- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของสาวตกอับ ข้ามมิติพร้อมระบบเพื่อเดินหน้าสู้ชีวิต
- บทที่ 430 - สิ่งของของนาง
บทที่ 430 - สิ่งของของนาง
บทที่ 430 - สิ่งของของนาง
บทที่ 430 - สิ่งของของนาง
ลุงเหลยกับป้าเหลยหัวเราะทั้งน้ำตา "เด็กโง่ เจ้าพูดอะไรกัน ของที่เจ้าให้พวกเรามา มันคือของต่อชีวิตพวกเราเชียวนะ!"
ฟางข้าวช่วยเก็บความร้อน กันลม และกันความชื้นได้
ต่อให้ถึงหน้าหนาวที่หิมะตกหนัก ก็แค่เอาเสื่อฟางไปกั้นไว้ที่ปากหลุมหลบภัย ถึงหิมะจะท่วมปิดปากหลุม ก็ยังพอมีอากาศให้หายใจได้
การได้ใช้ชีวิตอยู่ราวกับหนูตุ่นเช่นนี้แหละ คือความหวังสูงสุดในการมีชีวิตรอดของผู้อพยพชายแดนนับไม่ถ้วน
แถมยังมีข้าวฟ่างกับปลาเค็มตากแห้งอีกต่างหาก สำหรับคนที่ต้องคุ้ยเขี่ยหาแมลงหรือแมงป่องกินประทังชีวิตอยู่ในผืนทรายแล้ว ของพวกนี้ก็มีค่าไม่ต่างอะไรกับอาหารเหลาหรือยารักษาโรคชั้นเลิศ
สองสามีภรรยาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ในขณะที่พวกเขากำลังจะหนาวตายอยู่ท่ามกลางลมพายุ พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนอันล้ำค่า จากความมีน้ำใจเพียงเล็กน้อยในอดีตเช่นนี้
ด้วยความช่วยเหลือจากลุงเหลยและป้าเหลย ซุนตงเหนียงก็สามารถตามหาเพื่อนร่วมชะตากรรมที่หลบหนีภัยมาด้วยกันจนพบในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ที่ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มีบางคนทนความหนาวเหน็บไม่ไหว และต้องจบชีวิตลงท่ามกลางลมหนาวของเมืองชายแดนไปเสียแล้ว
ในบรรดาคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ใครก็ตามที่เคยให้ความช่วยเหลือซุนตงเหนียงมาก่อน นางก็จะมอบข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นรายบุคคล
ตอนนี้นางยังไม่มีกำลังมากพอ แถมตัวเองก็ยังไม่ได้ทะเบียนราษฎร์ของเมืองชายแดน สิ่งที่นางทำได้ก็มีเพียงเท่านี้
ทั้งเสื่อฟาง ผักตากแห้ง เสบียงอาหาร ปลาเค็ม...
คนที่เคยช่วยเหลือซุนตงเหนียงต่างก็ตกตะลึงกับของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับมาอย่างกะทันหัน พวกเขากอดซุนตงเหนียงไว้แน่น ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะด้วยความดีใจ
พวกเขาอิจฉาชีวิตที่สุขสบายของนางในตอนนี้ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกสะท้อนใจกับความทุกข์ยากที่นางต้องเผชิญมาตลอดทาง
แต่ในบรรดาผู้คนที่หลบหนีภัยมาด้วยกัน ไม่ได้มีเพียงคนที่เคยให้ความช่วยเหลือซุนตงเหนียงเท่านั้น แต่ยังมีคนที่เอาแต่มองดูอยู่ห่างๆ เห็นแก่ตัวเอาตัวรอด และยังมีแม้กระทั่งคนที่เคยทำร้ายนางเพื่อแย่งชิงทรัพยากรอีกด้วย
ซุนตงเหนียงไม่ได้มองคนพวกนี้ว่าเป็นคนเลวร้ายอะไร เพราะในสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็มีความจำเป็นของตัวเองทั้งสิ้น
แต่ในตอนนี้นางก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่ให้ความช่วยเหลือได้เช่นกัน— เสบียงที่นางนำออกมาก็มีจำกัด พอแบ่งให้คนที่เคยช่วยเหลือตัวนางเองแล้ว ก็แทบจะไม่เหลืออะไรอีก
ต่อให้จะมีของเหลือ นางก็ยินดีที่จะมอบให้กับคนที่เคยช่วยชีวิตนางไว้ มากกว่าที่จะเอาไปแจกจ่ายให้คนอื่นอย่างพร่ำเพรื่อ
หากมอบความอบอุ่นให้กับคนที่เย็นชาด้วยความกระตือรือร้นเช่นเดียวกัน มันก็คงจะไม่ยุติธรรมกับคนที่เคยมีน้ำใจช่วยเหลือ
บางคนรู้สึกไม่พอใจ จึงพยายามเข้ามาต่อว่าซุนตงเหนียง "พวกเรากำลังเดือดร้อนแสนสาหัสอยู่แท้ๆ เจ้ากลับยอมเอาของพวกนี้ไปประเคนให้พวกตาลุงเหลยเพิ่มอีก แทนที่จะแบ่งให้พวกเราบ้างงั้นเรอะ?"
