- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นยอดจอมยุทธ์อัจฉริยะ
- บทที่ 400 - บำเพ็ญเพียรอย่างสันโดษ (ตอนต้น)
บทที่ 400 - บำเพ็ญเพียรอย่างสันโดษ (ตอนต้น)
บทที่ 400 - บำเพ็ญเพียรอย่างสันโดษ (ตอนต้น)
บทที่ 400 - บำเพ็ญเพียรอย่างสันโดษ (ตอนต้น)
เหนือท้องฟ้าเมืองจิ่วอวิ๋น ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง ภายในนั้นมีโลกอีกใบซ่อนอยู่ ขุนเขาและแม่น้ำกว้างใหญ่ไพศาล เจียงผิงยืนอยู่เหนือภูเขาและแม่น้ำเหล่านั้น
ครืน!
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับการเบิกฟ้าแยกปฐพีดังกังวานขึ้น ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงชั่วพริบตา ก็ขยายใหญ่ขึ้นถึงล้านจั้ง ดูยิ่งใหญ่ตระการตา
แน่นอนว่า นี่ยังไม่ถึงขีดจำกัด ร่างกายของเจียงผิงยังคงขยายใหญ่ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งเกือบจะถึงสองล้านจั้ง จึงได้หยุดลง
ในเสี้ยวเวลานี้ เขามีกลิ่นอายกลืนกินแปดทิศ ราวกับจะทัดเทียมสวรรค์ เปรียบดั่งสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ เพียงแค่ขยับตัว ก็ก่อให้เกิดพายุหมุนอันรุนแรง แม้แต่มิติก็ยังปริร้าว
"โฮก!"
เจียงผิงชกหมัดไปเบื้องหน้าเบาๆ พริบตาเดียวก็มีเสียงมังกรคำรามดังก้องกังวาน ด้านหลังของเขาปรากฏรูปลักษณ์มังกรอันน่าสะพรึงกลัวขึ้น
รูปลักษณ์มังกรนั้นดูสมจริงราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ทุกการหายใจเข้าออก เมฆหมอกทั่วท้องฟ้าต่างก็ถูกสูดเข้าไปในปากและจมูก
ปัง ปัง ปัง!
เมื่อสายลมจากหมัดพัดผ่านไป ราวกับมังกรครามไร้รูปคำรามลั่น พื้นดินรัศมีแสนลี้พลันพรุนไปทั่วในชั่วพริบตา ต้นไม้ใบหญ้านับไม่ถ้วนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วขณะนั้น
"ก็พอใช้ได้ ในที่สุดก็มีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว" เจียงผิงพึมพำกับตนเอง
ในช่วงเวลาสองเดือนกว่าที่ผ่านมา เขาเก็บตัวบำเพ็ญเพียรไม่ออกไปไหนเลย แม้แต่การต่อสู้อันดุเดือดของศิษย์สายตรงระดับสูง เขาก็ไม่ได้ไปชม มัวแต่ฝึกฝน 《คัมภีร์จักรพรรดิมนุษย์》 มาโดยตลอด
จนกระทั่งวันนี้ เจียงผิงก็สามารถหลอมรูปลักษณ์มังกรได้สำเร็จในที่สุด
ในยามนี้ จุดชีพจรทั่วร่างของเขาถูกกระตุ้น แต่ละจุดเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับมหาสมุทรอสนีบาตที่กำลังเดือดพล่าน และพลังอสนีบาตเหล่านี้ก็เชื่อมต่อกับเส้นเอ็น ผสมผสานเข้ากับรูปลักษณ์มังกร ราวกับกำลังหล่อหลอม
ชั่วพริบตานั้น กลิ่นอายของเจียงผิงก็ทวีความหนักแน่นและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
"《คัมภีร์จักรพรรดิมนุษย์》 ขั้นแรกหลอมจุดชีพจร ขั้นที่สองหลอมเส้นเอ็น พวกมันสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เมื่อใดที่อสนีบาตกลายเป็นจุดชีพจร มังกรพยัคฆ์กลายเป็นเส้นเอ็น จึงจะถือว่าการหลอมขั้นที่สองบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์พร้อม"
