาเทพมาครอบครองบ้าง

สีหน้าของเฉินหงในตอนนี้ดูตลกมาก มุมปากของเขากระตุกยิกๆ

ดี ดี ดี แกเป็นโอตาคุท้องถิ่นในโลกคนพิสดารแท้ๆ แต่กลับมาขอวิญญาณผู้พิทักษ์จากโลกถนนสวรรค์ส่งวิญญาณจากข้าเนี่ยนะ?

การปรากฏตัวของพลังแห่งความศรัทธา ทำให้เฉินหงได้เห็นถึงความหลากหลายของมนุษย์ และความน่าตื่นตาตื่นใจของโลกใบนี้

ความปรารถนา ความคิด และประสบการณ์ของแต่ละคน ล้วนมีความแตกต่าง แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันในบางจุด

เฉินหงดำดิ่งลงไปในชีวิตของแต่ละคน ราวกับกำลังเล่นเกมสืบสวนคดีฆาตกรรมอยู่

เฉินหงใช้พลังความศรัทธาและพลังแห่งการภาวนามาขัดเกลาเจตจำนงของจิตวิญญาณตัวเอง แต่เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแปดเปื้อนความปรารถนาและความคิดฟุ้งซ่านของสรรพสัตว์ไปด้วย

เพื่อที่จะขจัดภัยแฝงเหล่านี้ เฉินหงจึงจำใจต้องโคจรวิถีเน่ยตาน เพื่อหล่อหลอมจิตวิญญาณของตัวเอง และขับไล่พิษภัยจากความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไป

เขาถึงขั้นใช้เงาร่างมหาเทพ โคจรวิชาอสนีบาตทั้งห้า ควบคุมสายฟ้าเส้นเล็กๆ มาขัดเกลาจิตวิญญาณ และสลายพิษจากความคิดฟุ้งซ่าน

ในกระบวนการนี้ จิตวิญญาณของเฉินหงก็ยิ่งแข็งแกร่งทนทานมากขึ้นเรื่อยๆ เจตจำนงก็ทรงพลังมากขึ้น และระดับของจิตใจก็สูงส่งยิ่งขึ้น

อาศัยพลังความศรัทธาและพลังแห่งการภาวนา พร้อมกับต้องประลองปัญญากับอารมณ์ด้านลบและความคิดฟุ้งซ่านที่ไร้ระเบียบในความศรัทธานั้นไปด้วย

เฉินหงรู้สึกว่าพลังบ่มเพาะทางด้านจิตใจของเขาพัฒนาเร็วขึ้นกว่าตอนที่ฝึกวิถีเน่ยตานเพียงอย่างเดียวเสียอีก

"ความเร็วในการพัฒนาแบบนี้ ถ้าเทียบกับพวกยอดฝีมือวิถีเทพที่กลืนกินพลังความศรัทธาอันบริสุทธิ์เข้าไปโดยตรง ก็ถือว่าช้ากว่ามาก

แต่ก็ดีตรงที่เป็นการพัฒนาไปทีละก้าว รากฐานมั่นคง

แต่พิษจากธูปเทียนมันก็น่ารำคาญจริงๆ นั่นแหละ ถ้าสามารถหาวิธีกำจัดอารมณ์ด้านลบและความคิดฟุ้งซ่านพวกนี้ไปได้ก็คงจะดี

บางที ประโยชน์ที่แท้จริงของอาวุธเทพ ก็คงจะอยู่ที่ตรงนี้แหละมั้ง

เทพเจ้า อาวุธเทพ ทำเนียบแต่งตั้งเทพ..."

ในขณะที่เฉินหงกำลังหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาพลังความศรัทธาและพลังแห่งการภาวนา สถานการณ์ภายนอกบนภูเขาหลงหู่ก็ค่อยๆ สงบลง

ไฟกองใหญ่ถูกดับลงแล้ว และศพของคนจากพรรคเฉวียนซิ่งก็ถูกคนของบริษัทหน้าตงลากออกไป

กลุ่มคนที่รอดชีวิตมาได้ ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ไม่ได้มีกรรมพัวพันมากนัก พวกเขาถูกสวีซานพาตัวไปสอบสวนที่บริษัท

พรรคเฉวียนซิ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ยอดฝีมือระดับสูงแทบจะถูกกวาดล้างไปจนหมด

เถียนจิ้นจงรอดชีวิตมาได้เพราะคำเตือนของเฉินหง จางหลิงอวี้จึงช่วยเขาเอาไว้ได้ทัน เขาจึงไม่ตาย

