- หน้าแรก
- ยอดกุนซือไร้พ่ายแห่งต้าฮั่น
- บทที่ 81 - ม้าหยกเหินข้ามท่าเซียวเหยา ผู้กล้าแห่งซานซีไล่ล่าอย่างเหิมเกริม
บทที่ 81 - ม้าหยกเหินข้ามท่าเซียวเหยา ผู้กล้าแห่งซานซีไล่ล่าอย่างเหิมเกริม
บทที่ 81 - ม้าหยกเหินข้ามท่าเซียวเหยา ผู้กล้าแห่งซานซีไล่ล่าอย่างเหิมเกริม
บทที่ 81 - ม้าหยกเหินข้ามท่าเซียวเหยา ผู้กล้าแห่งซานซีไล่ล่าอย่างเหิมเกริม
บรรยากาศพลันเย็นเยียบลงเมื่อเอ่ยถึงเรื่องสุขภาพของหวดเจ้ง
เล่าปี่กับหวดเจ้งเดินเคียงข้างกันออกมาจากห้องน้ำ หวดเจ้งครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะประสานมือคารวะแล้วกล่าว "นายท่านเมตตาข้าน้อยถึงเพียงนี้ ข้าน้อยจะกล้าปิดบังนายท่านได้อย่างไรขอรับ"
สีหน้าของหวดเจ้งเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง "ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ข้าน้อยมักจะมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน บางครั้งก็หอบเหนื่อย อาการคลื่นไส้และแน่นหน้าอกนั้นเป็นเรื่องปกติที่ต้องเผชิญ ด้วยเหตุนี้เองอารมณ์ของข้าน้อยจึงมักจะแปรปรวน เก็บตัว และบ่อยครั้งก็มีปากเสียงกับผู้อื่น"
แท้จริงแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งนั่นคือความ "เจ้าคิดเจ้าแค้น" ในนิสัยของหวดเจ้งที่เขาจงใจละเว้นไม่พูดถึง
เล่าปี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม "เหี้ยวจดเคยไปปรึกษาหมอฝีมือดีบ้างหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ควรได้รับการตรวจรักษาอย่างถี่ถ้วน โจโฉแม้จะเป็นโจรชั่วกบฏแผ่นดิน แต่คำกล่าวของมันที่ว่าเต่าเทพแม้อายุยืนยาวก็ยังมีวันสิ้นสุด ทว่าการบำรุงรักษาสุขภาพจะช่วยให้อายุยืนยาวได้นั้น นับว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย"
"เฮ้อ..."
พร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ หวดเจ้งส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "ข้าน้อยจะไม่เคยเสาะหาหมอหรือยามาเยียวยาได้อย่างไรเล่า เพียงแต่ในบันทึกของตระกูลระบุไว้ว่า ตั้งแต่รุ่นทวด ปู่ บิดา มาจนถึงตัวข้าน้อยและบุตรชาย 'หวดเหมี่ยว' ล้วนมีอาการเช่นนี้มาตลอด แม้จะตามหาหมอเทวดาทั่วสารทิศก็ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้เลยขอรับ"
หวดเจ้งไม่ได้ปิดบังสิ่งใด
ปู่ทวดของเขาคือหวดสยง อดีตเจ้าเมืองลำกุ๋นแห่งเกงจิ๋วผู้ประกาศ 'กฎห้ามล่าสัตว์' เพื่อแก้ปัญหา 'ภัยเสือหมาป่า' ก็เคยมีอาการเช่นนี้
ปู่ของเขา หวดเจิน ปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคฮั่น ผู้เชี่ยวชาญทั้งตำราคลาสสิกของปรัชญาเมธีร้อยสำนักและวิชาพยากรณ์ ผู้ได้สมญานามว่า 'ท่านอาจารย์เสวียนเต๋อ' กลับมีอาการที่รุนแรงยิ่งกว่า
บิดาของเขา หวดเอี่ยน อดีตผู้ช่วยสมุหนายกและรองตุลาการศาล ก็มีอาการกำเริบหนักจนสิ้นลมหายใจไม่ทันได้สั่งเสีย และเสียชีวิตลงในขณะดำรงตำแหน่ง
มาบัดนี้ บุตรชายของเขา หวดเหมี่ยว ที่ยังไม่ทันพ้นวัยผู้เยาว์ ก็เริ่มมีอาการปวดศีรษะและวิงเวียนแล้วเช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่าโรคร้ายนี้คอยตามหลอกหลอนผู้คนในตระกูลหวดมาหลายชั่วอายุคน เป็นอุปสรรคที่ตระกูลของพวกเขาไม่อาจก้าวผ่านไปได้เสียที
เล่าปี่ได้ฟังก็รู้สึกสะเทือนใจ...
