- หน้าแรก
- ระบบราชการมันโหดร้าย งั้นตำรวจทะลุมิติอย่างผมขอใช้เล่ห์เหลี่ยมจัดการก็แล้วกัน
- บทที่ 4 - ระบุตัวผู้ต้องสงสัย
บทที่ 4 - ระบุตัวผู้ต้องสงสัย
บทที่ 4 - ระบุตัวผู้ต้องสงสัย
บทที่ 4 - ระบุตัวผู้ต้องสงสัย
"คุณป้าครับ ผมเป็นตำรวจสายตรวจรับผิดชอบพื้นที่แถวนี้ครับ แวะมาลงพื้นที่สอบถามข้อมูลนิดหน่อยครับ"
เจียงเฟิงยิ้มแย้มพลางหยิบบัตรประจำตัวตำรวจออกมายื่นให้อีกฝ่ายดู
อันที่จริงเขาไม่ได้เป็นตำรวจรับผิดชอบพื้นที่นี้หรอก แต่การพูดแบบนี้จะช่วยสร้างความคุ้นเคยและทำให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นกันเองมากกว่า
และก็เป็นไปตามคาด หญิงวัยกลางคนยอมหลีกทางให้เจียงเฟิงเดินเข้าไปในบ้านแต่โดยดี
"ใครน่ะ"
เสียงผู้ชายวัยกลางคนดังออกมาจากในห้อง ดูเหมือนจะเป็นสามีภรรยากัน
หลังจากเจียงเฟิงนั่งลง เขาก็เริ่มชวนคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย
ถามว่าที่บ้านมีกันกี่คน ทำงานอะไรกันบ้าง ทำนองนี้
พอคุยกันได้สักพัก เจียงเฟิงก็วกกลับเข้าประเด็นหลักทันที
"บ้านหลังนี้คุณป้าอยู่กันเองมาตลอดเลยใช่ไหมครับ หรือว่าเคยมีคนอื่นมาอยู่ด้วย หรือว่าเคยปล่อยเช่าไหมครับ"
"เราอยู่กันเองมาตลอดเลยจ้ะ"
หลิวฟาง หญิงวัยกลางคนตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด
พอได้ยินแบบนี้ เจียงเฟิงก็เข้าใจทันทีว่าทำไมตำรวจในชาติก่อนถึงได้คลาดกันไป จากสภาพกระเป๋าเดินทางที่ใช้ซ่อนศพ ศพผู้หญิงที่พบอยู่ข้างใน สายไฟที่มีคราบสีติดอยู่ซึ่งใช้มัดศพ รวมถึงเครื่องประดับเงินทองที่ยังอยู่บนตัวศพ
เบาะแสเบื้องต้นเหล่านี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่า เป็นการฆาตกรรมเพราะบันดาลโทสะ ซึ่งการฆาตกรรมแบบนี้มักจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน การจะลงมือโดยไม่ให้ใครพบเห็นและจัดการซ่อนศพได้อย่างรวดเร็วนั้น จำเป็นต้องมีทั้งเวลาและสถานที่ที่เอื้ออำนวย
และการที่ตำรวจไม่สามารถสืบหาตัวตนของผู้ตายได้เป็นเวลานานขนาดนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าผู้ก่อเหตุและผู้ตายคือสามีภรรยากัน สามีลงมือฆ่าภรรยาตัวเอง แล้วโกหกคนอื่นว่าภรรยาออกไปทำงานต่างถิ่น เมียตายคนแรกที่น่าสงสัยที่สุดก็คือผัว ผัวตายคนแรกที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเมีย นี่คือตรรกะพื้นฐานของการสืบสวนคดีอาชญากรรม
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำตอบเดียวที่เป็นไปได้ แต่มันก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ไม่อย่างนั้นตำรวจคงไม่ต้องใช้เวลาและความพยายามมากมายขนาดนี้แต่ก็ยังหาเบาะแสศพไม่ได้เลย
ดังนั้นเงื่อนไขในการค้นหาผู้ต้องสงสัยก็คือ ชายโสดที่อาศัยอยู่คนเดียว ทำงานเกี่ยวกับการตกแต่งภายใน และมีภรรยาที่ไม่ได้อยู่บ้านเพราะออกไปทำงานต่างถิ่น หรือไม่ก็บ้านหลังนี้เคยปล่อยเช่าให้ผู้ชายที่ทำงานตกแต่งภายใน
แต่สภาพของครอบครัวหลิวฟางในตอนนี้ไม่ได้เข้าข่ายเงื่อนไขการค้นหาเลย บ้านก็ไม่เคยปล่อยเช่า แถมสองผัวเมียก็อยู่บ้านกันครบ