"พวกเราหิวโซมาสี่วันแล้วนะ เมื่อวานพวกตาลุงเหลยยังจับงูทะเลทรายได้ตั้งหนึ่งตัว!"
คนที่เข้ามาต่อว่า มีท่าทีดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ถ้าเป็นซุนตงเหนียงคนก่อน ก็คงจะยอมยกของพวกนี้ให้คนพวกนี้ไปแล้ว เพราะความขี้ขลาดหรือความใจอ่อน
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
นางจ้องมองคนที่เข้ามาต่อว่า แม้ในใจจะหวาดกลัว แต่ใบหน้ากลับพยายามทำเป็นนิ่งเฉย "ถ้าเมื่อก่อนพวกเจ้าเคยยื่นมือเข้าช่วยหรือช่วยชีวิตข้าไว้ วันนี้ข้ายินดีจะตอบแทนพวกเจ้าเป็นร้อยเท่าพันเท่าโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ"
"แต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่เคยช่วยข้าเลย แถมยังมีบางคนที่เคยปล้นของข้าไปอีกด้วย... ตอนที่ข้าไม่มีอะไร พวกเจ้าก็มาปล้นข้า พอตอนนี้ข้ามีของ พวกเจ้าก็ยังจะมาปล้นข้าอีก คนแบบพวกเจ้า ข้าไม่ให้หรอก"
เพียงแค่เอ่ยคำว่า "ไม่ให้หรอก" ออกมา ก็ถือเป็นความกล้าหาญที่สุดในชีวิตของซุนตงเหนียงแล้ว
คนเหล่านั้นทำหน้าเจื่อนไป แต่พอเห็นว่าซุนตงเหนียงเป็นคนใจอ่อน ก็พยายามจะใช้คำพูดหว่านล้อมให้ใจอ่อน บางคนถึงกับผลักลูกของตัวเองไปหาซุนตงเหนียง "ไปสิลูก นี่น้าซุนของเจ้า ไปอ้อนวอนนางสิ นางจะได้เอาของกินของใช้มาให้..."
เด็กวัยกำลังโตหลายคนที่ตัวสูงเกือบจะเท่าซุนตงเหนียงแล้ว กรูกันเข้ามาล้อมหน้านาง
เกาจงเจี๋ยตาไวและมือไว รีบดึงซุนตงเหนียงไปหลบอยู่ข้างหลังเขาทันที
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลง พูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ทหารรักษาการณ์อย่างพวกเขา มักจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพวกผู้อพยพอยู่เสมอ
ถ้าไม่อ่อนข้อให้ พวกผู้อพยพก็คงจะพังประตูเมืองเข้ามาแล้ว
เกาจงเจี๋ยชักดาบออกมาขวางไว้ แล้วชี้ปลายดาบไปที่คนที่ต่อว่าซุนตงเหนียง พร้อมกับย้อนถามกลับไป "ของพวกนี้มันเป็นของพวกเจ้าหรือไง?"
