- หน้าแรก
- เจ้าของร้านสุดแกร่งกับเหล่าลูกค้าระดับจักรพรรดิ
- บทที่ 1030 - สืบหาความจริง
บทที่ 1030 - สืบหาความจริง
บทที่ 1030 - สืบหาความจริง
บทที่ 1030 - สืบหาความจริง
จูฉางลั่วมีสีหน้าลังเล "แต่เจิ้งกุ้ยเฟยก็ถือเป็นพระมารดารองของข้านะ หากสังหารนาง ราษฎรทั่วหล้าจะครหาข้าเช่นไรเล่า? แม้ข้าจะต้องตาย แต่ชื่อเสียงจะให้ต้องมัวหมองไม่ได้เด็ดขาด!"
หลี่หยวนจี๋ร้อนรน "ไม่ใช่ นางก็เป็นพระมารดารองของเจ้าแค่ในนามเท่านั้น มิได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับเจ้าเลยสักนิด นางเอาดาบมาพาดคอเจ้าถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ายังมัวเบิกบานใจรอให้นางมาฆ่าเจ้าอยู่อีกหรือ? ลำพังแค่ข้อหาที่นางคิดจะลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ก็เพียงพอที่จะตัดสินประหารเจ็ดชั่วโคตรนางได้แล้ว ส่วนเรื่องชื่อเสียงที่เจ้าอ้างถึงน่ะหรือ? ชื่อเสียงมันต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งนั้น หากเจ้าไม่ฆ่านาง เจ้าคิดหรือว่าชื่อเสียงของเจ้าในคนรุ่นหลังจะดีนักหนา? ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อราชบัลลังก์แล้ว ต่อให้เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันแล้วจะอย่างไร? หากไม่เชื่อ เจ้าก็ลองไปถามหลี่ซื่อหมินดูสิว่า ตอนที่เขาคิดจะฆ่าข้ากับเสด็จพี่ เขาเคยลังเลบ้างหรือไม่?"
หลี่ซื่อหมินหน้าดำคร่ำเครียด น้องสามเอ๋ย เจ้าเลิกเอะอะก็ขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจะได้หรือไม่? สรุปว่ามีแต่ข้าที่คิดอยากจะฆ่าพวกเจ้า ส่วนพวกเจ้าไม่เคยคิดอยากจะฆ่าข้าเลยอย่างนั้นหรือ? หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นพวกเจ้าบีบคั้นข้าจนเกินไป ข้าจะวางแผนเพื่อตอบโต้ไปทำไมเล่า?
จูฉางลั่วยังคงลังเล "ทว่าเจิ้งกุ้ยเฟยก็คือพระสนมคนโปรดของเสด็จพ่อ ยามนั้นเสด็จพ่อได้สั่งเสียไว้ให้ข้าแต่งตั้งนางเป็นหวงไท่เฮา ข้ามิกล้าขัดคำสั่งของเสด็จพ่อจริงๆ"
คราวนี้แม้แต่เยิ่นเสี่ยวเทียนก็ยังนั่งไม่ติด "จูฉางลั่วเอ๋ยจูฉางลั่ว จะให้ผมพูดยังไงกับคุณดีเนี่ย คุณถูกจูอี้จวินปั่นหัวจนชินแล้วหรือไงครับ? คนก็ตายไปแล้ว คุณยังอยากจะถูกเขาปั่นหัวต่อไปอีกเหรอ? ตัวจูอี้จวินเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีอะไร แล้วคุณยังคิดจะฟังคำสั่งเขาไปซะทุกเรื่องอีก? ถ้าขืนทำตามคำสั่งของเสด็จพ่อไปเสียทุกอย่างล่ะก็ ป่านนี้ก็คงไม่ถึงคิวคุณได้เป็นฮ่องเต้หรอกครับ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น พี่สี่จูตี้ของผมก็คงถูกจูอวิ่นเหวินฆ่าตายไปตั้งนานแล้ว จะไปมีศึกจิ้งหนานอะไรกันล่ะครับ?"