เซี่ยเหอถูกพาตัวไปอยู่ต่อหน้าปรมาจารย์สวรรค์ แต่เขาก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจอะไรให้เธอ และปล่อยให้เธอลงเขาไปเอง

ปรมาจารย์สวรรค์ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ในการไล่จางหลิงอวี้ลงเขาไปด้วย แน่นอนว่าจุดประสงค์ก็เพื่อให้เขาได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง และขัดเกลาจิตใจแห่งเต๋าที่แท้จริงออกมา

ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้น ก็คงต้องดูวาสนาของเขาเองแล้วล่ะ

เป็นไปตามคาด ท้ายที่สุดแล้ว จางฉู่หลานก็ไม่ได้รับสืบทอดตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์อยู่ดี

ไอ้เด็กจอมกะล่อนคนนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากถูกจำกัดด้วยตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์ ไม่รู้ว่ากำลังคิดแผนชั่วอะไรอยู่ในใจกันแน่

ส่วนหม่าเซียนหง เขาก็เล็งผู้ใช้วิชาอาคมสองคนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว

หลังจากที่ทั้งสองคนลงเขาไปแล้ว เขาก็แอบตามไปและหลอกล่อพวกเขากลับไปยังหมู่บ้านปี้โหยว

จูเก๋อชิงที่ได้ประจักษ์ถึงความเก่งกาจของยอดฝีมือทั่วแผ่นดิน ย่อมไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดาของตัวเอง เขาต้านทานความเย้ายวนของวิชาร้อยหลอมเครื่องกลเทวะไม่ไหว จึงยอมตามไปที่หมู่บ้านปี้โหยวด้วย

เพื่อที่จะช่วยไอ้บ้าจูเก๋อชิง หวังเหย่ก็เลยจำใจต้องเข้ามายุ่งเรื่องวุ่นวายนี้ด้วย

แถมไอ้หมอนี่ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอีกแล้ว

หลังจากที่ได้พบกับหม่าเซียนหง เขาก็ได้ทำนายดวงให้หม่าเซียนหงไปหนึ่งครั้ง

ทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่หม่าเซียนหงกำลังจะทำนั้นยิ่งใหญ่มาก และจะส่งผลกระทบต่อสรรพสัตว์ทั่วแผ่นดิน

ดังนั้น เขาจึงคิดอยากจะหยุดยั้งหม่าเซียนหงอีกแล้ว

ได้แต่บอกว่าสันดอนขุดได้ สันดานขุดไม่ได้ คนที่มีนิสัยชอบขี้เป็นห่วงมาตั้งแต่เกิดอย่างเขา พอถูกเฉินหงรักษาอาการป่วยที่ซ่อนอยู่จากวิชาเฟิงโฮ่วฉีเหมินจนหายดีแล้ว เขาก็อยากจะกระโดดโลดเต้นขึ้นมาอีกครั้ง

"ฉันเปลี่ยนไอ้โรคจิตเฉินหงไม่ได้ แล้วจะเปลี่ยนหม่าเซียนหงตัวเล็กๆ อย่างแกไม่ได้เชียวเหรอ?"

"น้ำหนักของโชคชะตาต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ หม่าเซียนหงตัวน้อยๆ จัดการง่ายนิดเดียว"

ด้วยเหตุนี้ แผนการเตาหลอมของหม่าเซียนหง จึงได้เริ่มต้นขึ้น

ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหน้าตงก็เริ่มจับตามองชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันอย่างเฉินหง และจัดให้เฉินหงเป็นคนพิสดารที่เป็นภัยคุกคามอันดับสองรองจากปรมาจารย์สวรรค์ หรืออาจจะเทียบเท่าเป็นอันดับหนึ่งเลยด้วยซ้ำ

สำหรับตัวตนของเฉินหง ว่าจะจัดการด้วยทัศนคติแบบไหน ตอนนี้ได้แตกออกเป็นสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้องการกดดันและฝ่ายที่ต้องการดึงตัวมาเป็นพวก การตัดสินใจยังไม่เป็นเอกฉันท์ สถานการณ์ยังคงไม่ชัดเจน

ส่วนชวีถงแห่งองค์กรเย่าซิงนั้น ได้จับตามองเฉินหงมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

ตั้งแต่ที่เฉินหงพาตัวหม่าเซียนหงไป ชวีถงก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์เฉินหงอย่างใกล้ชิดมาตลอด

เพียงแต่เธอยังไม่ค่อยแน่ใจในความแข็งแกร่งและเป้าหมายของเฉินหง ในตอนนี้จึงได้แต่นิ่งเฉยดูสถานการณ์ไปก่อน

