เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 460 - ชีวิตดำเนินไปไม่สิ้นสุด เผ่ามนุษย์วิวัฒนาการ

บทที่ 460 - ชีวิตดำเนินไปไม่สิ้นสุด เผ่ามนุษย์วิวัฒนาการ

บทที่ 460 - ชีวิตดำเนินไปไม่สิ้นสุด เผ่ามนุษย์วิวัฒนาการ


บทที่ 460 - ชีวิตดำเนินไปไม่สิ้นสุด เผ่ามนุษย์วิวัฒนาการ

อาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตแห่งนี้ดูเหมือนจะมีความพิเศษบางอย่าง ภายนอกทะเลคลื่นลมปั่นป่วน ทะเลลึกจนหยั่งไม่ถึง น้ำทะเลดำสนิทดุจน้ำหมึก ผู้บำเพ็ญเพียรที่พลังฝีมือไม่แข็งแกร่งพอ หากไม่ระวังอาจถูกกลืนกินได้ง่ายๆ

ทว่าภายในอาณาเขตทะเลแห่งนี้กลับฟ้าใสไร้เมฆ น้ำทะเลสงบนิ่งไร้รอยกระเพื่อม แม้แต่ระลอกคลื่นเล็กๆ ก็ไม่มีให้เห็น

ราวกับเป็นทะเลที่ถูกสต๊าฟให้หยุดนิ่ง

และบนผืนทะเลแห่งนี้ ยังมีหมู่เกาะน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่นับหมื่นเกาะ ประดุจดวงดาวบนท้องฟ้า ทว่าบนเกาะเหล่านั้นกลับไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ แม้แต่หญ้าหรือต้นไม้สักต้นก็ไม่มี

เมื่อซูอวี๋สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์และเผ่าสมุทรจำนวนมากเบื้องหน้า เขาก็เก็บซ่อนพลัง และซ่อนตัวในชั่วพริบตา

เขาลอบสังเกตการณ์สถานการณ์ในอาณาเขตทะเลแห่งนี้อย่างเงียบเชียบ

ฝ่ายผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์—

มีขุมอำนาจมารวมตัวกันกว่าสิบกลุ่ม แต่ละกลุ่มล้วนมีเทียนจวินระดับมหายานนั่งบัญชาการ

ฝ่ายเผ่าสมุทรก็มีกลุ่มที่มีอำนาจมากปรากฏตัวเช่นกัน ในจำนวนนั้นมีราชันย์อสูรระดับแปดที่เทียบเท่าขอบเขตมหายานอยู่ถึงเจ็ดแปดตน

และที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับซูอวี๋ก็คือ ในฝ่ายผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ กลับมีใบหน้าที่เขาคุ้นเคยอยู่ด้วยหลายคน

บนท้องฟ้าเบื้องหน้า

ที่หัวเรือรบขนาดมหึมา จวินอู๋อี้หน้าตาบูดบึ้ง จ้องมองไปยังหมู่เกาะเบื้องล่างสลับกับกลุ่มเผ่าสมุทรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังจ้องเขม็ง

"ยังหาวิธีไขค่ายกลไม่ได้อีกหรือ?" จวินอู๋อี้เริ่มหมดความอดทน

ผู้ติดตามขอบเขตผสานวิญญาณที่อยู่ด้านหลังตอบอย่างระมัดระวัง "ค่ายกลของซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตแห่งนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่วิชาของโลกบำเพ็ญเพียรเรา การจะไขค่ายกลจึงยากลำบากยิ่งนัก คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะขอรับ"

จวินอู๋อี้ได้ยินก็ละสายตา กวาดตามองไปยังขุมอำนาจรอบๆ เอ่ยเสียงต่ำ "แล้วพวกเขาล่ะ? ได้เรื่องอะไรบ้างหรือไม่?"

