- หน้าแรก
- ระบบแปลงทักษะครอบจักรวาล
- บทที่ 21 - สิ่งลี้ลับ!?
บทที่ 21 - สิ่งลี้ลับ!?
บทที่ 21 - สิ่งลี้ลับ!?
บทที่ 21 - สิ่งลี้ลับ!?
"บัดซบ! ไอ้พวกเดรัจฉาน! ฉันจะสับพวกมันเป็นชิ้นๆ ให้ได้!"
เจียงเฟยมองผู้หญิงที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าอาคารเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายอันดับสอง ก่อนจะกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้น
ภายในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับสองเงียบสงัด พื้นดินขยับเขยื้อนเล็กน้อย มองจากพื้นดินที่แตกหักจะเห็นเส้นริ้วสีเลือดแผ่ขยายออกไปราวกับงู!
"พี่เฟย ค่ายกลสูบโลหิตนี้ไม่มีทางทำลายได้เลยจริงๆ หรือ?" เฉินอวิ๋นถามอย่างไม่ยินยอม
เจียงเฟยส่ายหน้า "เว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ด..."
"หรือไม่ก็ ตอนที่แกนค่ายกลจุดแรกทำงาน ต้องลงมือสังหารคนที่วางค่ายกลโดยไม่ต้องสนใจผลที่ตามมาทันที! แต่ตอนนี้พูดไปก็สายไปแล้ว..."
น้ำเสียงของเจียงเฟยขมขื่น แกนค่ายกลทั้งหกจุดของอีกฝ่ายทำงานไม่พร้อมกัน
หากตอนที่แกนค่ายกลในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งเพิ่งทำงาน แล้วฉีต๋าลงมือสังหารอีกฝ่ายโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม... ก็อาจจะมีคนตายแค่หลักพัน
คงไม่ลุกลามจนกลายเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายขนาดนี้...
แต่จะไปโทษฉีต๋าก็ไม่ได้ ใครจะไปคิดว่าค่ายกลที่อีกฝ่ายจะวางคือค่ายกลสังเวยโลหิต?
ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นการทำลายล้างจากศัตรู คุณไม่ไปด่าไอ้พวกเดรัจฉานพวกนั้น แต่กลับมาโทษเพื่อนร่วมทีมว่าใจอ่อน... แบบนั้นมันไม่ป่วยไปหน่อยหรือ?
คนที่สมควรถูกด่ามากที่สุด ความจริงแล้วคือสำนักงานปราบยุทธ์ต่างหาก!
อีกฝ่ายเคลื่อนไหวอยู่ใต้จมูกพวกเขามาหลายปีขนาดนี้ แถมยังมีหนอนบ่อนไส้ไต่เต้าขึ้นไปถึงระดับสูง!
สำนักงานปราบยุทธ์ที่รับผิดชอบความมั่นคงภายในกลับไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย?
นี่คือความบกพร่องต่อหน้าที่อย่างใหญ่หลวง!
เกรงว่าต่อให้คราวนี้พวกเขารอดชีวิตไปได้ ก็คงถูกส่งไปถมแนวรบที่สมรภูมิแนวหน้านอกพิภพ สู้จนกว่าจะตาย! ถึงจะชดใช้บาปกรรมของตัวเองได้...
"ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้..." เฉินอวิ๋นพึมพำ
เธอพบว่าตอนนี้ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย
แม้จะเอาแผ่นศิลาที่นำมาจากสำนักงานไปปักไว้รอบนอกโรงเรียนมัธยมปลายอันดับสอง เพื่อสกัดกั้นการลุกลามของริ้วเลือด... แต่นั่นก็แค่ลดความเร็วในการลุกลามลงเท่านั้น
คนในสำนักงานวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว
หากไม่มีอะไรผิดพลาด สามชั่วโมง!
อีกสามชั่วโมงข้างหน้า ริ้วเลือดของค่ายกลสูบโลหิตทั้งหกจุดจะลุกลามไปทั่วทั้งเมือง!
หลังจากนั้นจะใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่นาที สูบเลือดเนื้อประชากรในเมืองเฉินหยางจนกลายเป็นซากศพแห้งกรัง...
"หรือว่าเราทำได้แค่มอง... มองพวกเขา..."
"เสี่ยวอวิ๋น..." เจียงเฟยตบไหล่เฉินอวิ๋น คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป
"ถ้าเรารับคดีของฉู่หยวนเร็วกว่านี้สักสองสามวัน ไม่แน่ว่าอาจจะพบความผิดปกติล่วงหน้า..."
ความสามารถในการทำงานของสำนักงานปราบยุทธ์นั้นไม่ธรรมดา ความจริงพวกเขาเริ่มระแคะระคายเรื่องเหยียนเซวียนแล้ว
เพียงแต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ก็เกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน
ผู้หญิงที่อยู่บนดาดฟ้าอาคารเรียนโรงเรียนมัธยมปลายอันดับสองคนนั้นก็อยู่ในข้อมูลข่าวกรอง เธอเคยพบกับเหยียนเซวียน พวกเขาเป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว...