รอจนกว่าเธอจะสืบข้อมูลของเฉินหงจนแน่ชัดแล้ว เธอจะต้องวางแผนรับมือกับเฉินหงอย่างแน่นอน

สำหรับคนที่มีแต่แผนการเจ้าเล่ห์เต็มหัวอย่างเธอ เฉินหงก็เปรียบเสมือนฮันนี่แบดเจอร์แอฟริกา ที่เดินชนดะไปทุกที่ และง่ายมากที่จะทำให้กระดานหมากรุกของเธอพังพินาศป่นปี้

เธอไม่สามารถทนต่อตัวแปรที่ยิ่งใหญ่ และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเธอแบบนี้ได้หรอก

หลังจากเสียงฟ้าร้องผ่านพ้นไปหนึ่งคืน ทั่วทั้งใต้หล้าดูเหมือนจะสงบสุขอยู่บนพื้นผิว แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังกลับมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว และพร้อมที่จะปะทุขึ้นมา

พลังที่เฉินหงแสดงออกมา ทำให้หลายคนรู้สึกนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว

นอกจากบริษัทหน้าตงแล้ว ก็ยังมีตระกูลหวัง หวังอ่ายทั้งเกลียดและกลัวเฉินหง เขาคอยหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดตลอดเวลา ราวกับงูพิษที่รอคอยโอกาสในการฉกให้ตายในครั้งเดียว

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เฉินหง (โลกคนพิสดาร) จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและมีฝูงหมาป่าล้อมรอบนี้อย่างไรในภายหลัง

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หลังจากที่กลับมาจากพื้นที่แบ่งปัน เฉินหง (โลกมือถือวิเศษ) ก็เริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของเขาแล้วเช่นกัน

ปี 2006

เมืองซื่อจิ่ว เขตซีเฉิง

"ขายปิ่งย่างจ้า~~"

"ปิ่งย่างชิ้นละหนึ่งหยวนเท่านั้นจ้า!"

"ขายปาท่องโก๋จ้า~~ หนึ่งหยวนได้สองตัวเลย"

"ขนมแป้งทอด ขนมแป้งทอดเพิ่งขึ้นจากเตาร้อนๆ..."

"ซุปลูกชิ้นแป้งถั่ว ได้เต็มชามใหญ่ๆ เลยจ้า"

"ซาลาเปาโก่วปู้หลี่เทียนจิน ซาลาเปาโก่วปู้หลี่เทียนจินของแท้!"

"นายท่าน รับสักลูกไหมครับ รับรองว่าอร่อยแน่นอน"

เฉินหงได้กลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยมาจากแผงขายอาหารเช้า จนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ

"เถ้าแก่ ขอซาลาเปาโก่วปู้หลี่หนึ่งเข่ง ซุปลูกชิ้นแป้งถั่วหนึ่งชาม แล้วก็ปาท่องโก๋อีกสองตัวครับ"

"เอ๊ะ? นี่ประธานเฉินไม่ใช่เหรอครับเนี่ย?"

"คุณมาทานอาหารเช้าที่ตรอกนี้อีกแล้วเหรอครับ เจ้านายใหญ่ที่ทำตัวติดดินแบบคุณหาไม่ได้ง่ายๆ แล้วนะครับเนี่ย"

เถ้าแก่แผงขายอาหารเช้าถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชม และทักทายอย่างกระตือรือร้น

เฉินหงหัวเราะฮ่าๆ "ฮ่าฮ่า เหล่าหม่า ฉันจะเป็นเจ้านายใหญ่อะไรกันล่ะ

เลิกเรียกประธานเฉินๆ สักทีเถอะ ก็แค่ทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ พอหาเลี้ยงครอบครัวไปวันๆ เท่านั้นแหละครับ"

"โอ๊ย คุณอย่าถ่อมตัวไปเลยครับ ใครบ้างจะไม่รู้ว่าประธานเฉินอายุน้อยขนาดนี้ ก็ได้เป็นถึงประธานของ 【กลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์กาแล็กซี】 แล้ว ช่างเป็นคนหนุ่มที่อนาคตไกลจริงๆ"

"ถ้าธุรกิจของคุณเรียกว่าธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ แล้วแผงขายอาหารเช้าของผมมันจะไม่กลายเป็นแผงขอทานไปเลยเหรอครับ?"