คนพวกนั้นตัวสั่นงันงก รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "มะ... ไม่ใช่ขอรับ ใต้เท้า ไม่ใช่ขอรับ"
"แล้วมันเป็นของใคร?"
"เป็น... เป็น... เป็นของซุนตงเหนียงขอรับ..."
"ในเมื่อรู้ว่าเป็นของนาง พวกเจ้ายังกล้ามาปล้นอีกงั้นรึ? อยากจะโดนเฆี่ยนประจานหรือยังไง!"
สำหรับการจัดการกับผู้อพยพที่ทำผิดกฎหมายนั้น การจับเข้าคุกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน มีเพียงการลงโทษให้ใช้แรงงานหนัก และการเฆี่ยนประจานเท่านั้น
คนที่ก่อเรื่องไม่กล้ามีเรื่องกับทหาร จึงจำต้องยอมลดท่าทีแข็งกร้าวลงในทันที
แค่นั้นยังไม่พอ เกาจงเจี๋ยยังเบี่ยงตัวให้ซุนตงเหนียงก้าวออกมาข้างหน้า แล้วเอ่ยถามนางว่า "เจ้าอยากจะแบ่งของให้พวกเขาไหม?"
"ไม่อยากจ้ะ" ซุนตงเหนียงส่ายหน้า
"ดี งั้นก็ไม่ต้องให้" เกาจงเจี๋ยพูดเสียงกร้าว "ตงเหนียงไม่เคยแบ่งของอะไรให้พวกเจ้า ถ้าข้าจับได้ว่าของของนางตกไปอยู่ในมือพวกเจ้าล่ะก็ ถ้าไม่ได้ขโมยมา ก็แปลว่าปล้นมา คนที่ทำผิดกฎหมาย อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!"
คำพูดของเกาจงเจี๋ย ทำให้คนที่คิดจะก่อเรื่องต้องล้มเลิกความคิดไปอย่างสิ้นเชิง
ในขณะเดียวกัน ลุงเหลยและป้าเหลย รวมไปถึงคนที่ได้รับของแจก ต่างก็รู้สึกดีใจและประหลาดใจเป็นอย่างมาก—
แค่มีคำพูดของเกาจงเจี๋ยประโยคเดียว ของที่พวกเขารับมาในวันนี้ อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่สุขสบายไปได้อีกหลายวัน มันช่างวิเศษจริงๆ!
...
ภายนอกเมืองนั้นทั้งวุ่นวาย เหน็บหนาว และมีพายุทรายพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ประกอบกับซุนตงเหนียงไม่สามารถอยู่นอกเมืองจนมืดค่ำได้ ดังนั้นในช่วงบ่าย หลังจากที่ได้พบปะพูดคุยกับคนรู้จักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนก็เดินทางกลับเข้าเมือง
ระหว่างทาง เกาจงเจี๋ยก็เอ่ยถามซุนตงเหนียงขึ้นมาว่า "วันนี้มีความสุขไหม?"
ซุนตงเหนียงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "มีความสุขจ้ะ"
ถึงแม้นางจะไม่สามารถช่วยให้พวกลุงเหลยและป้าเหลยหลุดพ้นจากความยากลำบากได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่นางก็ได้ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถแล้ว ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพียงแค่ทำไปโดยไม่รู้สึกละอายแก่ใจก็เพียงพอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การได้มาเห็นกับตาในวันนี้ ก็ยิ่งทำให้แน่ใจว่า คนที่สามารถรอดชีวิตมาได้ ต่างก็ต้องดิ้นรนต่อสู้กันอย่างสุดกำลัง
พวกเขาพยายามอย่างหนัก ที่จะอดทนฟันฝ่าฤดูใบไม้ร่วงอันหนาวสั่นในหลุมหลบภัยใต้ดินไปให้ได้
และพวกเขาจะต้องผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้อย่างแน่นอน
เมื่อภาระในใจถูกปลดเปลื้องไปได้เกินครึ่ง อารมณ์ของซุนตงเหนียงก็แจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกาจงเจี๋ยลอบมองนาง แล้วก็ผุดความคิดขึ้นมา "เวลายังเช้าอยู่เลย อยากไปเดินเล่นที่ถนนสายหลักไหม?"
