- หน้าแรก
- ผมเป็นแค่ขันที แต่ขอสั่งการทั้งแผ่นดิน
- บทที่ 70 - สังหารเสนาบดีกรมอาญาและกรมกลาโหมติดต่อกัน ราชสำนักสั่นคลอน
บทที่ 70 - สังหารเสนาบดีกรมอาญาและกรมกลาโหมติดต่อกัน ราชสำนักสั่นคลอน
บทที่ 70 - สังหารเสนาบดีกรมอาญาและกรมกลาโหมติดต่อกัน ราชสำนักสั่นคลอน
ตาเฒ่าเสนาบดีกรมกลาโหมถึงกับเอาหัวโขกสิงโตหินหน้าประตูวังจนตายจริงๆ อย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นคนหัวรั้นเสียนี่กระไร หลินอีชิวอดไม่ได้ที่จะลูบสันจมูกตนเอง ในอดีตมีจูกัดเหลียงที่ใช้แผนยั่วโมโหจิวยี่จนตาย มาวันนี้เขากลับใช้คำพูดทำให้เสนาบดีกรมกลาโหมหลี่จี๋โกรธจนอกแตกตายได้ เรื่องนี้คงมากพอที่จะทำให้ชื่อเสียงของเขาถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แล้ว!
"อืม ข้ารู้แล้ว!" เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินอีชิวก็พยักหน้าแล้วมุ่งหน้าไปยังท้องพระโรง
ยามนี้ภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางบุ๋นบู๊คนสำคัญในราชสำนัก องค์หญิงทั้งสามพระองค์ก็ประทับอยู่ที่นี่ด้วย แม้แต่แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินเหนียนเหยาก็มาร่วมประชุมด้วยเช่นกัน
ทันทีที่หลินอีชิวก้าวเข้าไปในท้องพระโรง เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงสายตาอันเย็นชาและไร้ความปรานีของแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินเหนียนเหยาที่จ้องมองมา เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะข่มขวัญเขาตั้งแต่เริ่ม เพราะเสนาบดีกรมอาญาต้วนซ่างหมิงมักจะสนิทสนมกับเหนียนเหยามาโดยตลอด ยามนี้เมื่อเสนาบดีกรมอาญาถูกเขาตัดหัว ย่อมทำให้แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินอย่างเหนียนเหยารู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างแน่นอน
ทว่าหลินอีชิวกลับคร้านที่จะสนใจเขา เขาเดินตรงเข้าไปทำความเคารพฮองเฮาทันที "กระหม่อมอวี่ฮว่าเฉินถวายบังคมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อระดับการฝึกฝนเพิ่มสูงขึ้น บุคลิกของหลินอีชิวก็ยิ่งดูสง่างามและหลุดพ้นจากทางโลกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทันทีที่เขาปรากฏตัว ไม่เพียงแต่จะดึงดูดสายตาขององค์หญิงทั้งสามพระองค์เท่านั้น ทว่าแม้แต่ตู๋กูฮองเฮาก็ยังรู้สึกใจสั่นไปชั่วขณะ
จนกระทั่งเขาเอ่ยปาก ตู๋กูฮองเฮาถึงได้ดึงสติกลับมา จากนั้นพระนางก็กวาดสายตามองขุนนางบุ๋นบู๊ที่อยู่ในเหตุการณ์ทีละคนก่อนจะตรัสว่า "อวี่ตู้จู ได้ยินเหล่าขุนนางบอกว่าเจ้าไม่เพียงแต่สังหารนายน้อยโหวซือหม่าเฟิงที่หน้าประตูวัง ทว่ายังบีบบังคับให้เสนาบดีเฒ่าหลี่จี๋แห่งกรมกลาโหมต้องตายอีกด้วย เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?"