ตั้งแต่หลบหนีออกจากแผ่นดินใหญ่ ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึกพร้อมกับคนในตระกูล จวินอู๋อี้ก็พักฟื้นรักษาตัวมาหลายปี

หากไม่ใช่เพราะการปรากฏขึ้นของซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตในครั้งนี้ เขาคงไม่รู้เลยว่า มีตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยเร้นกายจากแผ่นดินใหญ่ หนีมาหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึกมากมายถึงเพียงนี้

และในจำนวนนั้น ก็มีหลายตระกูลที่เขาเคยได้ยินชื่อ และเคยเร้นกายอยู่ในสำนักเซียนเจินอู่

อย่างเช่น 'ตระกูลเหอ' ที่ได้ชื่อว่าเป็น 'เซียนกระบี่' เมื่อหมื่นปีก่อนเคยมีครึ่งเซียนสายกระบี่ที่เก่งกาจปรากฏตัวขึ้น ทว่าเมื่อบรรลุระดับครึ่งเซียน กลับคิดจะท้าประลองกับจักรพรรดิเจินอู่

สุดท้ายก็ถูกจักรพรรดิเจินอู่ใช้นิ้วเดียวหักกระบี่มรรคา กลายเป็นคนพิการไปในที่สุด นับแต่นั้นมา ตระกูลเหอก็เร้นกายไม่ปรากฏตัวอีกเลย

ทว่าบัดนี้ ตระกูลเหอก็มาปรากฏตัวอยู่ใต้ทะเลลึก และหมายตาวาสนาจากซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตเช่นกัน

อีกตระกูลคือ 'ตระกูลหลิน' ที่ได้ชื่อว่าเป็น 'เซียนโอสถ' ในอดีตเคยเป็นตระกูลใหญ่ในสำนักเซียนเจินอู่ บรรพบุรุษถึงกับเคยเป็นผู้อาวุโสวังใน รับผิดชอบดูแลตำหนักโอสถ

แต่ต่อมาไม่รู้ว่าตระกูลหลินไปได้มรดกนักหลอมโอสถนอกรีตมาจากไหน เริ่มศึกษาการใช้ร่างกายเป็นเตาหลอม การหลอมโอสถด้วยร่างกาย จนเกือบจะเข้าสู่เส้นทางมาร จึงถูกจักรพรรดิเจินอู่ขับไล่ออกจากสำนักเซียน หลังจากนั้นตระกูลหลินก็เร้นกายหายไป

คิดไม่ถึงว่า ตอนนี้จะได้เจอคนของตระกูลหลินอีกครั้ง

นอกจากสองตระกูลเร้นกายนี้แล้ว ตระกูลอื่นๆ อย่างตระกูลเทียนที่เก่งเรื่องควบคุมสัตว์อสูร ตระกูลม่อที่เก่งเรื่องหุ่นเชิด ตระกูลหลี่ที่เก่งเรื่องค่ายกล ต่างก็เคยเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกบำเพ็ญเพียร

เพียงแต่ตระกูลใหญ่เหล่านี้ ล้วนแต่หายหน้าหายตาไปทีละตระกูลๆ เพราะเหตุผลต่างๆ นานา

แต่ตอนนี้!

ณ ทะเลลึกแห่งนี้ เมื่อมาถึงบริเวณที่ซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตปรากฏขึ้น จวินอู๋อี้ถึงเพิ่งพบว่า ตระกูลเร้นกายเหล่านี้มีมากมายเพียงนี้

ปรากฏว่าตระกูลเร้นกายเหล่านี้ ล้วนมาหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึกกันหมด—

เช่นเดียวกับตระกูลจวิน และตระกูลจี รวมถึงขุมอำนาจอื่นๆ

เวลานี้

จวินอู๋อี้ไม่ได้มองแค่ซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตที่อยู่ด้านล่าง แต่ยังกวาดตามองไปยังตระกูลเร้นกายรอบๆ พลางครุ่นคิด

'หากสามารถเกลี้ยกล่อมให้ขุมอำนาจเหล่านี้มารับใช้ข้าได้ ไม่สิ ขอแค่ครึ่งเดียวก็พอ—'

