- หน้าแรก
- ระบบแปลงทักษะครอบจักรวาล
- บทที่ 5 - โจวเจ๋อผู้ผิดปกติ
บทที่ 5 - โจวเจ๋อผู้ผิดปกติ
บทที่ 5 - โจวเจ๋อผู้ผิดปกติ
บทที่ 5 - โจวเจ๋อผู้ผิดปกติ
ฉู่หยวนไม่ได้นอนทั้งคืน เขาฝึกฝนไปพร้อมกับคอยสังเกตดูเวลา
จนกระทั่งผ่านพ้นเวลาเที่ยงคืนไป แผงควบคุมระบบในหัวของเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงตามคาด!
เขามองดูตัวเลขจำนวนครั้งที่สามารถแปลงได้เปลี่ยนจากศูนย์เป็นหนึ่งกับตา...
เขารีบหยิบโอสถวิถียุทธ์ที่หวงปัวให้มาเมื่อวานออกมาอย่างร้อนรน
พอหยิบขวดโอสถปราณโลหิตขึ้นมา กำลังจะให้ระบบทำการแปลง จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้...
เขาจึงเทโอสถในขวดหยกทั้งหมดออกมา แล้วยัดพวกมันทั้งหมดลงไปในขวดโอสถปราณโลหิต... เพื่อลองหาวิธีโกงระบบดูสักหน่อย
ยังไงระบบก็ไม่ได้ระบุว่าแปลงได้กี่เม็ดนี่นา...
"แปลง!"
【กำลังทำการแปลง...
ได้รับผงรวบรวมปราณ*5!
จำนวนครั้งที่สามารถแปลงได้ในวันนี้: ศูนย์!】
"..." ฉู่หยวนรู้สึกเสียดายเล็กน้อย วิธีโกงระบบใช้ไม่ได้ผลแฮะ
หรืออาจจะเป็นเพราะเขาลองผิดวิธี...
เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก เทโอสถที่อัดแน่นเต็มขวดออกมา ก็เห็นเม็ดยากลมๆ ห้าเม็ดที่เปล่งแสงเรืองรองอยู่ก้นขวด
ถึงแม้จะชื่อว่าผงรวบรวมปราณ แต่มันก็ยังคงมีรูปทรงเป็นเม็ดยาอยู่ดี
เขาหยิบขึ้นมาหนึ่งเม็ดวางไว้บนฝ่ามือ นอกจากจะสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ภายในแล้ว ก็ไม่เห็นความพิเศษอะไรอย่างอื่นเลย
ฉู่หยวนไม่รอช้า กลืนมันลงไปทันที
พริบตานั้น! พลังวิญญาณมหาศาลก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย...
......
สรรพเสียงจากนอกหน้าต่างดังแว่วเข้ามาอย่างชัดเจน ในห้องครัว แม่กำลังทำอาหารอยู่
ฟังจากเสียงแล้ว น่าจะกำลังทอดไข่อยู่มั้ง?
ส่วนในห้องของฉู่อิ๋ง ก็มีเสียงกรนเบาๆ ดังลอดออกมา...
ฉู่หยวนลืมตาขึ้นทันควัน แสงเรืองรองวาบผ่านก้นบึ้งดวงตาของเขา ก่อนจะเลือนหายไป
เมื่อมองดูห้องเล็กๆ ของตัวเองอีกครั้ง ความรู้สึกกลับแตกต่างไปจากเดิม
แม้กระทั่งฝุ่นผงเล็กๆ บนพื้นก็ยังมองเห็นรูปทรงได้อย่างชัดเจน!
หูตาว่องไว นี่สินะที่เรียกว่าหูตาว่องไว...
เขาสัมผัสได้ถึงพลังเซียนที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายอย่างช้าๆ ด้วยความพึงพอใจ
ตามที่ระบุไว้ในเคล็ดวิชาสร้างรากฐาน ตอนนี้เขาน่าจะอยู่ใน... ขั้นรวบรวมปราณระดับสาม!?
จากขั้นเริ่มต้นมาถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสาม ใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น!
สิ่งที่ต้องแลกก็คือ ผงรวบรวมปราณทั้งห้าเม็ดที่ได้จากการแปลงนั้นถูกใช้จนหมดเกลี้ยง... หรือว่าเขาจะไม่ใช่แค่อัจฉริยะวิถียุทธ์ แต่เป็นถึงอัจฉริยะวิถีเซียนด้วย?
การฝึกฝนตลอดทั้งคืนนี้ ไม่มีสิ่งสกปรกใหม่ถูกขับออกมาจากร่างกายอีกแล้ว
หลังจากหลงหยิ่งผยองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเรียกของแม่ก็ดังมาจากนอกประตู "หยวนหยวน อิ๋งอิ๋ง ตื่นมากินข้าวได้แล้ว!"
หลังจากอาบน้ำล้างหน้าเสร็จ เขาก็มานั่งที่โต๊ะอาหาร
ฉู่อิ๋งมือหนึ่งถือหมั่นโถว อีกมือถือตะเกียบ แต่จู่ๆ เธอก็ย่นจมูกสูดดมฟุดฟิดใกล้ๆ ฉู่หยวน
"..." ฉู่หยวนผลักหัวเธอออกไปอย่างรังเกียจ
"พี่ พี่ฉีดน้ำหอมเหรอ?"
"เธอเป็นบ้าเหรอ?"
หานชุ่ยไม่ได้สนใจที่สองพี่น้องหยอกล้อกันบนโต๊ะอาหาร บ้านนี้ไม่เคยมีกฎระเบียบอะไรมากมายนัก
แต่เธอก็พลอยสูดจมูกดมไปด้วย ก่อนจะยิ้มออกมา "มีกลิ่นหอมจริงๆ ด้วยนะ"
ฉู่หยวนชะงักไป วางตะเกียบลงแล้วยกแขนตัวเองขึ้นมาดมดูบ้าง
อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้สังเกต ตอนนี้เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาจริงๆ
แต่มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมอะไรหรอก มันคล้ายกับกลิ่นของต้นไม้ใบหญ้าเสียมากกว่า แล้วก็มีกลิ่นอื่นๆ ปนมาด้วย... ถ้าจะให้ระบุให้ชัดเจน ก็คงเป็นกลิ่นอายของธรรมชาติล่ะมั้ง?
เมื่อพอจะเดาทางได้ เขาจึงอธิบายไปว่า "น่าจะเป็นเพราะกินโอสถไปเมื่อวานนี้แหละครับ"
"ผิวพี่ก็ดูดีขึ้นด้วยนะเนี่ย!" ฉู่อิ๋งจ้องมองแขนของเขา พร้อมกับอุทานด้วยความประหลาดใจ
"พอๆ กินข้าวไปเถอะ อาหารยังอุดปากเธอไม่มิดอีกเหรอ"
......
ถึงแม้หวงปัวจะบอกว่านักเรียนสามารถฝึกฝนเองที่บ้านได้ แต่จริงๆ แล้วแทบจะไม่มีใครทำแบบนั้นหรอก
ประโยชน์ของค่ายกลรวบรวมพลังงานนั้นมีมหาศาลมาก! และของพรรค์นี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะหามาติดตั้งได้... ไม่ต้องพูดถึงค่าใช้จ่ายในการเปิดใช้งาน ลำพังแค่วัสดุในการสร้างค่ายกลก็ต้องใช้เงินนับล้านหยวนแล้ว!
ฉู่หยวนย่อมไม่ปล่อยโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ฟรีๆ แบบนี้ไปแน่
แค่ฟังชื่อก็รู้สรรพคุณแล้ว ไม่แน่ว่ามันอาจจะรวบรวมพลังวิญญาณมาได้ด้วยก็ได้?
นอกจากนี้เขายังมีความคิดอีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อระบบสามารถแปลงเคล็ดวิชาและโอสถได้... แล้วมันจะแปลงค่ายกลได้ด้วยไหม?
ถ้าแปลงได้ ฉู่หยวนก็พอจะเดาชื่อมันออกแล้วด้วยซ้ำ
ค่ายกลรวบรวมวิญญาณ!
ไม่ว่าจะในนิยายวิถีเซียนเรื่องไหน ก็ต้องมีไอ้ของแบบนี้อยู่ทั้งนั้นแหละ!
ต้องหาทางไปเอามาสักชุดให้ได้... แต่ตอนนี้เขายังไม่มีทุนทรัพย์อะไรเลย ทรัพยากรในการฝึกฝนช่วงแรกยังต้องพึ่งพาโรงเรียนอยู่เลย...
พอมาถึงโรงเรียน ก็เป็นไปตามคาด ทุกคนต่างก็เลือกที่จะฝึกฝนที่โรงเรียนกันทั้งนั้น
มีหลายคนแอบลอบมองฉู่หยวน เพราะอยากรู้ว่าวันนี้เขาจะสร้างความฮือฮาอะไรอีกไหม...
เมื่อเข็มนาฬิกาชี้ไปที่แปดนาฬิกาสามสิบนาที หวงปัวก็หยิบผลึกใสสองก้อนไปเสียบเข้ากับช่องว่างเหนือกระดานดำ
ไม่มีปรากฏการณ์อัศจรรย์อะไรเกิดขึ้น แต่ความเข้มข้นของพลังงานบางอย่างภายในห้องเรียนกลับเริ่มเพิ่มสูงขึ้น!
นักเรียนที่ฝึกเคล็ดวิชาชุบสกัดปราณขั้นเริ่มต้นได้แล้วจะสัมผัสได้ถึงจุดนี้เป็นอย่างดี!
"อย่ามัวเสียเวลา เริ่มฝึกฝนได้แล้ว!
ค่ายกลรวบรวมพลังงานจะหยุดทำงานหนึ่งชั่วโมงตอนเที่ยง เวลาช่วงนั้นเอาไว้ให้พวกเธอไปกินข้าวกัน" หลังจากกำชับจบ หวงปัวก็นั่งลงและหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาไถดูวิดีโอ
ช่วงหนึ่งเดือนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่เขาสบายที่สุด แค่นั่งเฝ้าค่ายกลอยู่ในห้องเรียนก็พอแล้ว
แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะปรายตามองฉู่หยวนด้วยสายตาที่ซับซ้อน
นักเรียนแลกเปลี่ยนจากตระกูลหลี่ที่ครูใหญ่พูดถึงได้เข้ามาเรียนแล้ว อยู่ที่ห้องหนึ่งข้างๆ นี่เอง... ในขณะที่โควตาสนับสนุนของฉู่หยวนยังไม่ได้รับการอนุมัติ
เรื่องทรัพยากรน่ะไม่เท่าไหร่ ครูใหญ่สามารถเอาทรัพยากรที่ได้จากตระกูลหลี่มาให้ฉู่หยวนได้
แต่โควตานี้ มันมีประโยชน์อย่างมากในอนาคต
ความขลังของทุนการศึกษาอันดับหนึ่งกับทุนการศึกษาอันดับสอง มันจะไปเหมือนกันได้ยังไงล่ะ?
เวลานี้ฉู่หยวนได้เข้าสู่สภาวะการฝึกฝนแล้ว
ข้อสันนิษฐานของเขากับความเป็นจริงค่อนข้างจะคลาดเคลื่อนกันนิดหน่อย... ค่ายกลรวบรวมพลังงานนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะรวบรวมพลังงานประเภทที่ผู้ฝึกยุทธ์ต้องการเสียมากกว่า!
ส่วนความเข้มข้นของพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นนั้น... น่าจะเพิ่มขึ้นมาแค่ราวๆ หนึ่งส่วนเท่านั้น...
แต่เนื้อติดกระดูกก็ยังเป็นเนื้อน่ะนะ ไม่เคยได้ยินหรือไงว่าเป็นขอทานแล้วยังจะมาบ่นว่าข้าวบูดอีก
ภายในห้องเรียนเงียบสงัด ไม่มีใครลุกไปเข้าห้องน้ำเลยด้วยซ้ำ
จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง เมื่อสัมผัสได้ว่าระดับความเข้มข้นของพลังงานค่อยๆ ลดลง ทุกคนจึงเริ่มทยอยออกจากสภาวะการฝึกฝน
บางคนไปกินข้าวที่โรงอาหารของโรงเรียน ส่วนคนที่มีฐานะดีหน่อย ก็จะห่อข้าวกล่องที่ทำจากวัตถุดิบเนื้อสัตว์อสูรซึ่งคล้ายกับอาหารตุ๋นยาจีนมาเอง
ฉู่หยวนไม่มีฐานะแบบนั้น ย่อมต้องไปกินข้าวที่โรงอาหารแบบขอไปที ตอนนี้เขายังไม่ถึงขั้นที่จะอดอาหารบำเพ็ญเพียรได้
แต่หลังจากกลับมา เขาก็ได้เห็นฉากที่คุ้นเคยอีกแล้ว... ห้องเรียนของเขาถูกรุมล้อมอีกแล้วเหรอเนี่ย?
พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็มีคนตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า "ฉู่หยวน!"
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็คือเด็กนักเรียนชายร่างใหญ่ที่ดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ ที่โดนหยางอี้ตวาดไล่ไปเมื่อวานนี้
ฉู่หยวนขมวดคิ้ว "มีอะไร?"
เด็กหนุ่มร่างใหญ่พูดอย่างมีน้ำโหว่า "เมื่อวานแกกล้าหลอกฉันงั้นเหรอ? เรื่องนี้ระหว่างเรายังไม่จบหรอกนะ"
ฉู่หยวนรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย จะมาคิดบัญชีย้อนหลังงั้นเหรอ? เมื่อวานหมอนี่ยังกลัวหยางอี้อยู่เลย ผ่านไปคืนเดียวก็เลิกกลัวแล้วเหรอ?
เขาจึงเอ่ยปากถาม "แล้วนายอยากจะเอายังไง?"
"ขอโทษมาซะ!"
"อืมๆ ขอโทษนะ" ฉู่หยวนพูดส่งๆ ปัดตัวเขาออกแล้วเตรียมจะเดินกลับเข้าห้องเรียน
ใบหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววตกตะลึงไปชั่วขณะ นี่มันไม่ถูกสิ... เป็นถึงอัจฉริยะวิถียุทธ์ ทำไมถึงไม่มีความเลือดร้อนเลยสักนิดล่ะ? บอกให้ขอโทษก็ขอโทษง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
แต่เมื่อตั้งสติได้ เขากลับยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่กลางหลังของฉู่หยวน
"แกมัน..."
เมื่อได้ยินเสียงลมพัดวูบมาจากด้านหลัง สีหน้าของฉู่หยวนก็พลันเย็นเยียบลง
เขาหมุนตัวกลับด้วยความเร็วที่แม้แต่นักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ยังมองไม่ทัน แล้วยกเท้าเตะสวนกลับไปเช่นกัน!
เมื่อขาทั้งสองข้างปะทะกัน เสียงกระดูกแตกหักก็ดังลั่น!
"อ๊าก! ขาของฉัน! ขาของฉัน!"
......
(จบแล้ว)