เจียงผิงครุ่นคิดอย่างละเอียด ตอนนี้เขาเพิ่งจะหลอมรูปลักษณ์มังกรได้ รอจนหลอมรูปลักษณ์พยัคฆ์ได้สำเร็จ ก่อเกิดเป็นรูปลักษณ์มังกรพยัคฆ์ กายเนื้อก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง
"ทว่าเมื่อเทียบกับเผยคง ก็ยังห่างชั้นกันอยู่ดี" เขาครุ่นคิด
ตามที่ระบุไว้ใน 《คัมภีร์จักรพรรดิมนุษย์》 เมื่อหลอมขั้นที่หกสำเร็จ กายเนื้อก็จะไม่ดับสูญ
ทว่านี่คือหลักการหลอมกายของสายเลือดเข้าใกล้มรรคาทั่วไป แต่เขาได้ข้ามผ่านทัณฑ์มรรคาระดับสูงสุดถึงสามชนิด คือ วัฏจักร มิติสุญตา และเหตุและผล ร่างกายของเขานั้นแข็งแกร่งจนไร้ผู้เปรียบปานอยู่แล้ว หากฝึกฝนคัมภีร์กายานี้เข้าไปอีก ก็น่าจะไม่ต้องถึงขั้นที่หก กายเนื้อก็คงจะไม่ดับสูญแล้ว
"บางทีหากข้าฝึกถึงขั้นที่ห้าหรือแม้แต่ขั้นที่สี่ ก็อาจจะทำให้กายเนื้อเกิดคุณสมบัติไม่ดับสูญได้แล้ว เพียงพอที่จะเรียกว่ารูปกายและจิตวิญญาณสมบูรณ์พร้อมได้!"
เจียงผิงรู้สึกคาดหวังขึ้นมา เมื่อใดที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนี้ ก็เพียงพอที่จะทัดเทียมกับเผยคงได้แล้ว
แน่นอนว่า เป้าหมายของเขาไม่เคยหยุดอยู่แค่การเป็นเศษหญ้าริมทาง เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการต่อกรกับปราชญ์แท้จริงในขอบเขตท่องเทวะ หรือแม้กระทั่งเอาชนะให้ได้!
"ยังห่างไกลนัก หากต้องการให้กายเนื้อไม่ดับสูญ การยกระดับพลังแห่งกฎเกณฑ์ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง" เจียงผิงแววตาวูบไหว
เท่าที่เขาทราบ ในบรรดาสิบสองศิษย์สายตรง สายเลือดเข้าใกล้มรรคาที่แข็งแกร่งจนสามารถต่อกรกับปราชญ์แท้จริงได้นั้น ล้วนครอบครองพลังอำนาจแห่งกฎเกณฑ์เกินกว่าสี่ส่วนทั้งสิ้น
อย่างเช่น ผู้คุมกฎคนใหม่ หลิวหรูไห่ และผู้อาวุโสรับเชิญอีกไม่กี่คน ก็อยู่ในระดับนี้เช่นกัน
"ส่วนศิษย์สายตรงระดับสูงนั้นเล่า" เจียงผิงเลิกคิ้ว
หกยอดฝีมือแห่งชิงหลิง นั่นสิถึงจะเป็นสัตว์ประหลาดในขอบเขตท่องเทวะอย่างแท้จริง แต่ละคนล้วนมีความแข็งแกร่งทะลุขีดจำกัด
ได้ยินมาว่า ผู้ที่อ่อนแอที่สุดยังสามารถสร้างกฎเกณฑ์ได้ถึงห้าส่วน
"ทว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ครั้งนี้วังชิงหลิงส่งศิษย์สายตรงระดับสูงออกไปถึงสามคน กลับพ่ายแพ้ไปถึงสองคน" เจียงผิงนึกถึงการต่อสู้อันดุเดือดที่เย่ชิงอวิ๋นเล่าให้ฟัง
"ช่างเถอะ เกี่ยวอันใดกับข้าเล่า ข้าต้องรีบหลอมรูปลักษณ์พยัคฆ์ให้สำเร็จ สกัดกลั่นปราณอาถรรพ์เบญจธาตุให้จงได้" เขาได้รับข่าวมาแล้วว่า หลี่ปู้อวี๋มาถึงเขตแดนของวังชิงหลิงแล้ว
เห็นได้ชัดว่าสองศิษย์อาจารย์คู่นั้นตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่
......