"ฮ่าฮ่า เกินไปแล้วๆ ก็แค่ทำมาหากินไปวันๆ เหมือนกันนั่นแหละครับ

เหล่าหม่า คุณก็รู้นี่นา

เด็กกำพร้าที่ไม่มีเส้นสายแบบฉัน ต้องมาดิ้นรนหากินในวงการอสังหาริมทรัพย์แบบนี้

ใช้ชีวิตได้เหมือนกับกำลังเดินอยู่บนน้ำแข็งบางๆ เลยล่ะครับ"

"เฮ้อ นั่นสิครับ นั่นสิครับ"

เหล่าหม่าส่ายหน้าติดๆ กัน พร้อมกับถอนหายใจออกมา

แต่พอคิดได้ว่าตัวเองต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อมาขายอาหารเช้า ต้องทนตากแดดตากลม แต่กลับสู้แม้กระทั่งเด็กกำพร้าอย่างเฉินหงไม่ได้เลย

เขาก็รู้สึกบอกไม่ถูกขึ้นมาทันทีว่ากำลังรู้สึกยังไงกันแน่

นี่ฉันกำลังสงสารเจ้านายใหญ่อยู่เหรอเนี่ย จริงดิ?

เฉินหงสวมชุดสูทผูกเนคไททับเสื้อเชิ้ตสีขาว สวมรองเท้าหนัง และหวีผมเปิดหน้าผาก ช่างหล่อเหลาเอาการซะเหลือเกิน

ดูสุภาพเรียบร้อย หล่อเหลาหาใครเปรียบ แต่งตัวซะดูดี อ๊ะ ถุย! หน้าตาหล่อเหลาคมคายต่างหาก

สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับนักธุรกิจหนุ่มในหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างประธานโหยวสัวเหวย แห่งบริษัทอาหารเอริคได้สบายๆ เลย

ดีไม่ดี อาจจะหล่อกว่าด้วยซ้ำไป

และที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้นก็คือ เฉินหงเป็นคนที่ติดดินมากๆ

เขานั่งลงบนโต๊ะพับราคาถูก ก้นที่สวมกางเกงสูทนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกโดยไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย

รองเท้าหนังขัดมันเงาวับเหยียบอยู่บนพื้นซีเมนต์ของตรอก ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

เฉินหงทอดสายตามองออกไป ตลอดทั้งตรอกนี้ล้วนเต็มไปด้วยแผงขายอาหาร

เสียงร้องขายอาหารเช้าจากแผงต่างๆ ดังระงม เปลวไฟจากถังแก๊สลุกโชนพร้อมกับเสียงตะหลิวผัดกระทะเหล็ก

ซาลาเปาหลายเข่งวางซ้อนกันนึ่งอยู่บนเตาถ่านรังผึ้ง

มีขายทุกอย่าง เน้นไปที่กลิ่นอายของวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแท้จริง

เฉินหงดื่มด่ำไปกับรสชาติอาหารและกลิ่นอายวิถีชีวิตชาวบ้านในเมืองซื่อจิ่ว พลางถอนหายใจออกมาในใจ

เขาเริ่มครุ่นคิดเงียบๆ

เขาเพิ่งกลับมาจากพื้นที่แบ่งปัน และได้รับเทคโนโลยีการสร้างเกราะพยัคฆ์ปฐพี และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับทีไวรัสมา

ดังนั้นหลังจากทานอาหารและเช็คบิลเสร็จแล้ว เฉินหงจึงรีบกลับไปยังคฤหาสน์ที่เขาซื้อเอาไว้เป็นอันดับแรก

หลังจากโทรศัพท์ไปหาสะเลขาของบริษัท เพื่อให้ส่งวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดมาให้แล้ว

เฉินหงก็ใช้เวลาไม่นานในการสร้างเกราะพยัคฆ์ปฐพีขึ้นมา

เมื่อมองดูอุปกรณ์อัญเชิญเกราะพยัคฆ์ปฐพี เฉินหงก็รู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นไปอีก

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสร้างโทรศัพท์มือถือเลียนแบบซ่าหนิวขึ้นมาอีกเครื่องหนึ่ง โดยตั้งชื่อว่า "ไท่จื่อ"

"เท่านี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องการใช้งานที่ผิดกฎหมายของซ่าหนิวได้แล้วใช่ไหมล่ะ?"

"สัญญาณเตือนภัย สัญญาณเตือนภัย ตรวจพบการเข้าใกล้ด้วยเจตนาร้าย ต้องการเปิดใช้งานระบบรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือไม่?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 70 - พลังแห่งศรัทธา ทำเนียบแต่งตั้งเทพ

คัดลอกลิงก์แล้ว