เฉินอวิ๋นรู้สึกว่า หากสำนักงานปราบยุทธ์รับคดีของฉู่หยวนเร็วกว่านี้ ไม่แน่อาจจะพบตัวเหยียนเซวียนก่อนกำหนดหลายวัน
เจียงเฟยส่ายหน้า คนพวกนี้ซ่อนตัวอยู่ในเมืองเฉินหยางมาตั้งหลายปี แถมยังมีหนอนบ่อนไส้คอยปกปิดให้... จะถูกค้นพบง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ?
เกรงว่าคงเป็นเพราะวางค่ายกลเสร็จแล้ว ถึงได้มีอารมณ์ไปหาเรื่องฉู่หยวนให้มากความ
ต่อให้พวกเขาพบความผิดปกติล่วงหน้าหลายวัน ก็คงทำให้อีกฝ่ายเร่งเปิดใช้งานค่ายกลเร็วขึ้นหลายวันเท่านั้น...
"ฮือๆ~" เฉินอวิ๋นซุกหน้าลงกับท่อนแขน สะอื้นไห้เสียงเบา
เจียงเฟยมองผู้หญิงบนดาดฟ้าอย่างเงียบงัน ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกไร้เรี่ยวแรง
"ฮือ~"
เสียงร้องไห้ดังแว่วเข้ามาในหัว ดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งฟังยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่าน
"เสี่ยวอวิ๋น อย่าร้องไห้เลย"
"..."
"อย่าร้องไห้!" เจียงเฟยทนไม่ไหวจนต้องตวาดออกไป ตอนนี้เขาไม่รู้ตัวเลยว่าดวงตาของตัวเองเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงก่ำ
ไหล่ของเฉินอวิ๋นที่กำลังสั่นสะท้านหยุดกึกกะทันหัน เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเจียงเฟย
ใบหน้าของเธอซีดเผือด มุมปากยกยิ้มแปลกประหลาด ดวงตาทั้งสองข้างถูกสีดำกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว
เสียงแหลมสูงและก้องกังวานดังออกมาจากปากเธอ คล้ายมีเสียงสะท้อนทับซ้อนกัน "พี่เฟย ฉันไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย คนที่ร้องไห้... เห็นๆ อยู่ว่าเป็นพี่ต่างหากล่ะ!"
เจียงเฟยถอยหลังไปสองก้าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ ราวกับถูกน้ำแข็งราดรดตั้งแต่หัวจรดเท้า
เป็นไปได้อย่างไร... ยังมีสิ่งลี้ลับด้วยงั้นหรือ?
"ฮิฮิ~"
มือที่เย็นเฉียบพาดปิดตาของเขาอย่างเงียบเชียบ...
......
แน่นอนว่าฉีต๋าไม่ได้โขกศีรษะให้เหยียนเซวียน
เขารู้ดีว่าต่อให้เขาโขกศีรษะจนเกิดภาพติดตา เหยียนเซวียนก็ไม่มีทางปล่อยครูและนักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งไป
มิเช่นนั้น คนที่อยู่เบื้องหลังคงต้องถลกหนังเขาทิ้งแน่...
นอกโรงเรียน มีร่างหนึ่งบินโฉบมาบนท้องฟ้า
"ครูใหญ่ฉี!"
"หัวหน้าหน่วยหม่า?" ฉีต๋าถอนหายใจด้วยความโล่งอก คนที่มาคือคนที่เขารู้จัก หม่าฮุยแห่งสำนักงานปราบยุทธ์เมืองเฉินหยาง
ความเคลื่อนไหวของสำนักงานปราบยุทธ์ถือว่ารวดเร็ว ถึงแม้เรื่องราวจะดูซับซ้อน แต่ความจริงแล้วเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น...
"เร็วเข้า! รีบช่วยคนก่อน!"
หม่าฮุยไม่มีเวลาทักทาย เขาดันฝ่ามือซัดเข้าใส่อาคารเรียนทันที!
เหยียนเซวียนไม่ได้ขัดขวาง เพียงแต่ยืนมองด้วยรอยยิ้มเย็นชา
เพราะหากเขาลงมือ ฉีต๋าก็จะเข้ามาขวางทันที ไม่มีประโยชน์อะไร
สายลมหนาวพัดผ่าน เพียงชั่วพริบตาตัวอาคารเรียนก็ถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็ง! จากนั้นเสียงแตกหักก็ดังลั่น
ท่ามกลางสายตาของผู้คน อาคารเรียนขนาดใหญ่พังทลายลงมาราวกับทรายดูดในวินาทีต่อมา! กลายเป็นละอองธุลีปลิวว่อนไปทั่วฟ้า!
ครูและนักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งที่ติดอยู่ข้างในเสียหลัก ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ...
แต่ทว่ามีตาข่ายผืนหนึ่งรับพวกเขาเอาไว้!