'บางที ข้าก็อาจจะมีรากฐานมากพอที่จะกลับคืนสู่แผ่นดินใหญ่ได้'

ทว่าพูดก็ง่าย แต่ทำนั้นยากยิ่งนัก

ตระกูลเร้นกายแต่ละตระกูลล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดา อีกทั้งหลบซ่อนตัวมานานปี ความมุ่งมั่นทะเยอทะยานคงเหือดหายไปหมดแล้ว

หากให้พวกเขาไปรังแกคนอ่อนแอ ก็คงพอไหว

แต่หากให้พวกเขาร่วมมือกับข้าเพื่อบุกกลับไปยังสำนักเซียนเจินอู่ล่ะก็...

คงเป็นไปได้ยาก

'...เรื่องกลับสู่สำนักเซียนยังไม่ต้องรีบร้อน หากปราบปรามพวกเขาได้จริง ก็อาจใช้ทะเลแห่งนี้เป็นฐานที่มั่น รวบรวมเผ่ามนุษย์ในทะเลให้มาเป็นข้ารับใช้ทั้งหมดก่อนก็ได้'

'ดีไม่ดี อาจจะลองเกลี้ยกล่อมเผ่าสมุทรบางเผ่า หรือผูกมิตรกับพวกมัน เพื่อให้มาเป็นกำลังเสริมก็ได้'

'รอจนข้าได้กลับไปครองสำนักเซียนเจินอู่ หรือกระทั่งครองเผ่ามนุษย์ได้สำเร็จ เมื่อถึงตอนนั้น ค่อยตบรางวัลให้พวกมันสักหน่อย โยนกระดูกให้พวกมันแทะบ้างก็ยังได้'

จวินอู๋อี้จ้องมองซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตเบื้องล่าง วางแผนการในใจอย่างเงียบๆ

อีกด้านหนึ่ง

ซูอวี๋ก็กำลังสังเกตการณ์ทิศทางที่จวินอู๋อี้อยู่ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง 'ไม่ใช่ว่าศิษย์พี่ใหญ่ฆ่าเขาไปแล้วหรอกหรือ? ทำไม—'

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จวินอู๋อี้ยังรอดอยู่ นับว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่เกินคาดจริงๆ

ดูจากรูปการณ์แล้ว

ตอนที่เทียนอู๋ตี้และพรรคพวกลงมือในครั้งนั้น หนึ่งคืออาจจะเป็นเพราะศิษย์พี่ใหญ่ใจอ่อน ปล่อยศิษย์น้องสามให้รอดไป สองคือ จวินอู๋อี้ผู้นี้คงมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก

ลองดูเรือรบลำอื่นๆ ซูอวี๋ก็เห็นเงาของตระกูลจีด้วย

แต่ในกลุ่มคนของตระกูลจี กลับไม่พบร่องรอยของผู้อาวุโสลำดับที่สองจีเฉียนอวี่เลย

สงสัยคงจะม่องเท่งไปแล้วจริงๆ

'ตระกูลเร้นกายจากแผ่นดินใหญ่สิบห้าตระกูล และขุมอำนาจเร้นกายทางทะเลอีกเจ็ดตระกูล' ซูอวี๋แอบนับจำนวน

อันที่จริง การจะแยกแยะขุมอำนาจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย

นอกจากวิชาที่ฝึกฝนแล้ว ปัจจุบันตระกูลเร้นกายจากแผ่นดินใหญ่มักจะลอยลำอยู่บนท้องฟ้า ยิ่งไกลจากผิวน้ำได้ยิ่งดี ดูเหมือนจะหวาดระแวงผิวน้ำเบื้องล่าง

ส่วนขุมอำนาจเร้นกายดั้งเดิมทางทะเล มักจะลอยลำอยู่เหนือผิวน้ำ มีวิชาควบคุมน้ำ ผิวน้ำทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยมากกว่า

หันไปมองทางฝั่งเผ่าสมุทรบ้าง...

