- หน้าแรก
- เมื่อตัวฉันในต่างมิติรวมพลังกัน การวิวัฒนาการไร้ขีดจำกัดจึงเริ่มขึ้น
- บทที่ 42 - ห้าองครักษ์เงา
บทที่ 42 - ห้าองครักษ์เงา
บทที่ 42 - ห้าองครักษ์เงา
บทที่ 42 - ห้าองครักษ์เงา
"ทีไวรัสชนิดนี้ เป็นไวรัส RNA ซึ่งมีคุณสมบัติในการเสริมสร้างและจัดเรียงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่
ไวรัสชนิดนี้ยังสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายของโฮสต์ให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งระบบเผาผลาญที่รวดเร็วนี้ ก็จะช่วยให้โฮสต์มีความสามารถในการฟื้นฟูบาดแผลได้อย่างรวดเร็ว
ในทางทฤษฎีแล้ว ทีไวรัสนี้ มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะทำให้ขาทั้งสองข้างและดวงตาของคุณงอกกลับคืนมาได้ และช่วยให้ผู้พิการกลับมามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอีกครั้ง
ไม่ทราบว่าคุณสนใจหรือเปล่า?"
เมื่อข่าหลุนได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเฉินหงเป็นเพียงการวาดฝันลมๆ แล้งๆ ให้ฟังเท่านั้น
ไม่นึกเลยว่า ฝันลมๆ แล้งๆ นั้น จะมีโอกาสเป็นจริงขึ้นมาได้ แม้ตอนนี้จะยังคว้าไว้ไม่ได้ก็ตาม
"สนใจสิ ผมสนใจมากๆ เลยครับ"
"ฮ่าๆ คุณอย่าเพิ่งดีใจไป ทีไวรัสชนิดนี้มีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก มันจะทำลายเปลือกสมองของผู้ติดเชื้อ ทำให้สติปัญญาลดลงอย่างรุนแรง
ในขณะเดียวกัน อัตราการเผาผลาญพลังงานก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ทำให้ผู้ติดเชื้อรู้สึกหิวโหยอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากไม่มีพลังงานเพียงพอ พวกมันก็จะ... กินคน"
"กินคน?" ข่าหลุนตกใจ
"ฮ่าๆ เพราะฉะนั้น มันถึงได้อันตรายมากไง ฉันยังต้องใช้เวลาอีกสักพักในการทำให้มันปลอดภัย"
"อีกอย่าง ไวรัสชนิดนี้จะได้ผลดีที่สุดกับตัวอ่อน (หรือทารกในครรภ์ระยะแรก) แต่สำหรับผู้ใหญ่ จำเป็นต้องหาวิธีหลบเลี่ยงการต่อต้านของระบบภูมิคุ้มกัน และแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนพลังงานให้ได้เสียก่อน"
"เพราะงั้น ฉันก็เลยยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก ข่าหลุน"
"รอให้คุณจัดการงานทางนี้เสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ ฉันจะเรียกตัวคุณกลับมา เพื่อให้คุณเข้ามาดูแลโปรเจกต์นี้ด้วยตัวเอง"
"ครับ เจ้านาย" ต่อให้ข่าหลุนจะกระหายอยากกลับมามีร่างกายสมบูรณ์มากแค่ไหน เขาก็ทำได้เพียงอดทนรอต่อไปเท่านั้น
"งั้นก็เอาตามนี้แหละ ไว้มีเวลาเราค่อยคุยกันใหม่"
"ครับ เจ้านาย"
เฉินหงปัดก้นลุกขึ้น ขี่ยานพยัคฆ์จักรพรรดิจากไป
ทิ้งความวุ่นวายไว้ให้เจี้ยหวังเป็นคนตามล้างตามเช็ด
เฉินหงขี่มอเตอร์ไซค์กินลมชมวิวอยู่บนท้องฟ้า มองดูยานพยัคฆ์จักรพรรดิที่เพิ่งอัปเกรดมาด้วยความชื่นชม
ยานพยัคฆ์จักรพรรดิที่อัปเกรดแล้ว ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่ดูดีขึ้น ตัวรถสีทองอร่าม ดีไซน์สุดเท่ แต่พลังทำลายล้างก็ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย
อานุภาพของปืนเลเซอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การยิงทำลายยอดเขาเล็กๆ ให้ราบเป็นหน้ากลองไม่ใช่เรื่องยากเลย หากนำไปใช้ยิงพวกสัตว์ประหลาดก่อนหน้านี้ คงยิงทีเดียวกระจุยเป็นตัวๆ แน่นอน
แถมความเร็วยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ใช้เวลาเร่งความเร็วน้อยลง และมีกำลังเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น แต่ยังสามารถทำความเร็วได้เหนือกว่าความเร็วแสง จนสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อีกด้วย
ใช่แล้ว ยานพยัคฆ์จักรพรรดิสามารถเดินทางข้ามเส้นเวลาได้แล้ว
ตราบใดที่มีพลังงานเพียงพอ จะย้อนเวลากลับไปไกลแค่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพันปี หรือแสนปี ก็ไม่ใช่ปัญหา
"ซ่าหนิว วิเคราะห์ตัวเอง"
"เป้าหมายการวิเคราะห์: เกราะพยัคฆ์จักรพรรดิสยบโลกันตร์"
"กำลังวิเคราะห์..."