ซุนตงเหนียงใจเต้นแรง นางเงยหน้าขึ้นมองเกาจงเจี๋ย ใบหน้าแดงระเรื่อ
"อืม ไปเดินเล่นกันเถอะจ้ะ"
...
ในขณะที่ซุนตงเหนียงและเกาจงเจี๋ยกำลังเดินเล่นกันอยู่ เจี่ยนซิงเซี่ยเองก็กำลังเดินเล่นอยู่เช่นกัน
เสี่ยวหูลิ่วกำลังจะไปโรงเรียนแล้ว จึงไม่สามารถมาช่วยเจี่ยนซิงเซี่ยเป็นพนักงานจัดซื้อและคนแบกหามได้อีกต่อไป
เจี่ยนซิงเซี่ยครุ่นคิดอยู่นาน งานจัดซื้อนี่ ยังไงก็ต้องเป็นจ้าวเหม่ยฮวาเท่านั้น
เธอจึงไปถามจ้าวเหม่ยฮวาว่ายินดีจะรับงานนี้ไหม มีเวลาว่างพอไหม "ถ้าไม่ไหว ฉันจะได้ไปหาคนอื่น"
พอจ้าวเหม่ยฮวาได้ยินว่ามีงานใหม่มาให้ทำ ด้วยนิสัยอย่างเธอ มีหรือจะยอมปฏิเสธ?
จ้าวเหม่ยฮวาส่ายหน้าเป็นพัลวันราวกับป๋องแป๋ง "ไม่ยุ่งเลยๆ มีเวลาเยอะแยะ ฉันทำได้แน่นอน!"
เจี่ยนซิงเซี่ยหัวเราะร่วน "จริงเหรอ? งานจัดซื้อไม่ใช่งานสบายๆ นะ ถึงเสี่ยวหูลิ่วจะมีรายชื่อร้านค้าให้ และถ้าซื้อเยอะๆ ก็ให้ร้านค้ามาส่งของได้ก็เถอะ แต่ร้านค้าพวกนั้นเต็มที่ก็มาส่งให้แค่ในหมู่บ้านเท่านั้นแหละ"
จากนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานจัดซื้อ ที่จะต้องแบกหามของพวกนั้นขึ้นเขาไปที่ซานจวง
"ไม่มีปัญหา!" จ้าวเหม่ยฮวาตาเป็นประกายวาววับ ถึงแม้จะพูดแบบนี้ก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอฟังดูก็รู้ได้ทันทีว่า ตำแหน่งพนักงานจัดซื้อนั้น มีภาษีดีกว่าหัวหน้าแม่บ้านดูแลห้องพักตั้งเยอะ แถมยังได้ติดต่อใกล้ชิดกับเจี่ยนซิงเซี่ยมากกว่าด้วย
โอกาสที่รอคอยมาแสนนานเพิ่งจะมาถึง จ้าวเหม่ยฮวาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร!
เธอตอบรับคำเชิญอย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมกับเสนอแผนการของตัวเอง "ถ้าไม่ไหวจริงๆ ฉันก็ให้พ่อกับแม่มาช่วยก็ได้ ยังไงพวกท่านสองคนผัวเมียก็อยู่บ้านนอกกันตามลำพัง ฉันก็ไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ รับพวกท่านมาอยู่ที่นี่ พ่อฉันก็ช่วยรับส่งหลูหมิงหมิงได้ แถมยังไปช่วยดูแลบ่อปลาของหลูเสียงสุ่ยได้อีกด้วย"
"ส่วนแม่ฉันก็ให้มาดูแลเรื่องอาหารการกินเสื้อผ้าหน้าผมของพวกเรา แม่ฉันเป็นคนรักสะอาด น่าจะดูแลเรื่องห้องพักแขกได้"
"ส่วนเรื่องจัดซื้อ ฉันต้องทำออกมาได้ดีแน่นอน!" จ้าวเหม่ยฮวาจ้องมองเจี่ยนซิงเซี่ยด้วยความคาดหวัง
(จบแล้ว)