ถ้าเป็นตำรวจคนอื่น พอสอบถามมาถึงตรงนี้ก็คงจบการค้นหาแล้วเดินจากไป ทำให้คลาดกับเบาะแสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย แต่สำหรับเจียงเฟิง เขาเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย จ้องมองหลิวฟางด้วยสายตาคมกริบ
"แต่ผมได้ยินคนเขาบอกว่า ก่อนหน้านี้คุณให้คนเป็นน้องชายมาพักอยู่ที่บ้านหลังนี้นี่ครับ"
สีหน้าของหลิวฟางเปลี่ยนเป็นซีดเผือด แต่เมื่อเผชิญกับสายตาอันแหลมคมของเจียงเฟิง เธอก็ไม่กล้าโกหกและตอบกลับไปตามความจริง
"ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันให้น้องชายมาพักอยู่สองเดือน ไม่ได้อยู่นานหรอกค่ะ ตอนนี้น้องชายฉันไปทำงานที่อื่นแล้ว พวกเราก็เลยย้ายเข้ามาอยู่แทน มีอะไรเหรอคะ บ้านของฉันเอง ฉันจะให้น้องชายมาอยู่ด้วยสองสามวันไม่ได้เชียวเหรอคะ"
"ให้น้องชายอยู่ได้สิครับ แล้วน้องชายคุณอยู่คนเดียวหรือว่าอยู่กับครอบครัวครับ"
"เขาอยู่คนเดียวค่ะ"
"แน่ใจนะครับ"
"ก็มีแฟนของเขานั่นแหละค่ะ ทั้งคู่อยู่ด้วยกันพักนึง แล้วก็พากันออกไปทำงานที่อื่นแล้วค่ะ"
"น้องชายคุณอายุเท่าไหร่ครับ แล้วแฟนเขาอายุเท่าไหร่"
"น้องชายฉันอายุสี่สิบแปด ส่วนแฟนเขาก็รุ่นราวคราวเดียวกันนี่แหละค่ะ"
"น้องชายคุณทำงานอะไรครับ"
"เมื่อก่อนเขาทำงานรับเหมาตกแต่งภายในค่ะ รับงานตกแต่งบ้านอะไรพวกนี้แหละ เป็นช่างใหญ่เชียวนะ"
"แล้วแฟนเขาล่ะครับ เป็นคนในอำเภอเราหรือเปล่า"
"ไม่ใช่หรอกค่ะ เป็นคนต่างถิ่น แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่ามาจากไหน น่าจะมาจากทางใต้กระมัง"
ในเมื่อหลิวฟางยอมเปิดปากพูดแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหยุด เจียงเฟิงยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้น เงื่อนไขทุกอย่างมันตรงเผงเลย
จากเงื่อนไขที่หลิวฟางเล่ามา ถ้าเป็นคนอื่นมาฟังก็อาจจะยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่เจียงเฟิงรู้ดีแก่ใจว่านี่แหละคือครอบครัวที่เขาตามหา
"แล้วหลังจากน้องชายคุณย้ายออกไป เขาได้ติดต่อกลับมาบ้างไหมครับ เขาไปทำงานต่างถิ่นกับแฟนคนนั้นใช่ไหม"
เจียงเฟิงซักไซ้ต่อ
"เคยติดต่อมาครั้งนึงค่ะ ส่วนแฟนคนนั้นเห็นว่ากลับบ้านเกิดไปแล้วมั้งคะ ใครจะไปรู้ล่ะ สองคนนั้นยังไม่ได้แต่งงานกัน เป็นแค่คู่ขาอยู่กินด้วยกัน เลิกรากันก็เป็นเรื่องปกติ"
หลิวฟางตอบปัดๆ เจียงเฟิงได้ข้อมูลตามที่ต้องการแล้วก็ไม่ถามอะไรต่อ เขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีนิ่งขรึม ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับกำชับสองสามีภรรยาว่าหากมีเรื่องอะไรก็ไปหาเขาที่สถานีได้เลย
เพียงแต่ก่อนจะเดินจากไป เจียงเฟิงเหลือบไปเห็นเส้นผมยาวเส้นหนึ่งตกอยู่บนโซฟา เขาอาศัยจังหวะที่หลิวฟางเผลอ แอบหยิบเส้นผมนั้นสอดเก็บไว้ในสมุดจดทันที
สองสามีภรรยาเดินมาส่งเจียงเฟิงถึงหน้าประตู ทันทีที่เดินพ้นเขตตึก เจียงเฟิงก็รีบต่อสายหาต่งเฉียงเป็นคนแรก
เวลานี้ต่งเฉียงเพิ่งจะกลับถึงบ้าน พอได้รับสายจากเจียงเฟิง เขาก็ยังแอบงงอยู่เล็กน้อย
"หัวหน้าต่งครับ เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ เมื่อกี้ผมเดินสอบถามจนเกือบจะเสร็จแล้ว กำลังจะกลับพอดี เดินมาถึงใต้ตึกหมายเลข 18 เห็นมีคนนั่งตากลมอยู่ก็เลยแวะคุยด้วยนิดหน่อย ปรากฏว่ามีบ้านหลังนึงเข้าข่ายเงื่อนไขพอดี ผมก็เลยเข้าไปตรวจสอบดู แล้วก็เจอเบาะแสชิ้นสำคัญเลยครับ ผมคิดว่าสถานการณ์ของครอบครัวนี้น่าจะเป็นไปได้สูงมากว่า"