"10%, 20%, 30%..."
"เป้าหมายการวิเคราะห์: ยานพยัคฆ์จักรพรรดิ"
"กำลังวิเคราะห์..."
"10%, 20%, 30%..."
...
ในเวลาเดียวกัน
ณ แดนทมิฬ
ห้าองครักษ์เงายืนอยู่บนยอดเขาเล็กๆ ที่ลอยกลับหัวอยู่ กำลังจ้องมองภาพโฮโลแกรมที่ฉายอยู่เบื้องหน้า
ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นฉากที่เฉินหงบุกเดี่ยวเข้าปะทะกับฝูงสัตว์ประหลาดและเข่นฆ่าพวกมันอย่างดุเดือด
รวมถึงฉากที่อัปเกรดเป็นเกราะพยัคฆ์จักรพรรดิสยบโลกันตร์และจัดการเจี้ยหวังจนราบคาบด้วย
"ผู้ชายคนนี้... ผู้ชายคนนี้ น่ากลัวเกินไปแล้ว!"
องครักษ์วารีชี้นิ้วที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวไปที่เฉินหง
"แข็งแกร่งเกินไป ข้าไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะเอาชนะเขาได้ หากต้องสู้กันแบบตัวต่อตัว"
องครักษ์สุวรรณเริ่มสูญเสียความมั่นใจ
"อย่าเพิ่งตัดพ้อทำลายกำลังใจฝ่ายตัวเองสิ ถ้าสู้ตัวต่อตัวไม่ไหว พวกเราก็รุมกินโต๊ะมันสิ"
องครักษ์พฤกษาพยายามเรียกขวัญและกำลังใจ "ปีนี้เป็นปีที่พวกเราแข็งแกร่งที่สุดในรอบพันปีเลยนะ ทุกคนต้องมีความเชื่อมั่นสิ"
องครักษ์ปฐพีชี้ไปที่ภาพฉากที่เฉินหงกวัดแกว่งดาบสังหารฝูงสัตว์ประหลาดที่รุมล้อมเขาจนตายเป็นเบือ แล้วเอ่ยถามเสียงอ่อย
"เจ้าแน่ใจนะ ว่าการรุมกินโต๊ะมันจะได้ผลน่ะ?"
องครักษ์อัคคีแผดเสียงด้วยความหัวร้อน "จะกลัวอะไรวะ?"
"มันไม่มีทางฆ่าพวกเราได้หมดก่อนที่พลังงานของชุดเกราะจะหมดหรอกน่า"
องครักษ์พฤกษา: ...
องครักษ์ปฐพี: ...
องครักษ์สุวรรณ: ...
องครักษ์วารี: ...
"พวกเจ้ามองหน้าข้าทำไม?" องครักษ์อัคคีทำหน้างง "ข้าพูดอะไรผิดงั้นรึ?"
เหล่าองครักษ์เงาต่างพากันเงียบกริบ
"อะแฮ่ม ข้าว่านะ พวกเราควรจะซุ่มกบดานและสะสมกำลังไปก่อนดีกว่า"
องครักษ์วารีซึ่งมีพลังอ่อนแอที่สุด เอ่ยข้อเสนออย่างกระอักกระอ่วน
"ข้าก็เห็นด้วยนะ" องครักษ์พฤกษาผู้เป็นกุนซือกล่าวเสริม "พวกวีรบุรุษเกราะเองก็ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรอก ข้าว่าพวกเราควรหาทางยุแยงให้พวกมันแตกคอกันเอง เพื่อบั่นทอนกำลังของพวกมันดีกว่า"
"ข้าว่านะ ไอ้เจ้าคนที่ใช้เกราะแรดทมิฬนั่นแหละ เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดในการสร้างความแตกแยก
เราต้องกระตุ้นไฟแห่งความขัดแย้งในใจของมันให้ออกมา"
"ส่วนคนที่เรียกเกราะมังกรเพลิงนั่น ก็ดูไม่ค่อยอยากจะต่อสู้สักเท่าไหร่ หมอนั่นไม่ได้ออกปฏิบัติการมาพักใหญ่แล้วไม่ใช่รึ? แถมยังมีเรื่องบาดหมางกับคนเรียกเกราะแรดทมิฬอีก"
"แล้วก็ยังมีคนที่เรียกเกราะมาสทิฟฟ์หิมะนั่นอีก หมอนั่นก็ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกมันซะทีเดียว ก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นคนของโลกมืดของเรา ในช่วงเวลาสำคัญ เราสามารถใช้หมอนั่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นความขัดแย้งของพวกมันได้"
"หึ คิดจะหนีไปจากโลกมืดของเรา มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ"
"ส่วนเจ้าคนที่แข็งแกร่งที่สุด ที่เรียกเกราะพยัคฆ์ปฐพีนั่น..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ องครักษ์พฤกษาก็หยุดพูดไปเสียดื้อๆ และลูบคางอย่างครุ่นคิด
"ชายคนนี้ สามารถอัปเกรดเกราะพยัคฆ์ปฐพีธรรมดาๆ ให้กลายเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ"
"ค้นดูในประวัติศาสตร์ทั้งหมดตลอดห้าพันปีที่ผ่านมา ก็ไม่เคยพบเห็นผู้เรียกเกราะคนไหนที่จะบ้าระห่ำขนาดนี้มาก่อน"
"แต่โชคดีที่หมอนั่นมีตัวคนเดียว แถมดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกมันด้วย"
"แบบนี้ก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ หวาดกลัวก็แต่ตอนที่หมอนั่นอัญเชิญไอ้ตัวประหลาดนั่นออกมา"
"ไอ้ตัวประหลาดนั่น!!!"