มันคือตาข่ายที่ถักทอจากเส้นริ้วสีเลือดไขว้กันไปมา... คล้ายกับแหจับปลา
นี่คือร่างต้นของค่ายกลสูบโลหิต!
อาคารเรียนเป็นเพียงจุดที่มีริ้วเลือดหนาแน่นที่สุด ความจริงแล้วทั้งโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งต่างก็อยู่ในขอบเขตของค่ายกลสูบโลหิต!
หม่าฮุยไม่ได้แปลกใจ หากพูดถึงความเข้าใจในค่ายกลสูบโลหิต เขาเหนือกว่าฉีต๋าอย่างเทียบไม่ติด
เขาฟาดฝ่ามือออกไปอีกครั้ง ผ่าแหจับปลานั้นจนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ พลังงานมหาศาลม้วนตัวพากลุ่มคนที่อยู่ข้างในออกมา!
"เหอะ ยืดเวลาตายออกไปเท่านั้น..." เหยียนเซวียนเยาะเย้ยอีกครั้ง
หม่าฮุยคือหัวหน้าสำนักงานปราบยุทธ์เมืองเฉินหยาง แข็งแกร่งกว่าฉีต๋าเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของระดับห้า
ลำพังตัวเขา สั่นคลอนค่ายกลสูบโลหิตไม่ได้หรอก!
หม่าฮุยย่อมรู้ดี เขาแค่ย้ายคนจากจุดที่มีพลังสูบกลืนรุนแรงที่สุด ไปยังจุดที่อ่อนลงมาหน่อยเท่านั้น
ในร่างกายของคนเหล่านี้มีสัญลักษณ์ของค่ายกลสูบโลหิตฝังอยู่ ต่อให้ตอนนี้จะย้ายออกไปนอกโรงเรียนก็เปล่าประโยชน์!
แต่... ยื้อชีวิตไว้ได้อีกหน่อยก็ยังดี
ฉีต๋ากระซิบถามอย่างเร่งร้อน "หัวหน้าหน่วยหม่า! ตอนนี้จะเอายังไง? ว่าแผนการมาเลย!"
หม่าฮุยส่ายหน้า น้ำเสียงหนักอึ้ง "ตอนนี้มีแต่ต้องรวมกำลังฝ่าวงล้อมออกไป รักษาเมล็ดพันธุ์กลุ่มหนึ่งเอาไว้..."
"ผายลม! ฝ่าวงล้อมแล้วจะพาคนออกไปได้สักกี่คน? แล้วคนอื่นล่ะจะทำยังไง?
ยอดฝีมือของสำนักงานปราบยุทธ์พวกคุณมีตั้งเยอะ! ยอดฝีมือของกองทัพก็มีตั้งเยอะ! ไม่มีปัญญาจัดการพวกมันเลยหรือไง?!
อีกอย่าง ถ้าฝ่าออกไปได้หมด ก็แจ้งขอความช่วยเหลือจากเบื้องบนไปเลยไม่จบหรือไง?" ฉีต๋าชี้จุดบอดในคำพูดของหม่าฮุยได้ในทันที
"งั้นฉันถามคุณหน่อย ถ้าเป็นคุณ ค่ายกลที่สำคัญขนาดนี้ คุณจะส่งคนมาแค่คนเดียวหรือ?"
"...ไม่"
"นั่นไงล่ะ"
"แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?"
"อยู่รอบนอกเมืองเฉินหยาง... กำลังปิดประตูตีแมว..."
"ปิดประตูตีแมว!? แล้วคุณจะฝ่าวงล้อมหาบิดาคุณหรือ!
ลำพังจะฝ่าออกไปยังไม่ได้เลย ขืนพาตัวถ่วงไปอีกฝูงจะรอดออกไปได้หรือไง?"
"จิ๊..." หม่าฮุยถอนหายใจอย่างจนปัญญา "พูดตรงๆ มันฟังดูแย่ไปหน่อยไม่ใช่หรือไง? คุณก็คิดซะว่าเป็นการฝ่าวงล้อมก็แล้วกัน..."
ฉีต๋าเข้าใจแล้ว สรุปก็คือซ่อนตัวไว้ก่อน รอให้พวกมันสังเวยเลือดเมืองเฉินหยางเสร็จแล้วจากไป ถึงค่อย 'ฝ่าวงล้อม' ออกมาเพื่อรอวันล้างแค้น...
ขณะนี้ ฉู่หยวนกำลังเหม่อมองท้องฟ้า
เสาลำแสงอีกห้าต้น รวมถึงเสาลำแสงของโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่ง ล้วนกำลังโค้งงอเข้าหาจุดศูนย์กลางจุดเดียวกัน
ราวกับต้องการจะเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เหมือนกับนิ้วทั้งห้าที่กำลังรวบกำเป็นหมัด
เมื่อกระบวนการนี้เสร็จสิ้น ย่อมมีเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่าเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย!
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ฉู่หยวนพบว่าตำแหน่งของเสาลำแสงต้นหนึ่งดูเหมือนจะอยู่ใกล้กับบ้านของเขามาก...
(จบแล้ว)