- หน้าแรก
- เลิกแย่งผมสักทีเถอะพี่สาว ผมแค่อยากมารอดูคนตีกัน
- บทที่ 24 - ลั่วฉยงเยียน เธอทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ยังไง
บทที่ 24 - ลั่วฉยงเยียน เธอทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ยังไง
บทที่ 24 - ลั่วฉยงเยียน เธอทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ยังไง
บทที่ 24 - ลั่วฉยงเยียน เธอทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ยังไง
★★★★★
[ยัยนี่อยากได้ร่างกายฉันจริงๆ ด้วย]
“ไม่มีทาง ข้าหลี่ชิงไม่มีวันร่วมบำเพ็ญเพียรกับท่านเด็ดขาด” หลี่ชิงตอบปฏิเสธเสียงแข็ง
“จะเป็นไปได้หรือไม่ ท่านไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอกนะ” ลั่วฉยงเยียนกะพริบตาตาปริบๆ
“หมายความว่ายังไง…”
“เดี๋ยวก่อน ทำไมข้าถึงรู้สึกวิงเวียนหัว เลือดลมในกายเริ่มพลุ่งพล่าน…”
หลี่ชิงสะบัดศีรษะไปมา
“ลืมบอกท่านพี่ไปเลย ที่นี่จุดกำยานปลุกกำหนัดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว ชอบไหมล่ะ” ลั่วฉยงเยียนหัวเราะ ราวกับลูกจิ้งจอกตัวน้อยที่แอบขโมยไก่ได้สำเร็จ
“ลั่วฉยงเยียน ท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ” หลี่ชิงส่ายหัวไปมาไม่หยุด
“วางใจเถอะ แค่คืนเดียวเอง ท่านไม่เหนื่อยหรอกน่า” ลั่วฉยงเยียนพยุงหลี่ชิงเดินตรงไปยังห้องปีกด้านข้าง
จากนี้ขอละไว้หมื่นตัวอักษร……
วันรุ่งขึ้น
ยามเช้าตรู่
“อ๊าก…”
“ข้าไม่บริสุทธิ์แล้ว”
ภายในเรือนร้อยเซียน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหว
ภายในห้องปีกห้องหนึ่ง หลี่ชิงนั่งอยู่บนเตียง ดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
ท่อนแขนเรียวงามยื่นออกมาจากผ้าห่มสีแดงมงคล ดึงตัวหลี่ชิงกลับเข้าไปในโปงผ้าห่ม พร้อมกับเสียงงัวเงียดังขึ้น
“ท่านพี่ จะร้องโวยวายแต่เช้าทำไมเนี่ย”
“ไม่เหนื่อยหรือไง”
หลี่ชิง “……”
[จะไม่ให้เหนื่อยได้ยังไง ต่อให้เป็นลาก็คงทนการถูกใช้งานหนักขนาดนี้ไม่ไหวหรอก]
[ลั่วฉยงเยียน เธอทำเรื่องพรรค์นี้ลงไปได้ยังไงกัน]
[เธอเป็นถึงเสี้ยววิญญาณของมหาจักรพรรดิมารเชียวนะ ศักดิ์ศรีล่ะ ความเย่อหยิ่งล่ะ เอาไปทิ้งไว้ไหนหมด]
[แล้วแบบนี้จะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน]
[โดนผู้หญิงใช้กำลังขืนใจเนี่ยนะ]
[โฮๆๆ]
“พรืด”
ลั่วฉยงเยียนหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“เอาล่ะๆ ท่านพี่ ภรรยาช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรให้ท่านเชียวนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านก็คือยอดฝีมือระดับราชันแล้ว”
“ดีใจไหมล่ะ”
ลั่วฉยงเยียนพูดปลอบโยนเสียงอ่อนเสียงหวาน
[ระดับราชัน? คิดว่าคุณชายอย่างฉันจะสนหรือไง]
[ไม่มีเธอ ฉันก็เลื่อนขั้นเองได้เว้ย]
[คราวนี้เป็นเรื่องเลย เธอใช้หยินบริสุทธิ์ช่วยฉันทะลวงขั้น กรรมนี้ผูกปมแน่นหนาจนฉันต้องหาทางชดใช้จนได้]