แม้เจียงเฟิงจะรู้สึกตื่นเต้น แต่เขาก็รายงานเรื่องราวได้อย่างมีแบบแผนและเป็นเหตุเป็นผล เขาค่อยๆ วิเคราะห์ให้ฟังทีละข้ออย่างเป็นระบบ
"นายแน่ใจนะว่าไม่ได้ทำให้พวกเขาสงสัยจนแหวกหญ้าให้งูตื่นน่ะ"
"แน่ใจครับ ผมไม่ได้ทำอะไรให้พวกเขาสงสัยเลย"
"ดี งั้นเอาแบบนี้ คืนนี้นายกลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยไปที่หน่วยสืบสวนอาชญากรรม ไปปรึกษากับผู้กองหวังดูว่าจะเอายังไงต่อไป"
ต่งเฉียงเอ่ยขึ้น
จากการลงพื้นที่ตลอดทั้งวัน ก็มีเป้าหมายที่เข้าข่ายเงื่อนไขอยู่บ้างเหมือนกัน ขืนเจอเป้าหมายปุ๊บก็ทำเรื่องใหญ่โตบุกไปจับปั๊บ มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องผ่านขั้นตอนการคัดกรองอย่างละเอียดอีกรอบอยู่ดี
แม้เจียงเฟิงจะมั่นใจเกินร้อยว่าเป็นบ้านหลังนี้แน่นอน แต่ในเวลาแบบนี้เขาจะพูดจาฟันธงเด็ดขาดไม่ได้
เขาทำได้เพียงข่มความตื่นเต้นไว้ในใจแล้วตอบรับคำสั่ง ก่อนจะเดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้าน รุ่งเช้าวันต่อมา ต่งเฉียงก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ตอนที่เจียงเฟิงเดินทางมาถึงหน้าตึกสำนักงานกรมตำรวจ ต่งเฉียงก็มายืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
"ตามฉันมา"
ต่งเฉียงเดินนำเจียงเฟิงขึ้นไปยังชั้นสาม ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของหน่วยสืบสวนอาชญากรรมทันที
แม้ว่าหน่วยสืบสวนอาชญากรรมจะมีระดับเทียบเท่ากับสถานีตำรวจภูธร และตำแหน่งหัวหน้าหน่วยก็มีระดับเท่ากับต่งเฉียง แต่หน่วยสืบสวนฯ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีใหญ่คดีสำคัญ แถมยังได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานสายปฏิบัติการด้วย
หัวหน้าหน่วยคนนี้จึงดูมีอำนาจและอิทธิพลมากกว่า เขาพยักหน้าทักทายต่งเฉียงด้วยท่าทีนิ่งเฉย โดยไม่แม้แต่จะเชิญให้เจียงเฟิงนั่งลง เขาสั่งให้เจียงเฟิงเริ่มรายงานได้เลย
เจียงเฟิงไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจใดๆ เขารายงานรายละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบอย่างถี่ถ้วน พร้อมกับยื่นสมุดบันทึกการทำงานของตัวเองให้หวังเจิ้น หัวหน้าหน่วยสืบสวนอาชญากรรมดูด้วย
ตอนแรกหวังเจิ้นก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษ เขาคิดว่าต่งเฉียงคงแค่ตื่นตูมไปเอง เจอเป้าหมายที่เข้าข่ายก็แค่ส่งเรื่องมา เดี๋ยวทางทีมก็จะเป็นคนคัดกรองใหม่อีกทีอยู่แล้ว พวกตำรวจภูธรบ้านนอกนี่ไม่เคยทำคดีแบบนี้ล่ะสิ
คิดเหรอว่าลงพื้นที่แล้วจะฟลุกเจอผู้ต้องสงสัยได้ง่ายๆ ขนาดนั้น
แต่ทว่าเมื่อได้ฟังรายงานของเจียงเฟิง สีหน้าของหวังเจิ้นก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเจียงเฟิงรายงานจบ
ผู้กองหวังเจิ้นถึงกับผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาแทบจะกระชากสมุดบันทึกมาจากมือเจียงเฟิง แล้วเปิดอ่านอย่างละเอียด แววตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ
[จบแล้ว]