เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4: จากบ้าน

ตอนที่ 4: จากบ้าน

ตอนที่ 4: จากบ้าน


ตอนที่ 4: จากบ้าน

อีกด้านหนึ่ง เซียนในชุดขาวทำการเก็บโต๊ะและหิน แล้วหันศีรษะมามองพวกหวังฝูทั้งสามคน

น้ำเสียงราบเรียบของนางดังขึ้น “พวกเจ้าสามคนกลับไปกล่าวลาเครือญาติให้เรียบร้อย กลับมาพบกันที่นี่ในอีกครึ่งชั่วโมงแล้วตามข้าไปสำนักขนนกร่วงโรย”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกหวังฝูทั้งสามรีบพาครอบครัวของตนเองกลับบ้าน เวลาเหลือเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น นับว่าค่อนข้างกระชั้นนัก

เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ของพวกเขาจึงสอบถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง

“เป็นไงบ้าง? มีเซียนจริงหรือเปล่า?”

“มีอยู่แล้ว ฝูเอ๋อร์ของพวกเราได้รับเลือกด้วย อีกเดี๋ยวต้องไปสำนักเซียนที่ชื่อว่าสำนักขนนกร่วงโรยเพื่อรับการฝึกฝน” หวังหงผู้เป็นพ่อแบ่งปันความยินดีนี้ให้กับภรรยา

“สำนักขนนกร่วงโรย? ฝึกฝน? อีกเดี๋ยวหรือ?” ผู้เป็นแม่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

“ไอ้หยา รีบไปช่วยฝูเอ๋อร์เก็บของเสียสิ ท่านเซียนยังรออยู่ เดี๋ยวข้าค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังทีหลัง” ผู้เป็นพ่อเร่งเร้าผู้เป็นแม่

หวังฝูคว้าตัวผู้เป็นแม่ไว้ “ท่านแม่ ข้าได้รับเลือกจากเซียน นับจากนี้ข้าจะไปประตูเซียนเพื่อทำการฝึกฝนและกลายเป็นเซียนมาสังหารภูตผีปิศาจฟันปีศาจ”

“เช่นนั้น อีกนานแค่ไหนกว่าจะกลับมาหรือ?” ดวงตาของผู้เป็นแม่แดงก่ำประหนึ่งฝุ่นเข้าตา นางเข้าใจดีว่าลูกชายกำลังจะจากบ้าน

“น่าจะใช้เวลาไม่นาน ทันทีที่ฝึกฝนเสร็จแล้ว ข้าจะเหาะเหินกลับมาจากท้องฟ้าเพื่อพาท่านแม่ทะยานสู่ผืนฟ้าเช่นกัน” หวังฝูตบอกเอ่ยคำราวกับกำลังให้คำมั่นสัญญา

“เช่นนั้นเวลาอยู่ข้างนอกก็อย่าลืมกินข้าว หากอากาศหนาวก็ใส่เสื้อผ้าให้หนา…”

“ท่านแม่ อย่าห่วงไปเลย ข้าโตแล้ว”

“อื้ม แม่ไม่ห่วงแล้ว… เดี๋ยวแม่ไปเตรียมเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน…” ผู้เป็นแม่หันหน้าหนีขณะน้ำตาไหลพรากอย่างควบคุมไม่ได้ นางเช็ดหน้าแล้วเดินกลับเข้าบ้านเพื่อทำความสะอาด

ในตอนนี้ ผู้เป็นพ่อเดินออกมาจากบ้านพร้อมกับถุงถั่วลิสงในมือ

“นี่คือถั่วลิสงทอดของบ้านเรา เอาติดตัวไปด้วย ฝูเอ๋อร์ เมื่อออกไปโลกภายนอกแล้วก็อย่าลืมรสชาติบ้านเกิดเชียวล่ะ…”

หวังฝูแบกสัมภาระที่พ่อแม่เตรียมเอาไว้ จากนั้นคุกเข่าลงสัมผัสศีรษะของหวังเหยาผู้เป็นน้องชายพร้อมกับบีบใบหน้าขนาดเล็กจ้ำม่ำ “น้องชาย เจ้าต้องเชื่อฟังพ่อแม่ยามอยู่บ้าน หากกลับมาเมื่อไหร่ ข้าจะพาเจ้าเหาะเหินเดินอากาศ…”

“พี่ชายต้องรีบกลับมานะ…” หวังเหยาพยักหน้าอย่างแรง

“อื้ม ข้าจะรีบกลับมา”

“ท่านพ่อ ท่านแม่… ข้าไปก่อนนะ”

“อื้ม หากเขียนจดหมายได้ อย่าลืมส่งข่าวให้ทางบ้านทราบด้วยว่าเจ้าปลอดภัยดี” ผู้เป็นพ่อตบบ่าของหวังฝู