[ชีวิตฉันทำไมมันถึงได้รันทดขนาดนี้นะ]
[พวกนางเอกนี่มันตัวปัญหาชัดๆ ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวเลยโว้ย]
“ท่านพี่ ท่านดูเหมือนไม่ค่อยดีใจเลยนะ”
ลั่วฉยงเยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“โอ๊ยย”
จู่ๆ หลี่ชิงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่เอว นั่นคือรอยหยิกแห่งความรักจากนาง
“ข้าจะปรนนิบัติท่านพี่ลุกจากเตียงเอง”
ลั่วฉยงเยียนลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เสร็จ ก็กลับมาพูดจาอ่อนหวานอีกครั้ง
ไม่นานหลังจากนั้น
หลี่ชิงนั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่โต๊ะ ลั่วฉยงเยียนรินน้ำชาให้เขาถ้วยหนึ่ง
“อยากกลับสำนักเซียนไท่อีไหม” ลั่วฉยงเยียนส่งยิ้มให้
[ยัยนี่คิดจะทำอะไรอีกล่ะเนี่ย]
[เธอจะใจดีปล่อยฉันกลับสำนักง่ายๆ งั้นเหรอ]
[รอยยิ้มแบบนี้มันเหมือนจิ้งจอกที่เพิ่งขโมยไก่มาไม่มีผิด]
[หึ ต้องไม่ได้มาดีแน่ๆ]
[รอดูสิว่าเธอจะเล่นละครฉากไหนต่อ]
ข้ายอมพลีกายให้ท่านแล้ว คนใจจืดใจดำอย่างท่านยังจะไม่เชื่อใจข้าอีกหรือ
หัวใจของข้าโดนท่านขโมยไปครึ่งดวงแล้วนะรู้ไหม
“อยู่เป็นเพื่อนข้าเจ็ดวัน หลังจากผ่านไปเจ็ดวัน ท่านอยากไปไหนก็ไป ข้าจะไม่รั้งท่านไว้อีก” ลั่วฉยงเยียนยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นเป่าเบาๆ ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าหลี่ชิง
“ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” หลี่ชิงถามด้วยความไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
“แน่นอนสิ แต่ก็มีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยนะ” ลั่วฉยงเยียนยิ้ม
[ฉันว่าแล้วเชียว ยัยนี่มันไม่ใช่คนดี]
“ว่ามาสิ ข้ารอฟังอยู่” หลี่ชิงจิบชาในถ้วยเบาๆ อุณหภูมิกำลังพอดีเลย
“ระหว่างที่อยู่เป็นเพื่อนข้า ให้ทำตัวเหมือนคู่บำเพ็ญเพียรทั่วไป”
“ท่านต้องตามใจข้า รักข้า ทะนุถนอมข้า ห้ามทำให้ข้าโกรธ ห้ามรับปากส่งเดชแต่ไม่ทำตาม ทุกคำที่ท่านพูดกับข้าต้องออกมาจากใจจริง ตอนข้ากินข้าวท่านต้องคอยคีบอาหารให้ ตอนข้ายื่นเท้าท่านต้องสวมรองเท้าให้ ตอนข้ายกมือท่านต้องเข้ามาพยุงข้า ตอนข้าอารมณ์ไม่ดีท่านต้องง้อข้า ตอนข้าเหนื่อยท่านต้องกอดข้า ตอนที่กอดข้าห้ามคิดถึงผู้หญิงคนอื่น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในสายตาของท่านต้องมีแต่ข้าคนเดียวเท่านั้น”
ลั่วฉยงเยียนใช้นิ้วเรียวช้อนปลายคางของหลี่ชิงขึ้นเบาๆ
[นี่เจ๊ ทะลุมิติมาเหมือนกันใช่ปะ]
[บทพูดปัญญาอ่อนไร้คุณธรรมพวกนี้ เธอไปเอามาจากไหนเนี่ย]
[กะจะเล่นงานฉันให้ตายเลยใช่ไหม]
“ตกลงจะยอมรับข้อเสนอหรือไม่”
“ถ้าไม่รับปาก ท่านก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าตลอดไป” ลั่วฉยงเยียนกะพริบตาปริบๆ