การรวมตัวของเผ่าสมุทรค่อนข้างสะเปะสะปะ แต่ละเผ่าพันธุ์ผสมปนเปกันไปหมด นอกเหนือจากฝูงนกอสูรทะเลที่ลอยวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าและกำลังเผชิญหน้ากับตระกูลเร้นกายเผ่ามนุษย์แล้ว

ใต้ผืนน้ำ ยังมีสัตว์อสูรและเผ่าสมุทรซ่อนตัวอยู่อีกนับไม่ถ้วนจนตาลาย

ดวงตาของซูอวี๋เปล่งแสงเซียนสีเขียวมรกต ในชั่วพริบตาทัศนียภาพของเขาก็เปลี่ยนไป แม่น้ำแห่งชีวิตสายใหญ่พาดผ่านฟ้าดิน สรรพสิ่งในโลกบำเพ็ญเพียรล้วนแหวกว่ายอยู่ในนั้น ไม่อาจหลบหนีการควบคุมและการชะล้างของแม่น้ำแห่งชีวิตไปได้

เมื่อมองผ่านแม่น้ำแห่งชีวิต ซูอวี๋ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น

ในฝั่งเผ่าสมุทร เขาพบเห็นกลิ่นอายชีวิตของราชันย์อสูรที่เทียบเท่าขอบเขตมหายานมากกว่ายี่สิบตน!

ดีไม่ดี อาจมีกลิ่นอายชีวิตของเผ่าสมุทรที่เหนือกว่าระดับแปดซ่อนอยู่ด้วย

ทว่าเมื่อหันกลับมามองฝั่งเผ่ามนุษย์บ้าง...

ซูอวี๋ก็พบว่ามีครึ่งเซียนระดับข้ามผ่านภัยพิบัติที่ซ่อนตัวอยู่ไกลๆ ถึงสามคน พวกเขาซ่อนตัวได้เนียนมาก ไม่ยอมเผยตัวเลย

หากไม่ได้ควบคุมพลังมรรคาแห่งชีวิต ซูอวี๋ก็คงหาที่ซ่อนของพวกเขาไม่พบ

"โลกบำเพ็ญเพียรวุ่นวายกันไปหมด แต่พวกตระกูลเร้นกายเหล่านี้กลับมารวมตัวกันที่ทะเลลึกเพื่อแย่งชิงวาสนาจากซากโบราณสถานเสียได้" ซูอวี๋ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ

ก็ใช่นะสิ

เรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวอะไรกับตัว!

ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหน ขอแค่ตัวเองไม่เป็นไร ขอแค่ตัวเองไม่ตาย ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาเลย

'พวกเขาคิดถูกแล้ว ข้าต้องเรียนรู้จากพวกเขาต่างหาก' ซูอวี๋คิดในใจ

ถ้าหากเขาสามารถตัดใจหนีไปซ่อนตัวสักพันปี หรือหมื่นปี...

ถึงตอนนั้น ค่อยออกมาดูว่าปัญหาหรือความวุ่นวายต่างๆ ในโลกบำเพ็ญเพียรมีบทสรุปอย่างไร

จากนั้นก็ค่อยจัดการ 'ผู้ชนะคนสุดท้าย' เท่านี้ก็ไม่ต้องเหนื่อยแรงอะไรแล้ว

"รอดูไปก่อนก็แล้วกัน"

"สำรวจซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตนี้ให้ละเอียดสักรอบ จะได้ไม่เสียเที่ยวที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลถึงเพียงนี้"

"เมื่อจัดการกับซากโบราณสถานแห่งนี้เสร็จ ค่อยกลับไปปิดด่าน"

ซูอวี๋สอดส่องอาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตทั้งหมด พบว่าหมู่เกาะที่กระจัดกระจายอยู่นั้นมีความลึกลับซ่อนอยู่ ดูเหมือนจะไม่ใช่การจัดวางแบบสุ่มๆ

ทว่าเมื่อเขาลองใช้วิชามรรคาแห่งมิติ มรรคาแห่งชีวิต และวิชาอื่นๆ สอดส่องหาที่ตั้งที่แท้จริงของวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขต เขากลับไม่สามารถหาตำแหน่งที่แท้จริงของซากโบราณสถานนั้นพบเลย

หากเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องรอให้พวกจวินอู๋อี้ หาวิธีไขความลึกลับของซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตให้ได้ก่อน

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ผ่านไปอีกสิบกว่าปี

ค่ำคืนนี้

ทะเลลึกในโลกบำเพ็ญเพียรไร้เมฆหมอก ดวงดาวนับไม่ถ้วนทอแสงระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า ดูเหมือนว่าโลกบำเพ็ญเพียรจะอยู่ใกล้สวรรค์มากขึ้น สามารถเอื้อมมือคว้าดวงดาวได้

พลังดวงดาวอันเข้มข้นสาดส่องลงมายังหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลลึก ในวินาทีนั้น หมู่เกาะเหล่านี้ราวกับสั่นพ้องกับดวงดาวบนท้องฟ้า "วิ้ง!"

ในชั่วพริบตา

คลื่นแสงสีเงินขาวอันยากจะอธิบายก็พัดกระหน่ำไปทั่วฟ้าดิน

ผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังพักผ่อนหรือบำเพ็ญเพียรอยู่บนเรือรบและเรือเหาะ เพื่อรอคอยการศึกษาค่ายกลซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตในวันรุ่งขึ้น ต่างก็ตกใจตื่นขึ้นมาทันที รวมถึงเผ่าสมุทรและสัตว์อสูรที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเฝ้าสังเกตการณ์ ก็ถูกปรากฏการณ์ประหลาดบนหมู่เกาะในอาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตปลุกให้ตื่นขึ้นเช่นกัน

"เกิดอะไรขึ้น?"

ผู้บำเพ็ญเพียรบางคนวิ่งออกมาจากเรือรบ มองดูความเปลี่ยนแปลงภายนอก

เมื่อมองไป ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนก็รูม่านตาหดแคบ เผยสีหน้าหวาดกลัว

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ อาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตในเวลานี้ พลังดวงดาวที่สาดส่องลงมารวมตัวกันจนดูเหมือนทะเลสีเงินขาว คลื่นพลังดวงดาวอันมหาศาลซัดสาดไปมาอย่างบ้าคลั่ง

ส่วนหมู่เกาะที่เคยตั้งตระหง่านอยู่บนผืนทะเล บัดนี้กลับกลายเป็นดั่งหมากสีดำที่ถูกจัดวางลงบนกระดานหมากรุกแห่งดวงดาว ก่อเกิดเป็นมหาค่ายกลอันทรงพลัง

"วิ้ง!"

เมื่อพลังดวงดาวที่ไร้ที่สิ้นสุดรวมตัวกัน จนกลายเป็นทะเลไร้ขอบเขต แสงสีเงินสว่างเจิดจ้าก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ชั่วพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นม่านพลังประดุจเสาค้ำฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งอาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตเอาไว้

เมื่อมองทะลุม่านแสงอันเลือนรางนั้นเข้าไป ก็คล้ายกับจะเห็นว่าภายในนั้น มีโลกอีกใบซ่อนอยู่

เมื่อได้เห็นทะเลดวงดาวที่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน และโลกที่ปรากฏขึ้นมานี้ ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์และเผ่าสมุทรทุกคนต่างก็ตกตะลึงตาค้าง

นี่มัน—

นี่คือวิชาที่สามารถเชื่อมต่อกับสวรรค์ได้เชียวหรือ

ซูอวี๋มองดูโลกของซากโบราณสถานที่ปรากฏขึ้นมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ภายในใจตื่นตระหนกสุดขีด

'ที่แท้ ทะเลไร้ขอบเขตที่แท้จริงคือสิ่งนี้หรือ!?'

'การใช้พลังจากดวงดาวบนท้องฟ้ามาสร้างเป็นทะเลไร้ขอบเขต ซ่อนถ้ำพำนักไว้ในนั้นหรือ?'

เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า

ดวงดาวที่เบียดเสียดกันแน่นขนัดนั้น ดาวแต่ละดวงล้วนมีพลังอานุภาพอันน่าเกรงขาม แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกขนลุกซู่ และเกิดความยำเกรงโดยสัญชาตญาณ

การจะดึงพลังจากดวงดาวมากมายมหาศาลเช่นนี้มาสร้างค่ายกลได้ ต้องใช้ระดับพลังและวิชาอาคมขั้นไหนกันแน่?

นี่คือซากของวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขต ขุมอำนาจวิถีมารในยุคโบราณกาลจริงๆ หรือ?

เมื่อคิดทบทวน

ซูอวี๋ก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงมองไม่ทะลุหมู่เกาะที่ตั้งอยู่บนทะเล

เพราะเมื่อทะเลไร้ขอบเขตยังไม่ปรากฏ หมู่เกาะเหล่านี้ก็เป็นเพียงหมู่เกาะธรรมดา เต็มที่ก็เป็นเพียงค่ายกลที่พังทลายลง ย่อมไม่อาจหาซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตที่ซ่อนอยู่ภายในพบได้

จนกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าจะสาดส่องลงมา ทะเลไร้ขอบเขตจะก่อตัวขึ้นและผสานเข้ากับหมู่เกาะ นั่นแหละคือค่ายกลที่แท้จริงของซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขต

ในเวลานี้ มีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนเริ่มมีประกายตื่นเต้นในดวงตา ร่างกายสั่นไหวและพุ่งทะยานเข้าสู่โลกภายในม่านพลังของซากวังจั๊กจั่นไร้ขอบเขตที่อยู่เบื้องหน้าทันที

ทว่าเมื่อเขาพุ่งเข้าสู่อาณาเขตทะเลไร้ขอบเขต และสัมผัสกับ 'น้ำทะเล' ที่เกิดจากพลังดวงดาว ร่างกายของเขาก็ละลายหายไปในพริบตา

มีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนที่ระมัดระวังตัวกว่า อย่างเช่นซูอวี๋

เวลานี้ซูอวี๋หยิบหุ่นเชิดออกมาตัวหนึ่ง ประทับกระแสจิตส่วนหนึ่งลงไป จากนั้นก็บังคับให้หุ่นเชิดพุ่งเข้าสู่อาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตเบื้องหน้า

"วิ้ง!"

ในวินาทีที่สัมผัสกับน้ำทะเลแห่งดวงดาว ซูอวี๋ก็รู้สึกว่าหุ่นเชิดนั้นหายวับไป เหลือเพียงกระแสจิตของเขาที่ยังคงล่องลอยอยู่ในอาณาเขตทะเลไร้ขอบเขต

ทันใดนั้น น้ำเสียงเรียบๆ ก็ดังก้องขึ้นในกระแสจิตของเขา

"มรรคาเต๋าสามพัน ผลแห่งเต๋าไร้ขอบเขต"

"โปรดเลือกมรรคาหนึ่ง เพื่อก้าวสู่ความเป็นเซียน"

ซูอวี๋ได้ยินเสียงนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังอาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตเบื้องหน้า และโลกซากโบราณสถานที่ปรากฏขึ้น

ทว่าเมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง ซูอวี๋กลับตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด "มรรคาแห่งชีวิต"

ราวกับว่าเสียงนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงได้

วิ้ง!

ชั่วพริบตา ร่างจำแลงแบ่งวิญญาณของซูอวี๋ก็หายวับไป

และบนทะเลแห่งนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรหรือเผ่าสมุทรที่เหลือรอด แม้กระทั่งสัตว์อสูรที่พลัดหลงเข้ามาในอาณาเขตทะเลไร้ขอบเขต ในเวลานี้ ในหัวของทุกคนต่างก็ได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน

ไม่มีใคร ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์หรือเผ่าสมุทร ที่จะสามารถต้านทานอิทธิพลของเสียงนั้นได้