เจียงผิงกลับมาที่ห้องบำเพ็ญเพียร หยิบโลหิตพยัคฆ์ที่เตรียมไว้แล้วออกมา เตรียมพร้อมที่จะผลักดัน 《คัมภีร์จักรพรรดิมนุษย์》 ต่อไป
ทว่าผ่านไปเพียงครึ่งวัน เย่ชิงอวิ๋นก็รีบร้อนกลับมาจากข้างนอก แล้วก็เรียกเขาให้ออกมา
"มีเรื่องอันใดหรือ?"
"หลี่ปู้อวี๋ต้องการพบเจ้า!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงผิงก็เลิกคิ้ว อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "หรือว่าพวกเขาต้องการจะยุติความแค้นในครั้งนี้?"
"ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น" เย่ชิงอวิ๋นก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน จากนั้นก็กล่าวต่อว่า "หลี่ปู้อวี๋กับอาจารย์ของเขานัดพบเจ้าที่หอชางชิง คืนนี้เลย"
"หอชางชิงหรือ?" เจียงผิงขมวดคิ้ว
หอชางชิงตั้งอยู่ในเมืองชิงตี้ ส่วนเขาอยู่ที่เมืองจิ่วอวิ๋น ระยะทางระหว่างทั้งสองแห่งนั้นห่างไกลกันพอสมควร ประเด็นสำคัญก็คือ โจวเถาหงผู้นั้น ก็ถูกคนลอบโจมตีระหว่างทางจากเมืองจิ่วอวิ๋นไปยังเมืองชิงตี้นี่แหละ
เขาเอ่ยว่า "เจ้าพอจะติดต่อพวกเขา ให้สองคนนั้นมาหาที่เมืองจิ่วอวิ๋นโดยตรงได้หรือไม่?"
"ได้สิ" เย่ชิงอวิ๋นพยักหน้า เขาได้ทิ้งร่องรอยการติดต่อไว้แล้ว จึงหยิบของวิเศษสำหรับสื่อสารออกมาติดต่อทันที
ครู่ต่อมา ท่ามกลางเสียงจอแจ ก็มีเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น "ว่าอย่างไร! สหายเย่ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือ?"
เจียงผิงมีสีหน้าเคลือบแคลง เขารู้สึกอยู่เสมอว่าเสียงจากปลายสายนั้นช่างคุ้นหู ราวกับเคยได้ยินที่ใดมาก่อน
และในเวลานี้ เย่ชิงอวิ๋นก็ได้บอกเล่าถึงความต้องการของเจียงผิงไปรอบหนึ่ง ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ จากนั้นก็มีเสียงสตรีแปลกหน้าดังขึ้น "หากเจียงผิงผิงอยากจะยุติความแค้นจริงๆ ก็จงมาที่หอชางชิงก่อนยามห้ายในคืนนี้เถิด เขาก่อความผิดใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ จะไม่มีแม้แต่ความจริงใจเพียงเท่านี้เชียวหรือ?"
ยังไม่ทันที่เย่ชิงอวิ๋นจะได้พูดอะไร ปลายสายก็ตัดการติดต่อไปดื้อๆ เจียงผิงลูบคาง ทว่ากลับตกอยู่ในความมึนงงอีกเรื่องหนึ่ง
หลี่ปู้อวี๋เป็นสตรีงั้นหรือ?
"เป็นบุรุษ!" เย่ชิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นทันที พร้อมกับกล่าวอย่างจริงจังว่า "สตรีที่พูดเมื่อครู่นี้มีสถานะไม่ธรรมดาเลย นางก็คือศิษย์สายตรงอันดับสามแห่งวังชิงหลิงในยุคนี้!"
ในที่สุดเจียงผิงก็กระจ่างใจ เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าเสียงในตอนแรกนั้นคุ้นหู ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เคยชวนเขาไปที่หอชางชิง ทว่าในตอนนั้นท่าทีของอีกฝ่ายไม่ค่อยดีนัก เขาจึงไม่ได้สนใจ
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในยามนี้ หลี่ปู้อวี๋มาถึงวังชิงหลิงแล้วจริงๆ และอาศัยเส้นสายของศิษย์สายตรง มาตามหาตัวเขาจนพบ
"จะว่าอย่างไรเล่า?" เย่ชิงอวิ๋นมองเจียงผิง เขาค่อนข้างเอนเอียงไปทางการยุติความแค้นในครั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายก็มาจากพันธมิตรสดับมรรคา ยิ่งเขาอยู่ในวังชิงหลิงนานเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่ากลัวขององค์กรนั้น แม้แต่สำนักระดับสูงสุดต่างๆ ก็ยังไม่อยากล่วงเกิน
ทว่า เจียงผิงกลับโบกมือปัด เอ่ยว่า "ไม่ต้องไปสนใจหรอก"
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องบำเพ็ญเพียรไปทันที
ล้อเล่นน่า หลี่ปู้อวี๋ถึงกับออกคำสั่งตามล่าแล้ว เผยคงก็ลงมือกับเขาแล้ว เขาจะรีบเสนอหน้าไปยุติความแค้นได้อย่างไรกัน อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงผู้อาวุโสรับเชิญของชิงหลิง ตราบใดที่ไม่ออกไปข้างนอก ก็ย่อมไม่มีอันตรายใดๆ
เย่ชิงอวิ๋นพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
ทว่าเมื่อถึงวันรุ่งขึ้น ของวิเศษสำหรับสื่อสารของเขาก็ดังหึ่งๆ อย่างต่อเนื่อง เขาเพิ่งจะเปิดการสื่อสาร ปลายสายก็มีเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังมา เป็นเสียงของผู้ติดตามของศิษย์สายตรงอันดับสามนั่นเอง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตัดพ้อ "เหตุใดเมื่อคืนเจียงผิงผิงจึงไม่มา?"
"ก็พวกเจ้าไม่อยากมาเมืองจิ่วอวิ๋นมิใช่หรือ"
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่
"พวกข้าจะไปเมืองจิ่วอวิ๋น!" เสียงบุรุษอีกคนหนึ่งดังขึ้น ทำเอาเย่ชิงอวิ๋นหน้าเครียดขึ้นมาทันที
หลี่ปู้อวี๋!!
เขาจึงรีบไปเคาะประตูห้องบำเพ็ญเพียร เอ่ยเสียงขรึมว่า "หลี่ปู้อวี๋จะมาหาเจ้าที่เมืองจิ่วอวิ๋น"
เจียงผิงมีสีหน้าราบเรียบ ร้อง 'อ้อ' เบาๆ คำหนึ่ง แล้วก็กลับเข้าสู่สภาวะปิดด่านบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง เมื่อตกค่ำ เขาก็เดินออกจากห้องบำเพ็ญเพียร เพราะหลี่ปู้อวี๋มาถึงแล้ว ตอนนี้อยู่ในเมือง
ในเวลานี้ ของวิเศษสำหรับสื่อสารของเย่ชิงอวิ๋นเปิดอยู่ ปลายสายมีเสียงของศิษย์สายตรงอันดับสามดังมา "พวกข้ามาถึงแล้ว เจ้าอยู่ที่ใด?"
น้ำเสียงของสตรีผู้นั้นแฝงไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ นางรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก อุตส่าห์เดินทางมาด้วยตนเองพร้อมกับหลี่ปู้อวี๋ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีมารยาทในการต้อนรับแขกเลยแม้แต่น้อย แม้แต่โต๊ะสุราสักโต๊ะก็ยังไม่จัดเตรียมไว้
ภายในจวน ในที่สุดเจียงผิงก็เอ่ยปากขึ้น "พูดมาเถอะ พวกเขาอยากจะยุติความแค้นอย่างไร?"
"เราสองคนมาพบหน้าคุยกันดีหรือไม่?" ที่ปลายสาย เสียงของหลี่ปู้อวี๋ดังขึ้นอย่างช้าๆ
(จบแล้ว)