[รับปากก็บ้าแล้ว]
[ฉันจะสู้ตายกับเธอแน่]
“อย่าคิดแม้แต่จะลงมือหรือหนีเชียวล่ะ”
“ข้าโจมตีแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ระดับมหาอำนาจบาดเจ็บได้นะ”
ลั่วฉยงเยียนยกกำปั้นน้อยๆ ขึ้นตรงหน้าหลี่ชิง
[โอเค สู้ไม่ได้]
[เธอแน่มาก]
[ลูกผู้ชายตัวจริง ยืดอกพกถุง เอ้ย ยืดได้หดได้เว้ย]
[ก็แค่เจ็ดวันไม่ใช่หรือไง คุณชายอย่างฉันยอมสู้ตายเลย]
หลี่ชิงจะไม่มีวันยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองปอดแหก
“ใครบอกว่าข้าจะลงมือล่ะ”
“ภรรยาของข้าสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ ข้ารักจะตายอยู่แล้ว”
“ตกลงตามนี้เลย”
หลี่ชิงฝืนฉีกยิ้มกว้างอย่างยากลำบาก
หึ ปากไม่มีความจริงเลยสักคำ
ช่างเถอะๆ ให้ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าเจ็ดวัน ก็ถือว่าทำหน้าที่สามีภรรยาได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ความจริงเราควรจะได้กราบไหว้ฟ้าดินกันด้วยซ้ำ
ในเมื่อท่านไม่ชอบ งั้นก็ช่างมันเถอะ
ปล่อยให้ข้าได้สัมผัสความรู้สึกของการถูกรักสักหน่อยก็ยังดี
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มาจากใจจริงของท่านก็ตาม
แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ลั่วฉยงเยียนคิดในใจเงียบๆ
วินาทีต่อมา นางก็ยื่นมือเรียวงามไปตรงหน้าหลี่ชิง เขาได้แต่มองนางด้วยความงุนงง
“ภรรยายื่นมือแล้ว ท่านพี่ต้องพยุงข้าสิ” ลั่วฉยงเยียนมองหลี่ชิงด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
“อ้อๆ”
หลี่ชิงเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบเข้าไปพยุงลั่วฉยงเยียนลุกขึ้นยืน
“ไปเถอะ เราไปดูที่ตำหนักกระบี่กันสักหน่อย”
จากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากห้องปีก กลายเป็นแสงสว่างพุ่งทะยานออกจากยอดเขาหลิงหลงไป
ในขณะเดียวกัน
ตำหนักกระบี่
หนิงเชียนเสวี่ยนั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์เจ้าตำหนัก จ้องมองหลัวเป่ยด้วยสายตาเย็นชา
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลัวเป่ย เจ้าถูกไล่ออกจากตำหนักกระบี่ และห้ามกลับมาเหยียบที่นี่อีกตลอดกาล”
ศิษย์ตำหนักกระบี่หลายสิบคนยืนเรียงรายอยู่รอบๆ ด้วยความเคารพ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไร
“ผู้อาวุโสหนิง หากศิษย์จำไม่ผิด ท่านไม่ใช่เจ้าตำหนักกระบี่อีกต่อไปแล้วมิใช่หรือขอรับ”
หลัวเป่ยยืนหยัดอยู่กลางลาน มองจ้องตอบอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ
“เหอะ ลั่วฉยงเยียนเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้อีกแค่สามวัน คนใกล้ตายจะเป็นเจ้าตำหนักกระบี่ได้ยังไง”
“ข้าย่อมต้องเป็นเจ้าตำหนักกระบี่อยู่แล้ว”
หนิงเชียนเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ
“ผู้อาวุโสหนิง…”
“ตู้ม!”
จู่ๆ พลังกดดันมหาศาลก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า หลัวเป่ยรู้สึกเหมือนถูกภูเขานับหมื่นลูกทับร่าง “ตึง” เขาคุกเข่าล้มลงไปกองกับพื้น
หนิงเชียนเสวี่ยใช้พลังกดดันระดับราชันออกมาแล้ว
“เปิ่นจั้วกำลังแจ้งให้เจ้าทราบ ไม่ได้กำลังปรึกษาหารือกับเจ้า”
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นรองเจ้าตำหนักจริงๆ หรือไง”
ดวงตาของหนิงเชียนเสวี่ยทอประกายเหี้ยมเกรียม
“ไสหัวไป”
วินาทีต่อมา หนิงเชียนเสวี่ยก็สะบัดแขนเสื้อ ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานเข้าใส่หลัวเป่ยอย่างรวดเร็ว
“แย่แล้ว”
“นางคิดจะทำลายวรยุทธ์ข้า”
หลัวเป่ยสัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากปราณกระบี่สายนี้
“ตำหนักกระบี่แห่งนี้ กลายเป็นที่ให้คนนอกมากำแหงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงตวาดแหวลั่นดังขึ้นกลางลาน แสงสว่างสายหนึ่งพุ่งตามมาทีหลังแต่กลับถึงก่อน เข้าทำลายปราณกระบี่จนแหลกละเอียดในพริบตา
ร่างสองร่างปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลัวเป่ยราวกับภูตผี
ผู้มาเยือนก็คือหลี่ชิงและลั่วฉยงเยียนนั่นเอง
ครานี้ลั่วฉยงเยียนสะบัดมือเรียวงามเบาๆ พลังกดดันที่ครอบคลุมร่างของหลัวเป่ยก็มลายหายไปจนสิ้น
“ลั่วฉยงเยียน เป็นไปได้อย่างไร” หนิงเชียนเสวี่ยตกตะลึงจนจิตใจสั่นคลอน
“เมื่อครู่มีคนบอกว่าข้าเป็นคนใกล้ตายงั้นหรือ เจ้าลองดูสิว่าข้าจะตายไหม” ลั่วฉยงเยียนเอ่ยเสียงเรียบ
หนิงเชียนเสวี่ยกวาดตามองนาง แม้จะยังมีผมขาวโพลนทั้งหัว ทว่าพลังชีวิตภายในร่างกลับเปี่ยมล้น ไม่มีเค้าลางของคนใกล้ตายเลยแม้แต่น้อย
“เป็นไปไม่ได้ ชัดเจนอยู่แล้วว่า…”
“ชัดเจนอยู่แล้วว่าพลังชีวิตเหือดหาย อยู่ได้ไม่เกินสามวันใช่ไหมล่ะ”
“ก็ใครใช้ให้ข้ามีสามีที่ดีกันเล่า”
“ท่านพี่เป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้เอง”
“อ้อ ลืมไป เจ้าไม่มีสามีนี่นา คงไม่เข้าใจความรู้สึกของการถูกรักแบบนี้หรอกนะ”
มุมปากของลั่วฉยงเยียนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
ทำไมนางถึงรู้สึกว่าพออยู่ต่อหน้าหนิงเชียนเสวี่ยแล้ว นางดูเหนือกว่าอย่างบอกไม่ถูกเลยนะ
ที่แท้การอวดสามีก็สนุกแบบนี้นี่เอง
[จบแล้ว]