หวังฝูพยักหน้าก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป

ผ่านไปสักพัก ทั้งสามจึงมาพบกันอีกครั้งที่ใต้ต้นอู๋ถง

ส่วนเซียนเคลื่อนลงมาจากท้องนภาเช่นกัน นางสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวราวหิมะ ไร้ซึ่งฝุ่นธุลี

“บอกครอบครัวแล้วใช่หรือไม่? พวกเจ้าจะไม่ได้กลับมาอีกพักใหญ่”

พวกหวังฝูทั้งสามพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้น ออกเดินทางได้”

หญิงสาวในชุดขาวสะบัดมือ แล้วหวังฝูจึงสัมผัสได้ว่าร่างกายเบาขึ้น แล้วความรู้สึกไร้น้ำหนักอันแรงกล้าทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบกับท้องนภาสีครามกับหมู่เมฆสีขาวไร้ที่สิ้นสุด พวกเขาอยู่บนเรือที่มีความยาวเกือบสิบจั้ง ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังขอบฟ้าไร้ที่สิ้นสุดซึ่งอยู่ไกลออกไป

ไม่มีเสียงสายลมพัดบนเรือราวกับว่ามีกำแพงที่มองไม่เห็นคอยปกป้องพวกเขาเอาไว้ แต่สายตาของหวังฝูกลับไม่ถูกขวางกั้นขณะกวาดมองลงไป

หมู่บ้านอู๋ทงยิ่งมายิ่งเล็ก หวังฝูสามารถมองเห็นบ้านของตัวเองได้อย่างเลือนราง รวมถึงพ่อแม่และน้องชายที่แหงนหน้ามองท้องนภา

“ท่านพ่อ ท่านแม่… เดี๋ยวข้ากลับมา”

หวังฝูพลันรู้สึกเศร้าโศก แล้วความปรารถนาที่จะกลับคืนสู่บ้านก็ปะทุขึ้นในใจ

แต่เขาไม่ทราบเลยว่าครั้งนี้จะเป็นการจากลาตลอดกาล…

ผ่านไปพักใหญ่ หวังฝูจึงรู้สึกหิวขึ้นมา เขาสัมผัสถั่วลิสงทอดในถุงขณะมองดูเซียนผู้ยืนอยู่หน้าเรืออย่างระแวดระวัง แล้วในที่สุดจึงหักห้ามใจที่จะหยิบมันออกมา

เรือลดความเร็วลง

“ถึงแล้วหรือ ท่านเซียน?” หวังฝูอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขณะพิงเชือกเรือขณะกวาดสายตามองรอบข้าง สิ่งที่สะดุดตาคงไม่พ้นภูเขาไร้ที่สิ้นสุดที่ทอดยาวออกไปไกลและปราศจากร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์

แต่ก่อนหวังฝูจะได้รับคำตอบจากเซียน เรือจึงเริ่มสั่นไหว

วิ้ง!

โดยไม่มีการกล่าวเตือน เสียงวิ้งจึงดังขึ้นในท้องนภาเหนือภูเขากว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด แล้วโล่แสงสีแดงประหนึ่งชามคว่ำขนาดใหญ่จึงปกคลุมพื้นที่สามสิบจั้งในพริบตา จากนั้นเรือจึงหยุดนิ่งในอากาศก่อนจะลดระดับความสูงภายใต้แรงกดดันของโล่แสงดังกล่าวก่อนจะจอดบนเนินเขาไร้นามในทันที

“นะ นะ นี่มันอะไรกัน…” เด็กทั้งสามหวาดกลัวจนพูดจาติดอ่างขณะจับเชือกเรือไว้มั่นจนนิ้วเป็นสีขาว พวกเขาเคยเห็นฉากประหนึ่งวันสิ้นโลกเสียที่ไหน? ถึงอย่างไรพวกเขาเป็นเพียงเด็กที่อาศัยในหมู่บ้านบนเขาที่สงบสุข ซึ่งแรงกดดันมหาศาลนั่นทำให้หัวใจเต้นรัว

มันยากที่จะบรรยายออกมาได้

“ลงมาได้แล้ว” หญิงสาวในชุดขาวเอ่ยคำอย่างเย็นชา แล้วพวกหวังฝูทั้งสามจึงรีบหดร่างลงด้วยหวังว่าจะติดอยู่ที่ก้นเรือนี้ได้

โชคดีที่มีเซียนผู้หนึ่งมาอยู่ตรงหน้าเพื่อปลอบประโลมพวกเขาผู้เผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัว

หญิงสาวในชุดขาวไม่สนใจพวกเขาทั้งสามอีกต่อไป นางขมวดคิ้วขณะยืนอยู่หน้าเรือในสภาพเสื้อผ้าปลิวไสว จากนั้นจึงตะโกนออกมาอย่างเย็นชา

“ตัวตลกพวกนี้มาจากไหน ทำไมยังไม่ปรากฏตัวอีก!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า... อวิ๋นหนิงซวง เจ้านึกไม่ถึงล่ะสิท่า พวกข้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกระโดดออกมาพร้อมกับพัดพับ

ฟิ่ว! ฟิ่ว! ฟิ่ว!...