เมื่อพูดถึงสิ่งนี้ เหล่าองครักษ์เงาทั้งห้าต่างก็แสดงสีหน้าหวาดหวั่นออกมาพร้อมกัน
"นั่นสินะ นั่นสินะ เมื่อเทียบกับไอ้ตัวประหลาดนั่นแล้ว ไอ้เกราะพยัคฆ์จักรพรรดิสยบโลกันตร์อะไรนี่ ถึงจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ก็ยังห่างชั้นกันอยู่เยอะ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย"
องครักษ์สุวรรณผู้แข็งแกร่งที่สุดเริ่มกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
"ศัตรูอ่อนแอกระจัดกระจาย ชัยชนะตกเป็นของเราแน่นอน!"
องครักษ์อัคคีหัวเราะอย่างชั่วร้าย
...
ในขณะที่ห้าองครักษ์เงากำลังวางแผนร้ายอยู่นั้น เฉินหงก็เตรียมตัวไปตามนัดแล้ว
"การวิเคราะห์ข้อมูลเกราะพยัคฆ์จักรพรรดิสยบโลกันตร์อย่างละเอียดเสร็จสมบูรณ์"
พอดีกับที่เฉินหงได้รับข้อความแจ้งที่อยู่จากหมิ่นสือ
"งั้นก็เดินทางกันเลย!"
เฉินหงขี่ยานพยัคฆ์จักรพรรดิ พุ่งทะยานข้ามระยะทางกว่าสามสิบกิโลเมตร มาถึงร้านอาหารที่หมิ่นสือจองไว้ในพริบตา
สิ่งที่ทำให้เฉินหงประหลาดใจก็คือ คุณหนูผู้ร่ำรวยอย่างหมิ่นสือ กลับไม่ได้จองร้านอาหารในโรงแรมหรูๆ แต่กลับเลือกร้านอาหารที่ดูธรรมดาๆ
หลังจากปลดเกราะออก เขาก็เดินเข้าไปในร้าน
"ทางนี้ ทางนี้!"
เฉินหงหันไปมอง ก็เห็นหมิ่นสือกำลังโบกมือเรียกเขาอยู่
เฉินหงยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าไปหา
"ฉันไม่ค่อยมีเงินน่ะ เลยไม่ได้จองโรงแรมหรูๆ คุณคงไม่ถือสาใช่ไหมคะ"
หมิ่นสือยิ้มพลางเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามให้เฉินหงนั่ง
"จะถือสาได้ยังไงล่ะ"
เฉินหงก็ยิ้มตอบ "ผมไม่ใช่พวกที่มองคนจากฐานะหรอกนะ"
"ผมเองก็ยากจนเหมือนกัน เคยแบกอิฐในไซต์ก่อสร้างมาแล้วด้วยซ้ำ ทำงานเหนื่อยแทบตายทั้งวัน ได้เงินแค่วันละสองร้อยกว่าบาทเอง"
เฉินหงเริ่มการหยั่งเชิงของเขา
"เอ๋? คุณเคยแบกอิฐด้วยเหรอคะ?" หมิ่นสือทำหน้าประหลาดใจ "ดูไม่เหมือนเลยแฮะ"
เมื่อเห็นเฉินหงยังคงรักษารอยยิ้มไว้ หมิ่นสือก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
"อย่าเข้าใจผิดนะคะ ฉันไม่ได้ดูถูกคนแบกอิฐนะ"
"ฉันเองก็เป็นแค่พนักงานเสิร์ฟในร้านขายเกี๊ยวเหมือนกันค่ะ"
"งานทุกงานมีเกียรติเท่าเทียมกัน ไม่มีงานไหนต่ำต้อยหรอกค่ะ"
ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ เฉินหงคงไม่เชื่อหรอก
ผู้หญิงที่ไม่มองคนที่เงินทองน่ะมีน้อยซะยิ่งกว่าน้อย
แต่พอเป็นหมิ่นสือพูด เขาเชื่อ
อย่าถามเลยว่าทำไม ก็เพราะว่าอ่านสคริปต์มาแล้วไง ขืนยังดูไม่ออกก็โง่เต็มทีแล้ว
(จบแล้ว)