จูตี้เองก็เก็บความโกรธไว้เต็มอก "ข้าไม่น่ามีลูกหลานที่ไม่เอาถ่านเช่นพวกเจ้าเลยจริงๆ ถ้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ สู้ข้าเลือกเกาซวี่เป็นรัชทายาทเสียยังจะดีกว่า พวกเจ้าสักวันคงทำให้ข้าอกแตกตายเข้าจริงๆ"
จูเกาซวี่กลอกตาบน สำหรับคำขายฝันที่จูตี้เคยวาดไว้ เขาบอกเลยว่ากินไม่ลงแล้วจริงๆ ใครจะเชื่อคำพูดนี้ก็บ้าแล้ว ตอนนี้เขาแค่อยากจะทำผลงานให้ดีๆ หน่อย แล้วค่อยไปเป็นฮ่องเต้ในราชวงศ์อื่น
จูหยวนจางตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "ช่างไร้ความเด็ดเดี่ยวเสียจริง ข้าว่าเจ้าสู้ตอนตัวเองแล้วไปเป็นเพื่อนกับพวกขันทีเสียเลยจะดีกว่า เจ้าอยากจะเอาผิดนังผู้หญิงแซ่เจิ้งผู้นั้นมันจะไปยากอันใด? ต่อให้เจ้าหาหลักฐานเรื่องนางวางยาพิษเจ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องกลัว ลำพังแค่กฎที่ข้าตั้งไว้ว่าห้ามวังหลังก้าวก่ายราชกิจเพียงข้อเดียวก็เพียงพอแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นางยังมีส่วนพัวพันกับการตั้งรัชทายาทของราชวงศ์อีก โทษทัณฑ์เหล่านี้มากพอที่จะทำให้นางถูกตัดหัวเป็นสิบๆ รอบเสียด้วยซ้ำ!"
ต่อให้จูฉางลั่วจะมีนิสัยอ่อนแอเพียงใด แต่พอโดนรุมด่าจากคนจำนวนมากพร้อมๆ กัน เขาก็ชักจะทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เขากัดฟันกล่าวว่า "ข้ารู้แล้ว! หลังจากกลับไปข้าจะสั่งให้สืบสวนคดีนี้ให้กระจ่าง! ข้าจะจับตัวนังผู้หญิงเจิ้งกุ้ยเฟยมาลงโทษให้จงได้!"
เยิ่นเสี่ยวเทียนโบกมือ "อย่าเพิ่งใจร้อนครับ ผมยังมีเรื่องอยากจะถามคุณอีกสักหน่อย หลี่เค่อจั๋ว ขุนนางตำแหน่งเฉิงแห่งหงหลูสื้อ คุณรู้จักเขาใช่ไหมครับ? เขาเองก็เป็นคนของเจิ้งกุ้ยเฟยด้วยหรือเปล่า?"
จูฉางลั่วกะพริบตาปริบๆ "หลี่เค่อจั๋วหรือ? ขุนนางผู้จงรักภักดีที่นำยาแดงมาถวายข้าน่ะหรือ? เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่นะ ถึงแม้สายสนกลในของเจิ้งกุ้ยเฟยจะยาวไกล แต่ก็ไม่น่าจะก้าวก่ายไปถึงเรื่องในราชสำนักได้กระมัง ข้าไม่เคยสืบรู้เลยว่าพวกเขาสองคนเกี่ยวข้องกัน"
เยิ่นเสี่ยวเทียนลูบคางพลางกล่าว "แล้วตกลงหลี่เค่อจั๋วผู้นี้มีที่มาที่ไปยังไงกันแน่? หรือว่าเขาแค่ตั้งใจจะนำยาที่อ้างว่าเป็นยาวิเศษมาถวายเฉยๆ อย่างนั้นหรือ?"
จ้าวเจินโพล่งขึ้นมากะทันหัน "จูฉางลั่ว เจ้ายังมียาแดงเหลืออยู่อีกหรือไม่?"