หากไม่ใช่เพราะเขานึกครึ้มใจทำเรื่องที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า 'นั่งร่วมโต๊ะ' หรือ 'นอนร่วมเตียง' ด้วยการ 'เข้าห้องน้ำพร้อมกัน' เล่าปี่จะล่วงรู้ความลับนี้ได้อย่างไร!
"ดินแดนห่างไกลอย่างเอ๊กจิ๋ว จะมีหมอเทวดาได้อย่างไรกัน"
แววตาของเล่าปี่สั่นไหว น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลง ดวงตาจ้องมองหวดเจ้งด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง สองมือของเขาวางลงบนบ่าของหวดเจ้ง "ความเจ็บปวดจากโรคร้ายของเหี้ยวจด ข้าเองก็รู้สึกปวดร้าวราวกับประสบด้วยตนเอง หากไม่ใช่เพราะฮัวโต๋ต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของโจรเฒ่าโจโฉ ข้าจะต้องกรีธาทัพขึ้นเหนือ ไปแย่งชิงตัวหมอเทวดาผู้นั้นมาตรวจรักษาเหี้ยวจดให้จงได้!"
"นาย... นายท่าน!" เมื่อได้ยินถ้อยคำที่เปี่ยมล้นไปด้วยน้ำตาของเล่าปี่ หัวใจของหวดเจ้งก็ซาบซึ้งจนแทบจะร้องไห้
เล่าปี่ยังคงกล่าวต่อไป "ฮัวโต๋แม้จะสิ้นบุญไปแล้ว แต่จะปล่อยปละละเลยอาการป่วยของเหี้ยวจดไม่ได้ ข้าจะเขียนจดหมายส่งไปให้หุนเตี๋ยงน้องรองของข้าทันที ให้เขาออกตามหาหมอฝีมือดีทั่วแผ่นดินเกงจิ๋ว ข้าขอสาบานในวันนี้ หากไม่อาจรักษาเหี้ยวจดให้หายขาดได้ ข้ายินดีแลกด้วยอายุขัยสิบปีของข้า ข้าขอเพียงให้เหี้ยวจดมีสุขภาพแข็งแรงไร้โรคาพาธก็พอ!"
"นายท่าน!" เสียงเรียกนายท่านเหมือนเดิม ทว่าการเอ่ยเรียกในครั้งนี้ หวดเจ้งกลับมีน้ำตาเอ่อล้น
เขาเป็นคนนิสัยโผงผางและหัวรั้น ทว่าหลักการดำเนินชีวิตของเขาคือ 'มีบุญคุณต้องทดแทน มีความแค้นต้องชำระ'
เขายึดติดกับการแก้แค้น แต่ก็รู้ซึ้งถึงการตอบแทนผู้มีพระคุณมากที่สุด
หวดเจ้งประสานมือคารวะทันที "นายท่านเมตตาข้าน้อยถึงเพียงนี้ แม้จะต้องผูกหญ้าคาบห่วง ข้าน้อยก็จะต้องตอบแทนพระคุณอันใหญ่หลวงของนายท่านให้จงได้..."
พูดจบหวดเจ้งก็เตรียมจะคุกเข่าลง
เล่าปี่รีบประคองเขาขึ้นมา "ข้ากับเหี้ยวจดแม้จะมีนามเป็นนายบ่าว แต่แท้จริงแล้วเราคือพี่น้อง ข้าช่วยเหลือเหี้ยวจด ก็เหมือนข้าช่วยเหลือตัวข้าเองนั่นแหละ!"