เห็นได้ชัดว่าตู๋กูฮองเฮาเองก็ถูกเหล่าขุนนางบีบบังคับให้มาไต่สวนหลินอีชิวที่ท้องพระโรงแห่งนี้ พระนางก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน
และเมื่อตู๋กูฮองเฮาตรัสจบ หลินอีชิวก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสายตาของเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในเหตุการณ์ต่างก็จ้องมองมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียงราวกับมีดเชือดหมู หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ เขาคงถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้ว
แต่ยิ่งพวกเขาทำเช่นนี้ หลินอีชิวก็ยิ่งนิ่งเฉยมากขึ้นเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าการตายของเสนาบดีกรมอาญาและกรมกลาโหมทำให้เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในที่นี้ต่างก็หวาดผวา
เพราะด้วยสถานะและตำแหน่งของพวกเขาย่อมไม่มีผู้ใดที่มีเบื้องหลังขาวสะอาด เมื่อก่อนแม้อวี่ฮว่าเฉินจะมีหน้าที่ตรวจสอบขุนนาง แต่เนื่องจากขั้วอำนาจในเมืองหลวงนั้นซับซ้อน เขาจึงไม่อาจล่วงเกินคนหมู่มากได้ ดังนั้นบางครั้งเขาจึงแกล้งหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไป ด้วยเหตุนี้กรมอาญา กรมกลาโหม และเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่อยู่ในที่นี้จึงยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาได้
ทว่ายามนี้เมื่อเขาสวมรอยเป็นอวี่ฮว่าเฉินและได้กำจัดเสนาบดีกรมอาญาและกรมกลาโหมไปติดต่อกัน พวกเขาย่อมต้องหวาดผวาและจำต้องรวมพลังกันเพื่อต่อกรกับเขาอย่างแน่นอน
แต่ในการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือ สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดก็คือความตื่นตระหนก เพราะเมื่อใดที่ตื่นตระหนกก็ยิ่งมีช่องโหว่มากขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่าขยับเข้าใกล้ความตายไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว!
"ทูลฮองเฮา สาเหตุที่กระหม่อมสังหารซือหม่าเฟิงก็เป็นเพราะซือหม่าเฟิงไร้มารยาทและเอ่ยปากด่าทอกระหม่อมก่อนพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมดูแลซีฉ่าง ย่อมเป็นตัวแทนขององค์จักรพรรดิและฮองเฮา ทว่าซือหม่าเฟิงทั้งที่รู้สถานะของกระหม่อมแต่กลับยังกำเริบเสิบสาน ย่อมถือเป็นการลบหลู่ความน่าเกรงขามของราชสำนักต้าเฉียน สมควรถูกประหารชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ส่วนใต้เท้าหลี่ เขาเป็นผู้รับผิดชอบการต้อนรับซือหม่าเฟิงในครั้งนี้ ทว่ากลับปล่อยให้เกิดเหตุสลดขึ้น เขารู้ตัวดีว่าชื่อเสียงในบั้นปลายชีวิตต้องป่นปี้ จึงเลือกที่จะเอาหัวโขกประตูวังตายเพื่อชดใช้ความผิด ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระหม่อมเลยแม้แต่น้อย ทว่าคนที่นำเรื่องนี้มากราบทูลใส่ร้ายกระหม่อมต่อหน้าฮองเฮาต่างหากที่มีเจตนาชั่วร้ายและคิดจะทำลายราชสำนัก คนพวกนี้ต่างหากที่สมควรตายพ่ะย่ะค่ะ!"
หลินอีชิวยกยิ้มมุมปากและกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาพูดเน้นย้ำทีละคำอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม
ในฐานะปรมาจารย์ระดับชี้ลี้ลับ กลิ่นอายและความน่าเกรงขามของเขาย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถทนรับได้
ดังนั้นทันทีที่เขาพูดจบ นอกเหนือจากแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินเหนียนเหยาและองค์หญิงทั้งสามอย่างเซี่ยรั่วปิงแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง พวกเขารู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาทำให้พวกเขารู้สึกหวาดผวา
โดยเฉพาะขุนนางหลายคนที่พูดจาใส่สีตีไข่เพื่อใส่ร้ายหลินอีชิวต่อหน้าตู๋กูฮองเฮา ยิ่งสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ภายในใจลึกๆ หวาดกลัวจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
"หึ!" ในตอนนั้นเอง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินเหนียนเหยาก็แค่นเสียงเย็นชา เขาวางถ้วยชาในมือลงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า "อวี่ตู้จู ไม่ได้พบกันเสียนาน ฝีปากของท่านช่างเก่งกาจขึ้นมากเลยนะ หากพูดถึงเรื่องฝีปาก ข้าว่าในที่นี้คงไม่มีผู้ใดเทียบท่านได้ ทว่าในฐานะผู้บัญชาการซีฉ่าง ท่านมีหน้าที่ตรวจสอบขุนนางและธำรงไว้ซึ่งกฎหมายของราชสำนัก การทำงานเพื่อราชสำนักคงจะอาศัยแค่ฝีปากอย่างเดียวไม่ได้ ควรจะสร้างผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันเสียบ้างถึงจะถูก!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ขุนนางคนอื่นๆ ก็รีบเอ่ยสนับสนุนทันทีว่าสิ่งที่ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวนั้นถูกต้องแล้ว
ในฐานะขุนนางแห่งราชสำนัก พวกเขาสามารถเปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็วจริงๆ เมื่อครู่ยังหวาดผวาจนไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก ทว่าตอนนี้เมื่อมีเหนียนเหยาเป็นที่พึ่งและเป็นผู้นำ พวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
เพราะในสายตาของพวกเขา แม้หลินอีชิวในยามนี้จะเย่อหยิ่งจองหอง ทว่าเหนียนเหยาก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดิน มีป้ายอาญาสิทธิ์ที่สามารถสังหารก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีกองกำลังทหารม้าฝีมือดีอยู่ถึงแปดแสนนาย ซึ่งมากพอที่จะปราบปรามหลินอีชิวได้อย่างราบคาบ
"สร้างผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นท่านแม่ทัพใหญ่คิดว่าในยามนี้ข้าควรจะทำสิ่งใดดีล่ะ? อีกอย่าง เปิ่นตู้จูก็คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำมาตลอดก็คือผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันทั้งนั้น!" เมื่อเห็นเหนียนเหยาเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน หลินอีชิวก็ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าราบเรียบไร้ระลอกคลื่นและกล่าวโต้ตอบกลับไป
เหนียนเหยาผู้นี้ในฐานะแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดิน เขาเคยออกรบในสมรภูมิด้วยตนเอง เคยสร้างวีรกรรมสังหารข้าศึกสองแสนนายภายในคืนเดียวจนได้รับฉายาว่านักล่าสังหารแห่งต้าเฉียน แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต ขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักโดยทั่วไปมักจะไม่กล้าสบตาเขา
ทว่าหลินอีชิวกลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งกลิ่นอายความน่าเกรงขามก็ไม่ด้อยไปกว่าเหนียนเหยาเลย รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เขาและเหนียนเหยาย่อมต้องแตกหักกันในสักวัน การได้ปะทะกันเร็วขึ้นและได้สัมผัสตัวตนของอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิดก็นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย
ยามนี้เมื่อหลินอีชิวกวาดสายตามองไป เขาก็เห็นเพียงว่าเหนียนเหยามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ แววตาดุดันราวกับสิงโตหรือเสือร้าย ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงโดยไม่ต้องแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา บุคลิกอันแข็งแกร่งของเขาถือว่าหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า สมกับฉายาแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินอย่างแท้จริง!
"อวี่ตู้จู สิ่งที่ท่านทำมาตลอดคือผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันก็จริง ทว่ามีใต้เท้าสองท่านในที่นี้สามารถเป็นพยานได้ว่าสาเหตุที่ใต้เท้าหลี่ต้องเอาหัวโขกประตูวังตายนั้นเป็นเพราะถูกอวี่ตู้จูยั่วโมโหจริงๆ ยามนี้ทหารนับแสนนายในกรมกลาโหมกำลังรวมตัวกันก่อความวุ่นวายที่ลานฝึกทหารเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากฮองเฮา หากอวี่ตู้จูอยากจะสร้างผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ ก็จงไปปราบปรามความวุ่นวายในกรมกลาโหมให้สงบลงเสียก่อน ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เปิ่นเจียงจวินต้องพูดให้ชัดเจน วันนี้เปิ่นเจียงจวินจะนั่งอยู่ที่นี่เพื่อจับตาดูทุกการกระทำของอวี่ตู้จู หากอวี่ตู้จูใช้วิธีการเข่นฆ่าสังหารเพื่อข่มขวัญคนในกรมกลาโหม เปิ่นเจียงจวินก็จะไม่ขอนิ่งดูดายอย่างแน่นอน!" เหนียนเหยากล่าว
ขณะที่พูด กลิ่นอายความน่าเกรงขามในแววตาของเขากก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับสามารถกลืนกินขุนเขาและแม่น้ำได้!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้คนในเหตุการณ์ก็พากันโห่ร้องยินดี บางคนถึงกับแอบยกนิ้วโป้งให้เหนียนเหยาด้วยซ้ำ
ในบรรดากรมทั้งหกของราชวงศ์ต้าเฉียน ทหารในกรมกลาโหมถือเป็นกองกำลังที่ซื่อสัตย์และดุดันที่สุด ยามนี้เมื่อเสนาบดีของพวกเขาถูกหลินอีชิวบีบบังคับให้ต้องตาย พวกเขาจึงก่อความวุ่นวายกันอย่างหนัก หากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ตำแหน่งผู้บัญชาการซีฉ่างของหลินอีชิวก็คงต้องจบสิ้นลงเพียงเท่านี้
ทว่าคนในกรมกลาโหมนั้นดุร้าย ประกอบกับมีความแค้นฝังใจกับซีฉ่างมานาน นอกเสียจากว่าแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินเหนียนเหยาจะเป็นผู้ออกโรงปราบปรามด้วยตนเอง มิเช่นนั้นก็คงไม่มีผู้ใดสามารถสยบความวุ่นวายในกรมกลาโหมได้อย่างแน่นอน!
[จบแล้ว]