จูฉางลั่วพยักหน้า "เมื่อครู่ก่อนที่จะมาที่นี่ ข้าเพิ่งให้หลี่เค่อจั๋วนำยาเม็ดที่สองมาถวาย เพียงแต่จู่ๆ ข้าก็โผล่มาที่นี่เสียก่อน จึงยังไม่ทันได้กิน"
กล่าวจบเขาก็คลำหามันจากในเสื้อ แล้วหยิบยาลูกกลอนสีแดงสดเป็นประกายเม็ดหนึ่งออกมา
จ้าวเจินรับมาดมดูอย่างละเอียด ท่ามกลางกลิ่นหอมของยา ดูเหมือนจะแฝงกลิ่นอื่นๆ ปะปนอยู่ด้วย เขาใช้เล็บค่อยๆ ขูดผงยาออกมาเล็กน้อยแล้วแตะเข้าปาก
จ้าวควงอิ้นเตือนด้วยความห่วงใย "จ้าวเจิน ระวังมีพิษนะ จะสุ่มสี่สุ่มห้ากินไม่ได้เด็ดขาด"
จ้าวเจินพยักหน้า จากนั้นก็ถ่มน้ำลายทิ้งสองสามครั้ง แล้วหยิบน้ำมาบ้วนปาก ก่อนจะกล่าวด้วยความมั่นใจว่า "ในยานี้มีส่วนผสมของยาบำรุงอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนจะมียาที่ทำให้ประสาทตื่นตัวอยู่ด้วย ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด หากคนปกติทั่วไปกินเข้าไปก็ย่อมมีสรรพคุณช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้จริง แต่ก็เป็นเพียงผลชั่วคราวเท่านั้น"
เยิ่นเสี่ยวเทียนฟังแล้วก็ถึงกับอึ้ง สรุปว่านี่มันก็คือไวอากร้าเวอร์ชันต้าหมิงนี่เอง
"ยานี้มีฤทธิ์ร้อน ดังนั้นจึงทำให้คนกินรู้สึกตื่นตัวและคึกคัก ในขณะที่ยาต้าหวงที่จูฉางลั่วกินไปก่อนหน้านี้กลับเป็นยาฤทธิ์เย็น สองสิ่งนี้เดิมทีก็เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว ราวกับน้ำกับไฟ ร่างกายของจูฉางลั่วเดิมก็อ่อนแอจนรับยาบำรุงไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อฤทธิ์เย็นจัดกับฤทธิ์ร้อนจัดเข้าปะทะกันในร่างกาย แม้จะมีอาการดีขึ้นชั่วขณะ ทว่ามันก็เป็นเพียงแค่การดื่มยาพิษแก้กระหาย และเป็นแค่อาการคนใกล้ตายที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวชั่วคราวก็เท่านั้น หากเขามาไม่ทันเวลา เกรงว่าคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่ชั่วยามแล้ว แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการวิเคราะห์เบื้องต้นจากยาเม็ดนี้เท่านั้น ส่วนผสมที่แท้จริงคงต้องให้ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านยามาตรวจสอบให้แน่ชัดอีกที" จ้าวเจินวางยาแดงลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างเบามือ
เมื่อมองดูยาลูกกลอนสีแดงแปลกตานั้น ฮ่องเต้หลายองค์ถึงกับอดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ ยิ่งเมื่อนึกถึงว่าในยานี้มีส่วนผสมของประจำเดือนสตรีอยู่ด้วย จ้าวซวี่ก็แทบจะอาเจียนออกมา
หลี่ซื่อหมินหยิบมันขึ้นมาแล้วเก็บใส่ในแขนเสื้อ "จูฉางลั่ว ไหนๆ เจ้าก็ไม่ต้องใช้มันแล้ว เช่นนั้นข้าก็ขอรับไปก็แล้วกัน"
หลี่หยวนจี๋ทำหน้าพิลึกพลางเหน็บแนม "ไฉน? หลี่ซื่อหมิน หรือว่าสมรรถภาพทางเพศของเจ้าถดถอยแล้วหรือ?"