เมื่อสิ้นประโยค นายบ่าวทั้งสองสบตากัน ในวินาทีนั้นทั้งเล่าปี่และหวดเจ้งต่างก็น้ำตานองหน้า
...
...
ณ เมืองหับป๋า ประตูเมืองได้เปิดกว้างออกอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
"พี่น้องทั้งหลาย ตามข้ามาฆ่าพวกมัน!"
"อย่าปล่อยให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนซุนกวนหนีรอดไปได้!"
เสียงตะโกนก้องของเตียวเลี้ยวทะลุผ่านความเงียบงัน
การบุกทะลวงในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงทหารกล้าค่ายทะลวงฟันแปดร้อยนายเท่านั้น แต่ยังมีทหารม้าหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วอีกแปดร้อยนายร่วมด้วย
แววตาของพวกเขาทุกคนล้วนเปล่งประกายสีเขียวเรืองรอง
สำหรับทหารค่ายทะลวงฟันทั้งแปดร้อยนาย การผ่านสมรภูมิที่บดขยี้ศัตรูจนราบคาบราวกับหักกิ่งไม้แห้งในครั้งก่อน ทำให้ขวัญกำลังใจของพวกเขาฮึกเหิมถึงขีดสุด
ในสายตาของพวกเขา ทหารกังตั๋งก็เปรียบเหมือนฝูงแกะ แกะจะมากมายแค่ไหนมันก็ยังคงเป็นแกะ เมื่อฝูงแกะต้องเผชิญหน้ากับหมาป่า สิ่งที่ต้องทำก็แค่ขย้ำคอจ่าฝูง แล้วทั้งฝูงก็จะแตกกระเจิงพังพินาศไปเอง!
และเมื่อพวกเขาได้ยินว่าซุนกวนนำทัพกลับมาที่หน้าเมืองหับป๋าอีกครั้ง
ทหารค่ายทะลวงฟันทั้งแปดร้อยนายต่างก็ประหลาดใจ
โวยวายอะไรกัน?
มาแจกแต้มครั้งเดียวยังไม่พอ ยังจะกลับมาแจกอีกหรือ?
นี่มันความดีความชอบที่หล่นลงมาให้เก็บฟรีๆ ชัดๆ!
ในชั่วพริบตา พวกเขาต่างก็ลับดาบเตรียมพร้อม ในหัวใจของพวกเขามีเพียงคำเดียว นั่นคือต้องแย่งชิง! ทั้งหัวข้าศึก เสบียงอาวุธ และที่สำคัญที่สุดคือความดีความชอบในการรบ
หากพลาดโอกาสนี้ไปก็ไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้อีกแล้ว ต้องรีบแย่งชิงให้ไว!
ส่วนทหารม้าหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วทั้งแปดร้อยนายนั้น แววตาของพวกเขาไม่ใช่แค่เรืองแสงสีเขียว แต่กลับแดงก่ำ แดงฉานราวกับสีเลือด!
อิจฉาโว้ย...
ชัยชนะอันยิ่งใหญ่เมื่อคราวก่อน ชัยชนะที่เรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีอีกในภายภาคหน้า ชัยชนะอันลือลั่นนั้น ผู้ที่คว้าความดีความชอบไปคือเหล่าทหารชาวซานซี ทว่ากลับไม่ใช่พวกเขาทหารม้า!
เหตุผลก็เพียงเพราะพวกเขาคือทหารม้า...
การใช้ทหารม้าลอบโจมตีในยามวิกาลอาจทำให้เปิดเผยจำนวนและตำแหน่งได้ง่าย
ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงพลาดโอกาสที่จะได้จารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์อย่างน่าเสียดาย โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ เสียด้วย!
เดิมทีพวกเขากำลังอิจฉาริษยาและเจ็บใจพวกเพื่อนร่วมบ้านเกิดในค่ายทะลวงฟันอยู่พอดี...
จู่ๆ ก็ได้ยินว่าซุนกวนกลับมาอีกแล้ว คราวนี้ช่างประจวบเหมาะนัก เป็นตอนกลางวัน ไม่ใช่การลอบโจมตีตอนกลางคืน พวกเขาสามารถออกโรงได้เสียที
และสิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือ การสร้างผลงานรบให้สะท้านฟ้าสะเทือนดินยิ่งกว่าเมื่อเจ็ดวันก่อน เพื่อให้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ให้จงได้
ส่วนเรื่องจำนวนและพลังรบของซุนกวนและทหารกังตั๋งน่ะหรือ?
เหอะๆ... นั่นมันก็แค่เรื่องตลกไม่ใช่หรือไง?
ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาของมาประเคนให้ฟรีๆ!
แค่มีมือก็ทำได้แล้ว!
บุรุษชาวซานซีนั้นเชิดชูวิถีนักรบ รักความก้าวหน้า และไม่มีใครยอมแพ้ใคร
คราวก่อนพวกเจ้าค่ายทะลวงฟันใช้คนแปดร้อยทำลายกองทัพแสนนายไม่ใช่หรือ?
งั้นคราวนี้ พวกเขาทหารม้าหมาป่าแปดร้อยนาย จะไปจับตัวซุนกวนมาเป็นๆ เลยแล้วกัน มาประลองกันดูว่าผลงานของใครจะยิ่งใหญ่กว่ากัน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น...
ภายใต้ดวงตาที่แดงก่ำ เสียงคำรามดุดันก็ดังก้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ลุยมันเลย!"
"ลุยมันเลย!"
"ลุยมันเลย!"
และเมื่อเตียวเลี้ยวส่งเสียงตะโกนสั่งการ ทหารม้าหมาป่าแปดร้อยนายก็พุ่งทะยานออกไปเป็นทัพหน้า
'คราวนี้ความดีความชอบทั้งหมดต้องเป็นของพวกเรา ไอ้พวกเพื่อนบ้านค่ายทะลวงฟัน พวกเจ้าก็คอยตามดมฝุ่นอยู่ข้างหลังพวกเราก็แล้วกัน!'
ในชั่วพริบตา ทหารม้าหมาป่าที่พุ่งทะยานพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องก็ทำให้ฝุ่นผงตลบอบอวลไปทั่วท้องฟ้า ประกายจากคมดาบและทวนสะท้อนแสงแดดเจิดจ้าเป็นประกายวับวาว
คนและม้าทั้งแปดร้อยในเวลานี้ต่างอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ เลือดในกายเดือดพล่าน ต่างส่งเสียงคำรามกึกก้อง...
พวกเขาพุ่งเข้าใส่กองทัพของซุนกวนอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ในขณะนั้นซุนกวนได้ลงจากหลังม้าแล้ว เขากำลังยืนเท้าเอว หันหน้าเข้าหาเมืองหับป๋า พร้อมกับพูดจาโอ้อวดว่า "ก่อนหน้านี้เป็นเพราะข้าชะล่าใจ ไม่ได้ระวังการลอบโจมตียามวิกาล จึงต้องพ่ายแพ้ หึ วันนี้พอได้มาเห็นกับตา ทัพโจโฉก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เตียวเลี้ยวเองก็มีดีแค่นั้นแหละ!"
เมื่อพูดจบ...
ซุนกวนก็คิดในใจว่า การแสดงความกล้าหาญอย่างเปิดเผยในครั้งนี้ คงจะช่วยกู้ขวัญกำลังใจของทหารกลับมาได้บ้างแล้วกระมัง?
ใครจะไปคาดคิดว่าคำกล่าวของคนโบราณนั้นไม่เคยหลอกลวง
หน้าใหญ่แค่ไหน ก็หน้าแตกใหญ่แค่นั้น
มาแล้ว พวกมันมาแล้ว กลุ่มบุรุษชาวซานซีหน้าใหม่ ควบม้าทะยานมา แต่ความดุร้ายของพวกเขายังคงเดิม มัดกล้ามยังคงแน่นขนัด พวกเขาพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
เริ่มจากการยิงธนูบนหลังม้าจากระยะกลาง...
ห่าลูกศรที่พรั่งพรูดุจสายฝน เพียงชั่วพริบตาก็สอยทหารทัพหน้าของซุนกวนร่วงหล่นไปเป็นแถบ!
เตียวเลี้ยวเองก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึง 'โอกาสที่จะได้ก้าวข้ามกวนอูและกลายเป็นผู้กล้าอันดับหนึ่งแห่งซานซีตลอดกาล' อีกครั้ง เขาควบม้าฝ่าเข้าไปในค่ายศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว
ทหารกังตั๋งที่อยู่ตรงหน้าเขา ต่างพากันร่วงหล่นลงภายใต้คมทวนจันทร์เสี้ยวของเขา อารมณ์ของเตียวเลี้ยวไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย เขากวัดแกว่งทวนจันทร์เสี้ยวฟาดฟันอย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังเกี่ยวข้าว
เผชิญหน้าในที่แคบ ผู้กล้าคือผู้ชนะ
ในจังหวะที่ทั้งสองกองทัพปะทะกันเช่นนี้ เพลงดาบหรือทักษะอะไรก็ไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือความกล้าหาญของแม่ทัพที่จะช่วยปลุกขวัญกำลังใจของทหารให้ลุกโชนและฮึกเหิมถึงขีดสุด!
เบื้องหน้าของซุนกวนคือกำแพงมนุษย์อันหนาทึบ!
ซุนกวนไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวออกไป เพราะกลัวว่าถ้าโผล่ไปหัวอาจจะหลุดจากบ่าได้
แต่ทางฝั่งเตียวเลี้ยวนั้น เขายังคงเป็นผู้นำทัพพุ่งทะลวงอยู่แถวหน้าสุด ทวนจันทร์เสี้ยวฟาดฟันลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า เลือดสาดกระเซ็น ในเวลานี้เขาแยกไม่ออกแล้วว่าเลือดที่อาบตัวอยู่นั้นเป็นเลือดของใครกันแน่?
ความกล้าหาญและการบัญชาการของแม่ทัพทั้งสองฝ่าย ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่ยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว!
"ข้าจะสับแกให้เละ!"
เหล่าบุรุษชาวซานซีต่างก็ส่งเสียงร้อง "อ๊ากกก" ใบหน้าที่หยาบกร้าน ท่อนแขนที่ใหญ่โตกว่าต้นขาของศัตรู ประกอบกับเสียงคำรามด้วยสำเนียงซานซีที่ดุดันราวกับหม้อดิน ช่างดูละม้ายคล้าย 'พยัคฆ์ร้ายลงจากเขา' ไม่ผิดเพี้ยน!
ความเหนือชั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด!
ท้ายที่สุด เมื่อกลุ่มบุรุษชาวซานซีแผ่รังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัวออกมา เหล่าทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมือแห่งกังตั๋งก็ล้มตายเกลื่อนกลาดในพริบตา
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อทหารกังตั๋งแถวหน้าล้มลง ทหารแถวหลังก็เกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า
ภายในใจของพวกเขากำลังปั่นป่วน...
ไอ้พวกชาวซานซีที่ขี่ม้าพวกนี้ ทำไมมันถึงได้ดุดันกว่าคราวที่แล้วอีกล่ะ?
สำเนียงซานซีเวลาตะโกนออกมา ทำไมมันถึง... ถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ล่ะ?
ทหารตงง่อเริ่มตื่นตระหนก...
ความจริงแล้วพวกเขาได้เตรียมตัวมาล่วงหน้า และมีแผนรับมือการบุกทะลวงของศัตรูไว้ทุกรูปแบบ
แต่เมื่อต้องมาอยู่บนสนามรบจริงๆ และถูกทหารม้าหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วทั้งแปดร้อยนายบุกทะลวง
พวกเขากลับพบว่าสิ่งที่เตรียมมานั้นสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง
การพังทลายของค่ายกลเกิดขึ้นในชั่วพริบตา แม้ลิบอง เล่งทอง กำเหลง และเจียวขิมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อกอบกู้สถานการณ์ แต่กลุ่มชาวซานซีเหล่านี้ก็บุกเข้ามาถึงตัวแล้ว
อาวุธในมือของพวกเขาตวัดกวัดแกว่ง ทหารกังตั๋งล้มลงทีละคนๆ ราวกับการเชือดไก่
ไอ้พวกนี้มันบ้าเลือดไปแล้ว!
บ้าเลือดไปอย่างสมบูรณ์แบบ!
แม้แต่... ในอากาศก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
กลิ่นคาวเลือดนี้ ซุนกวนย่อมต้องรู้จักเป็นอย่างดีแน่!
...
การศึกครั้งนี้ สำหรับซุนกวนแล้วนับว่าโหดร้ายทารุณยิ่งนัก
เจ้าแคว้นตงง่อวัยสามสิบสามปีผู้นี้ ต้องทนดูเตียวเลี้ยวและทหารเพียงไม่กี่ร้อยนาย บุกทะลวงทำลายแนวป้องกันของกองทัพชั้นยอดแห่งตงง่อด่านแล้วด่านเล่าอย่างหน้าตาเฉย และกำลังจะบุกเข้ามาถึงตัวเขาในอีกไม่ช้า
มือที่กำลังเท้าเอววางท่าใหญ่โตของเขา บัดนี้สั่นเทาจนไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป
ในวินาทีนี้ เขาเพิ่งตระหนักถึงปัญหาอันร้ายแรงข้อหนึ่ง นั่นคือคนที่ชอบโอ้อวดมักจะถูกฟ้าผ่าตายจริงๆ
เปรี้ยง!
ในที่สุดซุนกวนก็ทนไม่ไหว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังกลับไปตามหาม้าศึกของตน ม้าศึกของเขามีนามว่า "ม้าหยก" เป็นม้าฝีเท้าดี เขาจะต้องขี่ม้าหยก... หนี... เผ่นแล้ว!
ใช่แล้ว สถานการณ์เลวร้ายขนาดนี้ หากไม่รีบหนี หัวก็คงถูกเตียวเลี้ยวเกี่ยวไปเหมือนเกี่ยวหญ้าแน่ๆ
เพียงแต่...
ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะไม่เป็นใจให้กับซุนกวนเอาเสียเลย
ทหารหลายพันคนของพวกเขากลับถูกทหารไม่กี่ร้อยคนของศัตรูล้อมกรอบเอาไว้จนหมด!
ซุนกวนคิดจะหนี เตียวเลี้ยวจะยอมได้อย่างไร?
เขาควบม้าพุ่งตรงเข้าไปหมายจะจับตัวซุนกวน กำเหลง ลิบอง และเจียวขิมจึงต้องเข้าปะทะกับเตียวเลี้ยวอย่างสุดกำลัง พลังของยอดขุนพลทั้งสามจึงพอจะสกัดกั้นการไล่ล่าของเตียวเลี้ยวไว้ได้
ส่วนเล่งทองก็พาซุนกวนฝ่าวงล้อมออกไปได้สำเร็จ ก่อนจะหันกลับมาสู้กับเตียวเลี้ยวอีกครั้ง
ทว่าทหารม้าหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วก็ไล่ตามแม่ทัพของพวกเขาทันอย่างรวดเร็ว กำเหลง ลิบอง และเจียวขิมต้านทานไม่ไหว จึงต้องพากันถอยร่น
เล่งทองซื่อสัตย์ที่สุด... เขาสู้จนแทบจะเหลือทหารคนสุดท้าย ถึงได้ล่าถอยออกจากสนามรบ
ในเวลานี้ซุนกวนหนีมาถึงท่าข้ามเซียวเหยาแล้ว เขาต้องการจะหนีไปให้ไกลกว่านี้ แต่กลับพบว่าในตอนที่เตียวเลี้ยวบุกโจมตีเขานั้น ลิเตียนได้นำทหารราบมาดักหน้าและทำลายสะพานที่ท่าข้ามเซียวเหยาจนเป็นรูกว้างถึงหนึ่งจ้างไปก่อนแล้ว
นี่มันเป็นการปิดทางถอยของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง!
ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เมื่อมีประสบการณ์จากครั้งก่อน กองทัพโจโฉในครั้งนี้จึงไม่ได้มัวแต่คิดหาวิธีป้องกันเมือง แต่กลับร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อเป้าหมายเดียว นั่นคือการจับเป็นเจ้าแคว้นตงง่อผู้นี้ให้ได้!
เบื้องหน้ามีช่องโหว่กว้างถึงหนึ่งจ้าง เบื้องหลังก็มีทหารไล่ล่าที่ยังคงตะโกนคำรามด้วยสำเนียงซานซี
ซุนกวนแหงนหน้ามองฟ้าพร้อมกับร้องตะโกน "สวรรค์ลงทัณฑ์ข้าแล้ว!"
เขาเกือบจะกระโดดลงน้ำหนีตายอยู่แล้ว...
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย "ถอยม้ากลับไป แล้วควบวิ่งกระโดดข้ามมา จากนั้นก็หวดแส้ให้สุดแรงเกิด!"
ซุนกวนในตอนนี้สติแตกกระเจิงไปหมดแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาคิดไตร่ตรอง?
เขาทำตามที่เสียงนั้นบอก และมันก็ได้ผล...
"ม้าหยก" ตัวนี้กระโดดข้ามไปได้ราวกับม้า "เต๊กเลา" ที่ "กระโจนข้ามแม่น้ำถานซี"...
ดังคำกล่าวที่ว่า ถอยหลังหวดแส้ควบม้าทะยาน ม้าหยกเหินข้ามท่าเซียวเหยา!
ทว่า...
เหล่าทหารที่อยู่เบื้องหลังซุนกวนไม่ได้โชคดีเช่นนั้น ทางถอยของพวกเขาถูกปิดตาย...
สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ มีเพียงการถูกเตียวเลี้ยวและเหล่าบุรุษชาวซานซีชำแหละร่างเท่านั้น!
การศึกที่หับป๋าในครั้งนี้รู้ผลแพ้ชนะแล้ว
เตียวเลี้ยวสร้างชื่อเสียงสะท้านฟ้าที่ท่าข้ามเซียวเหยา!
...
เก็บกวาดสนามรบ
การศึกครั้งนี้ดุเดือดเลือดพล่านอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเตียวเลี้ยวและชาวซานซีบ้านเดียวกัน อาศัยกำลังพลเพียงพันกว่านาย กวาดล้างกองทัพชั้นยอดของตงง่อจนราบคาบ!
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่น "คาวเลือด" ที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ มองดูซากศพที่เกลื่อนกลาด เตียวเลี้ยวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เขาได้สัมผัสกับรสชาติของ "ผู้ชนะ" อีกครั้ง
เขารู้สึกได้เลยว่า ตอนนี้เขาได้ลิ้มรสชาติของการก้าวข้ามกวนอู และกลายเป็นผู้กล้าอันดับหนึ่งแห่งซานซีตลอดกาลแล้ว!
รสชาตินี้ช่างหอมหวานชวนให้หลงใหลเสียนี่กระไร!
ในตอนนั้นเอง "ท่านพ่อ เชลยพวกนี้..."
ผู้ที่เอ่ยขึ้นคือเตียวโฮ บุตรชายของเตียวเลี้ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในทหารม้าหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วทั้งแปดร้อยนายในครั้งนี้ด้วย
เขาคุมตัวเชลยศึกหลายคนมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเตียวเลี้ยว
ตามกฎที่โจโฉตั้งไว้ ผู้ใดที่ถูกล้อมแล้วค่อยยอมจำนน ต้องถูกประหารชีวิตโดยละเว้น!
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรบกันถึงขั้นนี้แล้ว ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่าความแค้นระหว่างชาวซานซีกับชาวกังตั๋งได้ฝังรากลึกจนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้แล้ว ไม่ควรปล่อยพวกมันไปเด็ดขาด!
"ฝังกลบให้หมด!" เตียวเลี้ยวเอ่ยเสียงเรียบ
"ขอรับ!" เตียวโฮรับคำ และเตรียมจะจัดการกับเชลยศึกเหล่านี้
ใครจะไปคาดคิดว่าหนึ่งในเชลยศึกจะรีบคุกเข่าลงแทบเท้าเตียวเลี้ยว "ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพเก่งกาจดั่งเทพเจ้า พวกเรา... พวกเรายอมจำนน ยอมแล้ว... พวกเราไม่กล้า ไม่กล้าต่อกรกับขุนพลเทพอย่างท่าน... อีกแล้วขอรับ!"
หืม...
เตียวเลี้ยวก้มมองเชลยผู้นี้ เห็นเขาพูดจาด้วยความจริงใจ ความหวาดกลัวที่พรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของจิตใจนั้น เป็นสิ่งที่เสแสร้งแกล้งทำกันไม่ได้
'หรือว่าพวกมันจะขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วจริงๆ?'
ในฐานะลูกผู้ชายชาวซานซี เตียวเลี้ยวไม่อาจเข้าใจได้
ก็แค่ทำลายกองทัพแสนนาย มันจะมีอะไรหนักหนา? ถึงขั้นต้องขวัญกระเจิงขนาดนี้เลยหรือ?
เขายืดอกอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ "เมื่อครู่ตอนไล่ตามทัพข้าศึก ข้าเห็นแม่ทัพเคราม่วงคนหนึ่ง แขนยาวๆ ขาสั้นๆ ยิงธนูแม่นใช้ได้ เจ้านั่นคือใครกัน?"
เมื่อได้ยินดังนั้น...
เชลยศึกผู้นั้นก็เบิกตากว้าง รีบประจบประแจงทันที "ท่านแม่ทัพช่างตาแหลมคมยิ่งนัก นั่น... นั่นคืออู๋โหวผู้ชื่นชอบการล่าเสือของพวกเราเองขอรับ!"
สิ้นคำกล่าวนั้น...
ลิเตียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ตบต้นขาฉาดใหญ่ "คิดไม่ถึงเลยว่าไอ้เด็กนั่นคือซุนกวน รู้อย่างนี้ข้าออกแรงอีกนิดก็จับตัวมันได้แล้วเชียว!"
งักจิ้นเองก็ทอดถอนใจอย่างเสียดาย "ไอ้เด็กตาเขียวนี่คุมทัพไม่ได้เรื่อง แต่วิ่งหนีเก่งนักนะ ม้าของมันก็กระโดดได้สูงเสียด้วย!"
เมื่อสิ้นเสียง...
"ฮ่าๆๆๆ..."
งักจิ้น ลิเตียน เตียวเลี้ยว และเตียวโฮต่างก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
ทันใดนั้นเตียวเลี้ยวก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "ข้าจำได้ว่าก่อนรบ พวกม้าสอดแนมพูดถึงเรื่อง 'สัญญาพนันหับป๋า' อะไรสักอย่างใช่ไหม?"
ลิเตียนนึกขึ้นมาได้ จึงรีบตอบ "อ้อ มีขอทานชื่ออั้งฉิกกงที่กังเหลงเป็นคนปล่อยข่าวเรื่อง 'สัญญาพนันหับป๋า' ขึ้นมา แล้วไอ้เด็กตาเขียวนั่นก็ฉวยโอกาสโหมกระพือข่าวนี้ด้วย..."
"รายละเอียดเป็นอย่างไรหรือ?" เตียวเลี้ยวถามต่อ
ลิเตียนหัวเราะ "ดูเหมือนว่า ถ้าพวกเราแพ้ สามหัวเมืองคือ เตียงสา ฮุยเอี๋ยง และกังแฮ จะต้องตกเป็นของตงง่อ แต่ถ้าพวกเราชนะ ต่อไปก็จะไม่มีคำกล่าวหาเรื่อง 'ยืมเกงจิ๋ว' ของไอ้คนหูยาวอีกต่อไป!"
ฟู่...
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เตียวเลี้ยวก็พ่นลมหายใจยาวๆ เขาแหงนหน้ามองฟ้าพลางรำพึงรำพัน
"ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็เข้าทางไอ้คนหูยาวน่ะสิ!"
"แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า ศึกที่ท่าข้ามเซียวเหยาคราวนี้ พวกเรากลับได้เป็นฝ่ายสร้างบุญคุณให้กับหุนเตี๋ยงเสียอย่างนั้น หึๆ ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจที่เขาเคยไว้ชีวิตพวกเราที่ 'เส้นทางฮัวหยง' ก็แล้วกัน!"
"เท่านี้ก็ถือว่าหายกันแล้ว!"
...
...
(จบตอน)