รวมถึงครึ่งเซียนระดับข้ามผ่านภัยพิบัติสามคนที่ซ่อนตัวอยู่ และยอดฝีมือเผ่าสมุทรระดับเก้าที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดด้วย

ไม่นานนัก

ทะเลที่เคยพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ก็กลับกลายเป็นว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้คน แม้แต่สัตว์อสูรทะเลที่อยู่รอบๆ ก็หายไปจนหมดสิ้น

เผ่าสมุทรหรือสัตว์อสูรที่อยู่ไกลออกไป เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติและรีบรุดมา เมื่อพวกมันหลุดเข้ามาในอาณาเขตทะเลไร้ขอบเขต ก็หายตัวไปเช่นกัน

จนกระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป ค่ำคืนผ่านพ้น

เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน แสงตะวันสาดส่อง อาณาเขตทะเลไร้ขอบเขตก็ค่อยๆ เลือนหายไป ปรากฏการณ์ทั้งหมดบนท้องฟ้าสลายไปจนหมดสิ้น ทั้งทะเลก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง ไร้คลื่นลมดังเช่นกาลก่อน

ณ โลกอันเวิ้งว้างแห่งหนึ่ง

ซูอวี๋ดูเหมือนจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไป มีเพียงความรู้สึกรางๆ ว่าตนเองได้กลายเป็นต้นพืชวิญญาณต้นหนึ่ง เริ่มตั้งแต่เป็นเมล็ดพันธุ์ หยั่งราก แตกหน่อ ทะลุผืนดินขึ้นมา และเริ่มดูดซับแสงแดดเพื่อเติบโต

โลกใบนี้ไม่มีพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย เขาไม่มีวิชาบำเพ็ญเพียรใดๆ ทั้งสิ้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชนเผ่ากลุ่มหนึ่งย้ายมาตั้งถิ่นฐานใกล้ๆ เขา รูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์ แต่ดูเหมือนคนป่ามากกว่า

ชนเผ่านี้ต่อสู้กับสภาพแวดล้อมและสัตว์ร้ายอยู่นานกว่าสิบปี สุดท้ายก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงเศษธุลี

อีกไม่กี่ปีต่อมา ก็มีชนเผ่าอีกกลุ่มย้ายมา ชนเผ่ากลุ่มนี้มีขนาดใหญ่กว่า แต่ดูเหมือนจะมีศัตรูตามมาด้วย และกำลังทำสงครามกับชนเผ่าขนาดใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง

สงครามยืดเยื้อไปหลายสิบปี ทั้งสองชนเผ่าต่างก็อ่อนแอลง ในที่สุดชนเผ่าต่างถิ่นกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น กวาดล้างทั้งสองชนเผ่าและกลายเป็นผู้ชนะ

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน วัฏจักรแห่งสวรรค์ดำเนินต่อไป ชีวิตดำเนินไปไม่สิ้นสุด

พริบตาเดียว ซูอวี๋ก็รู้สึกเหมือนตนเองได้จุติมานานนับพันนับหมื่นปีแล้ว สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ชนเผ่าแล้วชนเผ่าเล่าล่มสลาย ทว่าก็ยังคงยืนหยัดและถือกำเนิดขึ้นใหม่ สืบสายพันธุ์และวิวัฒนาการซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดก็เริ่มมีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ

ในเวลานี้เอง โลกก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก—

พลังวิญญาณแห่งสวรรค์และปฐพีถือกำเนิดขึ้น!

และซูอวี๋ในเวลานี้ ดูเหมือนจะตื่นรู้ขึ้นมาในที่สุด สติสัมปชัญญะค่อยๆ ฟื้นคืนจากความมืดมิด ต้นไม้ขนาดยักษ์สูงตระหง่านนับหมื่นจาง คล้ายกับมีดวงตาสองดวงปรากฏขึ้น สามารถ 'มองเห็น' โลกใบนี้ได้อย่างชัดเจน

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 460 - ชีวิตดำเนินไปไม่สิ้นสุด เผ่ามนุษย์วิวัฒนาการ

คัดลอกลิงก์แล้ว