หลี่ซื่อหมินยิ้มขื่น "น้องสาม เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลไป เจ้าก็รู้ว่าหมอเทวดาซุนซือเหมี่ยวตอนนี้ก็อยู่ในฉางอัน ข้าก็แค่อยากจะให้เขาลองตรวจดูว่าในยานี้มีส่วนผสมอันใดอยู่บ้าง"
หลี่หยวนจี๋ทำสายตาประหลาด "อ้อ เจ้าคิดว่าข้าเชื่อหรือ?"
หลี่ซื่อหมินส่ายหน้า และเลือกที่จะไม่อธิบายอะไรอีก เขารู้ว่าซุนซือเหมี่ยวชอบศึกษาพวกยาแปลกๆ พิสดารเหล่านี้อยู่แล้ว เขาจึงตั้งใจจะนำยาแดงนี้กลับไป ก็ถือเสียว่าเป็นรางวัลให้ซุนซือเหมี่ยวที่อุตส่าห์วิจัยโอสถต่ออายุก็แล้วกัน
"หลี่เค่อจั๋วเป็นคนของเจิ้งกุ้ยเฟยจริงหรือไม่ ถามดูเดี๋ยวก็รู้แล้ว ไม่ต้องให้พวกเรามานั่งเดากันส่งเดชอยู่ตรงนี้หรอก จูฉางลั่ว ประเดี๋ยวเจ้าพาข้าไปสักรอบ ความจริงของเรื่องนี้ข้าจะเป็นคนสืบให้กระจ่างเอง ถึงเวลาใครสมควรฆ่าก็ต้องฆ่า ใครสมควรจับก็ต้องจับ ข้าไม่ลังเลใจเหมือนเจ้าหรอก เรื่องการลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้เช่นนี้ หากไม่เอาให้แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ข้าไม่มีทางเลิกราเด็ดขาด"
บรรดาฮ่องเต้จากราชวงศ์อื่นต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ดูเหมือนวันนี้จะมีเรื่องสนุกให้ดูอีกแล้ว
"เจ้าสี่ เจ้าช่วยไปทำธุระแทนข้าสักรอบ ไปพาตัวพวกเหมาเซียงมาที่นี่ พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการสอบสวนนักโทษอยู่ไม่น้อย เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้พวกเขาเป็นคนจัดการ" จูหยวนจางโยนป้ายคำสั่งให้จูตี้อย่างไม่ใส่ใจนักพลางกล่าว
จูตี้ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกจะไปเดี๋ยวนี้"
หลังจากจูตี้จากไป จูฉางลั่วก็เริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อย หลังจากนั่งพักบนโซฟาได้ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกหิวโหยขึ้นมาอย่างรุนแรง แน่นอนล่ะ ไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาสิบวัน ถ้าไม่หิวก็แปลกแล้ว
เยิ่นเสี่ยวเทียนเห็นเขาเอามือกุมท้องด้วยสีหน้าลำบากใจ เหมือนมีอะไรที่พูดไม่ออก "คุณคงจะหิวแล้วใช่ไหม? รอแป๊บนึงนะ ผมจะไปหาอะไรมาให้กินเดี๋ยวนี้แหละ"
เมื่อเดาใจจูฉางลั่วออก เยิ่นเสี่ยวเทียนก็หยิบเนื้อเสียบไม้ที่ปิ้งเสร็จแล้วกำหนึ่งมาใส่มือเขา "กินรองท้องไปก่อนนะ มันอาจจะชืดไปหน่อยแล้ว"
จูฉางลั่วไม่สนอะไรทั้งนั้น เริ่มสวาปามอย่างตะกละตะกลาม ตั้งแต่ล้มป่วยมา เขาก็ไม่เคยเจริญอาหารขนาดนี้มาก่อนเลย
ยังไม่ทันที่เขาจะกินเสร็จ จูตี้ก็กลับมาพร้อมกับเหมาเซียง นอกจากนี้คนที่ตามมาด้วยก็ยังมีเจี่ยงฮวาน หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรจากยุคหย่งเล่อ และลูกน้องของเขา ดูเหมือนว่าวันนี้สองอดีตผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคต้นราชวงศ์หมิงจะได้ร่วมมือกันทำคดีเสียแล้ว
(จบแล้ว)