หลังจากนั้น อีกสามร่างจึงปรากฏขึ้น พวกเขาล้วนสวมชุดคลุมสีดำแดงและมีรูปลักษณ์แตกต่างกัน พวกเขายืนอยู่ทั้งสี่ทิศขณะล้อมเรือเอาไว้

“อวิ๋นหนิงซวง เจ้ากล้าโผล่หัวออกมาแทนที่จะอยู่แต่ในสำนักขนนกร่วงโรย ไม่รู้หรือว่าค่าหัวเจ้ามีค่ามากแค่ไหน?” สตรีเพียงผู้เดียวในสี่คนเลียริมฝีปากขณะนิ้วเรียววาดวงกลม แล้วหนามสีแดงเพลิงจึงหมุนวนไปมาก่อนเปลวไฟจะทะยานออกมาประหนึ่งภูต กระนั้นกลับไม่มีเสน่ห์เย้ายวนเท่ากับตัวนาง

“ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็แมลงเน่าเฟะจากสำนักเพลิงคลั่งนี่เอง เหอะเหอะ…” อวิ๋นหนิงซวงยิ้มหยัน

“ทำไมสาวน้อยผู้นี้ถึงได้ปากจัดนัก ไม่เห็นเย็นชาดั่งน้ำแข็งเหมือนที่ร่ำลือกันมาเลย…” ชายชราหลังค่อมกำลังพิงไม้เท้าพร้อมสะพายกระเป๋า น้ำเสียงน่าขนลุกของเขาทำให้พวกหวังฝูทั้งสามรู้สึกเหมือนตกไปอยู่ในห้องใต้ดินน้ำแข็ง

พวกเขาไม่แม้แต่จะกล้าหายใจ

“เย็นชาดั่งน้ำแข็งหรือ? ข้าว่าในใจของเจ้ายังมีความเป็นสาวร่านอยู่ดี คิคิ…” ชายร่างกำยำผู้อยู่ทางเหนือตรวจสอบร่างของอวิ๋นหนิงซวงด้วยสายตาที่ไม่คิดปิดบัง

“สาวร่านหรือ? จะร่านเท่าเยี่ยนจีหรือเปล่า?”

“โห… เทียบไม่ได้สินะ ฮ่าฮ่า…”

“แน่นอนว่าเทียบไม่ได้หรอก แม้ผู้ชายที่ข้าเคยนั่งเทียนมาสามารถเรียงแถวได้ตั้งแต่ตะวันออกยันตะวันตกของอาณาจักรต้าเซี่ย แต่เซียนอวิ๋นหนิงซวงผู้นี้คือคู่ครองในฝันของผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วน… ข้าไม่ทราบหรอกว่ามีชายชาตรีที่ใจสั่นไหวในห้วงราตรีตั้งเท่าไหร่ ข้าเทียบนางไม่ได้เลย…”

หญิงสาวเย้ายวนผู้กำลังเล่นกับหนามยาวแสดงสีหน้าน่าสงสารออกมา

“เห่าเก่งกันเหลือเกิน” อวิ๋นหนิงซวงยื่นมือออกไป แล้วกระบี่ยาวสีขาวราวหิมะจึงปรากฏพร้อมปราณกระบี่ที่ฉีกกระชาก เพียงพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้าหญิงสาวเย้ายวน “ในเมื่อเจ้าเป็นคนวางแผนซุ่มโจมตี แล้วเหตุใดถึงใช้ปากในการต่อสู้เล่า หากอยากสู้นักก็จงเข้ามาสู้ ไม่ต้องมาปั่นหัวข้าให้เสียเวลา”

หญิงสาวเย้ายวนสะบัดฝ่ามือ แล้วโล่กลมขนาดเล็กรูปทรงประหนึ่งกระจกจึงปรากฏ เพียงพริบตาจึงกลายเป็นโล่กลมขนาดใหญ่ เมื่อปราณกระบี่ฟาดฟันเข้ามา โล่ก็เกิดการสั่นไหวเพียงเล็กน้อยก่อนปราณกระบี่จะกายไป

“สมกับเป็นผู้ใช้กระบี่” หญิงสาวเย้ายวนเดือดดาลหลังจากฝ่ามือเกิดอาการด้านชา “ในเมื่อหาข้อบกพร่องไม่ได้ก็มีแต่ต้องใช้กำลัง อุตส่าห์ลงทุนวางกับดักขนาดนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะยังสู้กับศัตรูสี่คนในระยะหนึ่งร้อยเมตรได้”

“มา!”

จบบทที่ ตอนที่ 4: จากบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว