เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6: สำนักขนนกร่วงโรย

ตอนที่ 6: สำนักขนนกร่วงโรย

ตอนที่ 6: สำนักขนนกร่วงโรย


ตอนที่ 6: สำนักขนนกร่วงโรย

กลุ่มหมอกสีดำปรากฏขึ้นก่อนจะค่อยกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์หรือภูตผี ส่วนชายชรากับหุ่นเชิดก่อนหน้าได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว

“คิคิคิคิ… ชายชราตัวเหม็นคนนี้ยังอยากให้ข้ากลายเป็นทาส แต่ท้ายที่สุดก็ต้องกลายเป็นอาหารของข้าอยู่ดี…”

เสียงคมปลาบดังขึ้นในรูปแบบที่ทำให้ร่างกายสั่นสะท้านที่มาพร้อมกับสายลมเย็นเยือกที่พัดเข้ามา

“นึกไม่ถึงว่าจะเป็นหุ่นเชิดภูตผี ชายชราจากสำนักเพลิงคลั่งที่คลุกอยู่กับหุ่นเชิดทั้งวันดันกลายเป็นทาสให้กับสิ่งชั่วร้ายแบบนั้น ในท้ายที่สุดก็ต้องรับผลกรรมที่ทำลงไป” อวิ๋นหนิงซวงเย้ยหยัน

“ท่านเซียน นะ… นี่คือภูตผีเหรอ มะ… มันกำลังมา” โจวเผิงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

“อาหารเลือดสดใหม่อะไรอย่างนี้ แถมอาหารยังอยู่ต่อหน้าข้าอีก กระดูกของชายชราคนนี้ช่างเคี้ยวยากเย็นเหลือเกิน คิคิ… แต่พลังวิญญาณช่างบริสุทธิ์นัก…” หุ่นเชิดภูตผีจับจ้องอวิ๋นหนิงซวง แล้วกลิ่นอายชั่วร้ายจึงรุนแรงมากขึ้นขณะกลายเป็นเงาภูตผีขนาดใหญ่สูงสามเมตรที่เปี่ยมด้วยอำนาจกดขี่ข่มเหงไม่น้อย

“ก็แค่ภูตผีที่เกิดใหม่” อวิ๋นหนิงซวงดีดนิ้วด้วยมืออีกข้าง แล้วไข่มุกสีดำจึงลอยออกมา เพียงพริบตาก็กลายเป็นกำแพงเพื่อปกป้องพื้นที่ภายในรัศมีสิบจั้ง

ฝ่ามือชั่วร้ายของหุ่นเชิดภูตผีฟาดเข้าที่กำแพงจนเกิดระลอกคลื่น กระนั้นกลับไม่สามารถทะลวงได้ ทำให้โจวเผิงและหวังเฟิงตกใจไม่น้อย

“ท่านเซียน ทีนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี?”

อวิ๋นหนิงซวงไม่ตอบกลับ นางเพียงสะบัดมือก่อนยันต์สีทองจะค่อยปรากฏ แม้ไม่มีอักขระพิเศษปรากฏบนยันต์ดังกล่าว แต่กลับถูกแทนที่โดยกระบี่ทองเล่มเล็กธรรมดาทั่วไป

ยันต์ลอยอยู่ตรงหน้า นางใช้มือข้างหนึ่งเพื่อคลายพิษเพลิงให้หวังฝู ส่วนมืออีกข้างทำการร่ายผนึกเพื่อเปิดใช้งานยันต์ แล้วพลังวิญญาณจึงถูกถ่ายทอดเข้าไปในยันต์อย่างคลุ้มคลั่ง ซึ่งสองสิ่งนี้เกิดขึ้นในเวลาพร้อมกัน

ส่วนนอกกำแพง หุ่นเชิดภูตผียังคงโจมตีอย่างบ้าคลั่งจนรอยร้าวบนกำแพงยิ่งมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าหุ่นเชิดภูตผีกำลังจะทะลวงเข้ามาได้ในไม่ช้า

โชคดีที่แสงของกระบี่เล็กบนยันต์สีทองยิ่งมายิ่งเข้มข้น วินาทีต่อมา กระบี่ยีทองขนาดสามฉื่อจึงทะลวงผ่านอากาศ

“ข้าเสียพลังของยันต์ล้ำค่าไปใบหนึ่งแล้ว…”

อวิ๋นหนิงซวงประสานนิ้วเข้าด้วยกันจนกลายเป็นกระบี่ขณะชี้ไปที่อากาศธาตุ ทันทีที่กำแพงหายไป กระบี่สีทองจึงทะลวงหมู่เมฆ เพียงพริบตา มันกลายเป็นกระบี่ยักษ์ยาวสามเมตร แล้วหุ่นเชิดภูตผีจึงหายไปภายใต้ปราณกระบี่ทรงพลังในพริบตา

กระบี่สีทองยาวสามเมตรยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าขณะพุ่งตรงสู่ท้องนภา

ปัง!

เสียงแก้วแตกดังขึ้น แล้วโล่แสงประหนึ่งชามขนาดใหญ่จึงแตกสลาย ธงค่ายกลกักศัตรูที่ทั้งสี่คนจากสำนักเพลิงคลั่งเช่ามาด้วยราคาสูงลิบก็ถูกฉีกกระชากโดยกระบี่สีทองในทันที

ธงเล็กสี่ผืนปรากฏขึ้นจากห้วงอากาศในสภาพฉีกขาดและสูญเสียพลังวิญญาณ

เรือลอยขึ้นขณะมุ่งตรงสู่ท้องนภาอีกครั้ง

ผ่านไปพักใหญ่ ภูเขาข้างหน้าพลันสูงขึ้นขณะความเร็วของเรือก็ช้าลง

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือทิวเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาขณะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ มีเพียงทัศนียภาพภายในทิวเขาเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้อย่างเลือนราง รวมถึงศาลา หอคอย นก สัตว์ร้ายและแม่น้ำลำธาร

“ท่านเซียน ถึงแล้วหรือ?” โจวเผิงขยี้ตาที่ง่วงงุน หลังจากเขาหายตกตะลึงเมื่อครู่ก็ผล็อยหลับมาตลอดทาง

“ถึงแล้ว ที่นี่ถูกเรียกว่าเทือกเขาขนนกร่วงโรย ซึ่งสำนักขนนกร่วงโรยตั้งอยู่ที่นั่น” หญิงสาวในชุดขาวร่ายวิชา แล้วม่านหมอกตรงหน้าจึงหายไปทันทีขณะเกิดเป็นเส้นทางที่เพียงมากพอให้เรือลำหนึ่งเคลื่อนผ่านไปเท่านั้น

ทันทีที่เรือเข้ามา หมอกที่อยู่ด้านหลังจึงเข้ามาปกคลุมเพื่อบดบังทัศนวิสัยในบัดดล

“ทันทีที่เข้าสู่สำนัก อย่าเรียกข้าว่า ‘ท่านเซียน’ เป็นอันขาด ข้ามีชื่อว่าอวิ๋นหนิงซวง ดังนั้นนับจากนี้พวกเจ้าต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงอวิ๋น”

“แต่นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในหมู่บ้านพวกข้าเรียกขานกัน” หวังเฟิงเอียงศีรษะ

อวิ๋นหนิงซวงส่ายหน้า “คนธรรมดาพูดยังไงนั้นไม่สำคัญ แต่ทันทีที่พวกเจ้าเข้าสู่ประตูเซียนแล้วก็จะทำแบบนั้นไม่ได้อีก มีเพียงผู้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นอมตะเท่านั้นจึงจะสามารถเรียกว่า ‘เซียน’ ได้ ส่วนพวกเราเพียงถูกเรียกว่าผู้ฝึกตนที่แสวงหาความเป็นเซียน”

พวกเขาสามคนคล้ายกับเข้าใจ

ผ่านไปสักพัก ในที่สุดเรือจึงเคลื่อนผ่านหมอกหนา แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของผู้คนทั้งหลายคือทิวทัศน์ประหนึ่งสรวงสวรรค์ พร้อมด้วยภูเขาสวยน้ำใส นกน้อยขับขาน บุปผาบานสะพรั่ง น้ำตาลอยฟ้าและหมู่เมฆหลากสีสัน หรือว่านี่จะเป็นแดนเซียน

ยอดเขาสูงตระหง่านปรากฏแก่สายตาพร้อมกับยอดเขาหลายขั้นที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก หากมองไปทางหนึ่งก็จะเห็นถนนคดเคี้ยวที่นำไปสู่หมู่เมฆ ภูเขาเหล่านั้นมืดมิดประหนึ่งเหล็กกล้า มันทั้งอึมครึมและสง่างาม ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ตกดิน ดวงตะวันสีแดงจึงปกคลุมใบหน้าราวกับภาพวาด

สิ่งปลูกสร้างโบราณถูกแกะสลักอยู่บนภูเขาขณะล้อมรอบด้วยลำธารกับฝูงนกบินและสัตว์น้อยใหญ่ เมื่อมองขึ้นไปบนยอดเขาก็คล้ายกับมีตำหนักสีดำตั้งตระหง่านท่ามกลางเมฆหมอกที่บดบังจนมองไม่เห็น มันทั้งกว้างใหญ่และสง่างามประหนึ่งสัตว์ร้ายโบราณขนาดยักษ์ที่เกิดมาพร้อมกับกลิ่นอายทรงอำนาจ

ท่ามกลางหมู่เมฆปกคลุมขุนเขามีโซ่หนาพาดผ่านมาจากทุกทิศทางขณะทอดยาวไปจนถึงเงาสีดำขนาดใหญ่ของภูเขาที่อยู่ไกลออกไป ภูเขาที่สูงตระหง่านและงดงามเช่นนี้มีอยู่จริงงั้นหรือ?

นี่คือสำนักขนนกร่วงโรย แม้จะมีเพียงยอดเขาแห่งเดียว แต่ยังคงสามารถเรียกได้ว่าเป็นสรวงสวรรค์ มันคือหนึ่งในหกสำนักใหญ่ของผู้ฝึกตนเป็นเซียนแห่งอาณาจักรต้าเซี่ยที่ทรงพลัง แม้จะไม่เรียกว่าแข็งแกร่งที่สุด แต่ก็นับว่าเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฝึกตนเป็นเซียนที่ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนต่างกระตือรือร้นที่จะเข้ามา

หลังจากผู้คนทั้งหลายลงมาแล้ว อวิ๋นหนิงซวงจึงจับมือของหวังฝูด้วยมือข้างหนึ่งขณะมืออีกข้างทำการสะบัดเล็กน้อย แล้วเรือจึงหดกลับเข้าไปในกระเป๋าใบเล็กที่ห้อยอยู่ตรงเอวอย่างรวดเร็ว

“เอาล่ะ พิษเพลิงในร่างของเจ้าถูกขับออกเกือบหมดแล้ว”

อวิ๋นหนิงซวงปล่อยมือของหวังฝู

“ขอบคุณศิษย์พี่หญิงอวิ๋น…” หวังฝูยังคงไม่เต็มใจที่จะปล่อยมือ เขาไม่เคยสัมผัสมือของสตรีผู้อื่นนอกจากผู้เป็นแม่มาก่อน นับประสาอะไรกับสตรีผู้เหมือนกับเซียน

ในตอนนี้ ร่างทั้งสามลอยลงมาจากยอดเขา

“ฮ่าฮ่า... ในที่สุดศิษย์น้องหญิงอวิ๋นก็กลับมาหลังจากออกเดินทางไปแรมปี เป็นไง? การเดินทางราบรื่นดีหรือไม่?”

เมื่อเสียงดังกล่าวดังขึ้น หวังฝูจึงรับรู้ได้ถึงสายตาเย็นชาที่กวาดมองมาทางเขา

คนผู้นี้คือชายหนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมสีน้ำเงิน สิ่งที่อยู่ใต้เท้าเขาคือใบไม้สีทองขนาดใหญ่ หลังจากเคลื่อนลงมาแล้ว ใบไม้สีทองจึงหดลงในพริบตาก่อนจะกลับเข้าไปในถุงผ้าไหมที่ถูกไว้ตรงเอวทันที “มันก็แค่การเดินทางไปหมู่บ้านขนาดเล็กบนเขา เรื่องเล็กน้อยแค่นั้น ใยต้องให้ศิษย์พี่หญิงอวิ๋นไปที่นั่นด้วยตัวเองเล่า ให้คนอื่นจัดการก็ได้นี่”

“ขอบคุณศิษย์น้องจ้าวที่เป็นกังวล อาจารย์อาจูกับท่านอาจารย์ก็อายุมากแล้ว ท่านอาจารย์จึงขอให้ข้าเป็นผู้จัดการเรื่องนี้” อวิ๋นหนิงซวงพยักหน้าอย่างสงบ น้ำเสียงของนางเย็นชาประหนึ่งภูเขาน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ทำเอาพวกหวังฝูทั้งสามประหลาดใจเล็กน้อย

“เป็นอาจารย์อาเฮ่อนี่เองที่ออกคำสั่ง” ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวแย้มยิ้มขณะสายตาไม่ละไปจากเรือนร่างของอวิ๋นหนิงซวง

ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวอยากพูดอะไรบางอย่างอีก แต่กลับถูกชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงกลางขัดเอาไว้ “จริงสิ ข้าสังเกตเห็นว่าลมหายใจของศิษย์น้องหญิงอวิ๋นค่อนข้างปั่นป่วน ระหว่างทางมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

ชายคนนี้ไว้เคราแล้วยืนเอามือไพล่หลัง หากเทียบกับชายหนุ่มในชุดคลุมยาวแล้ว เขาดูมีกลิ่นอายเหมือนกับเซียนมากกว่า

“อื้ม ข้าเจอตัวเรือดสองสามตัวระหว่างทาง แต่จัดการพวกมันไปแล้ว” อวิ๋นหนิงซวงพยักหน้า

“ตัวเรือดหรือ?”

“ตัวเรือดจากสำนักเพลิงคลั่งน่ะ” อวิ๋นหนิงซวงไม่อยากพูดให้มากความอีก ดังนั้นนางจึงไม่เอ่ยคำอะไรต่อในจุดนี้

“สำนักเพลิงคลั่ง? เรื่องบังเอิญหรือเปล่า?”

เมื่อเห็นว่าอวิ๋นหนิงซวงไม่อยากลงรายละเอียด ชายวัยกลางคนจึงคล้ายกับเกิดความคิดบางอย่างก่อนจะหยุดการซักไซ้ จากนั้นจึงหันไปมองพวกหวังฝูทั้งสาม

“สามคนนี้คือเด็กหนุ่มที่มีรากฐานวิญญาณจากหมู่บ้านอู๋ถงใช่หรือไม่?”

อวิ๋นหนิงซวงพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงของนางยังคงเย็นชาดุจน้ำแข็ง “อื้ม ท่านอาจารย์บอกให้ข้าพาใครก็ตามที่มีรากฐานวิญญาณกลับมา ดังนั้นจึงไม่ได้มีการทดสอบโดยเฉพาะว่ารากฐานวิญญาณเป็นแบบไหน เรื่องที่เหลือต้องรบกวนศิษย์พี่อู๋แล้ว ปฏิบัติตามกฎให้เรียบร้อยแล้วรายงานให้ท่านอาจารย์ทราบหลังจากเสร็จแล้วด้วย”

“รายงานอาจารย์อาเฮ่อโดยตรงหรือ?” ชายวัยกลางคนเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “ศิษย์น้องหญิงอวิ๋นกำลังจะเก็บตัวเพื่อเตรียมสร้างรากฐานงั้นหรือ?”

เมื่อเห็นอวิ๋นหนิงซวงพยักหน้า ชายวัยกลางคนจึงตกตะลึง หญิงสาวผู้นี้เพิ่งอยู่สำนักมาได้ไม่กี่ปี แต่นางกำลังจะสร้างรากฐานแล้ว นับว่าเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริงจนผู้อาวุโสขอบเขตปราณทองรับไว้เป็นศิษย์เอกทันทีที่เข้าสำนักมา พรสวรรค์ของนางนับว่าน่าพรั่นพรึงไม่น้อย

“ศิษย์น้องหญิงกำลังจะทะลวงรากฐานแล้วหรือ? ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเจ้ามียาสร้างรากฐานเพียงพอหรือไม่ ข้ายังมียาสร้างรากฐานอีกสองเม็ดที่ท่านอาจารย์ให้มา” ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวแสดงท่าทีเอาใจใส่

หวังฝูผู้กำลังสังเกตคำพูดกับสีหน้าของทุกคนค้นพบนานแล้วว่าผู้ชายคนนี้สนอกสนใจในตัวศิษย์พี่หญิงอวิ๋น แม้ดอกไม้ที่ร่วงหล่นเป็นความตั้งใจ แต่น้ำที่ไหลมานั้นไซร้ไร้ความปรานี [1] เขายังเข้าใจอีกว่าเหตุใดผู้ชายคนนี้ถึงแสดงความมุ่งร้ายต่อเขาตั้งแต่พบกันครั้งแรก นั่นคงเป็นเพราะไปเห็นศิษย์พี่หญิงอวิ๋นจับมือกับเขาในตอนนั้น

แต่เขาเพิ่งอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น

อวิ๋นหนิงซวงไม่แม้แต่เหลียวแลอีกฝ่ายก่อนจะหันมามองพวกหวังฝูทั้งสามแล้วเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเจ้าสามคนต้องรับการทดสอบจากสำนักต่อ จากนั้นศิษย์พี่อู๋จะจัดการเรื่องการฝึกฝนให้พวกเจ้าทีหลัง”

“พวกข้าเข้าใจ ขอบคุณศิษย์พี่หญิงอวิ๋น”

“ลาก่อนศิษย์พี่หญิงอวิ๋น”

พวกหวังฝูทั้งสามต่างพยักหน้าตอบรับ อวิ๋นหนิงซวงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะทะยานขึ้นไปอยู่บนเรือที่อัญเชิญออกมา เพียงพริบตาก็หายไปโดยเหลือไว้เพียงกลิ่นหอมรอบข้างเท่านั้น

[1]: รักเขาเพียงข้างเดียว แม้ทำทุกอย่างแต่ยังไม่เคยถูกเหลียวแลหรือไม่เห็นคุณค่า

จบบทที่ ตอนที่ 6: สำนักขนนกร่วงโรย

คัดลอกลิงก์แล้ว