- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 60 ความปรารถนาดี
บทที่ 60 ความปรารถนาดี
บทที่ 60 ความปรารถนาดี
"เฉินชิงหยาง นี่เจ้ากล้าหลอกข้าอีกแล้วหรือ!"
หลิวเถาจ้องหน้าเขาด้วยความโกรธขึ้ง ราวกับลูกเจี๊ยบที่กำลังโมโห สองมือเท้าสะเอว แทบจะทำเอาขนทั่วร่างชูชันขึ้นมา
เรื่องนี้มันแย่ก็ตรงนี้แหละ แม้จะรับมือเหลิ่งเยวี่ยหรูจนยอมจากไปได้แล้ว ทว่าการที่นางเอ่ยปากต่อหน้าหลิวเถาว่าเขาเคยไปหาฉีซิวหย่วน ถือเป็นเรื่องที่รับมือยากยิ่งนัก
"ศิษย์พี่ ข้าเพียงแค่กังวล..."
ชั่วขณะนั้น เขายังไม่ได้เตรียมคำพูดเอาไว้ จึงคิดจะใช้วิธีประวิงเวลา ทว่าหลิวเถาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับสะบัดมืออย่างแรง ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายเลยแม้แต่น้อย
"ฮึ! เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่คิดจะหลอกข้าอีกแล้วใช่หรือไม่ ปกติเจ้ามักจะระแวดระวังฉีซิวหย่วนเป็นอย่างมาก กลัวว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขา แต่คราวนี้กลับกล้าเป็นฝ่ายไปหาถึงที่ ด้วยสติปัญญาของเจ้า มีหรือจะไม่รู้ว่าความแค้นนี้ใช่จะคลี่คลายได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ..."
นี่ยังไม่จบ หลิวเถายังชี้หน้าเฉินชิงหยาง นิ้วแทบจะจิ้มลงบนใบหน้าของเขา "ข้าก็ว่าอยู่เหตุใดเจ้าจึงใส่ใจหยกเจี่ยนอุ่นนัก ถึงขั้นต้องมายืนยันกับข้าให้ได้ ว่ามันสามารถสังหารเขาในคราวเดียวได้หรือไม่... เจ้า เจ้า... จะทำให้ข้าโมโหตายอยู่แล้ว หยกเจี่ยนอุ่นอยู่ที่ใด รีบเอามาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!"
ของสิ่งนี้ย่อมอยู่บนตัวเขา ทว่าชั่วขณะหนึ่งเฉินชิงหยางก็ไม่รู้ว่าควรจะนำออกมาดีหรือไม่
อย่างไรเสียเขาก็เป็นฝ่ายหลอกลวงหลิวเถาก่อน ในใจลึกๆ ย่อมต้องรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
ทว่าในขณะที่เขากำลังเงียบอยู่นั้น หยกเจี่ยนอุ่นในแขนเสื้อก็พลันร้อนผ่าว ซ้ำยังทะลวงแขนเสื้อจนเป็นรู แล้วร่วงหล่นลงในมือของหลิวเถา
ก็สมควรอยู่หรอก ของสิ่งนี้เพิ่งจะอยู่กับเขาได้เพียงสองสามเดือน แต่กลับอยู่กับหลิวเถามานานถึงสองสามร้อยปีแล้ว
"เจ้า..." ทันทีที่มือน้อยๆ สัมผัสลงไป นางก็พบความผิดปกติในทันที "เจ้าสังหารเขาจริงๆ หรือ?"
ในเวลานี้ ต่อให้หลิวเถาจะเป็นคนอารมณ์ร้อนเพียงใด นางก็ยังรู้จักกดเสียงให้ต่ำลง
ถึงขั้นรีบจ้ำอ้าวไปที่ประตู เพื่อชะโงกดูให้แน่ใจว่าเหลิ่งเยวี่ยหรู ศิษย์พี่ของตนเดินไปไกลแล้วหรือยัง
ท่ามกลางความเงียบงันที่วนเวียนอยู่นั้น เฉินชิงหยางก็คิดหาทางออกได้ "ศิษย์พี่ ข้าเองก็หมดหนทางจริงๆ!"
หลิวเถาถลกแขนเสื้อขึ้น "ดี ข้าก็อยากจะฟังเหมือนกัน ว่าเจ้าหมดหนทางอย่างไร?"
เฉินชิงหยางกล่าวอย่างไม่รีบร้อน "ที่ไปหาฉีซิวหย่วน ข้าก็เพียงแค่อยากจะดูว่าระดับบำเพ็ญเพียรของเขาฟื้นฟูไปถึงขั้นใดแล้ว เกรงว่าจะเป็นภัยต่อพวกเรา ส่วนเรื่องที่บานปลายมาจนถึงขั้นนี้ ข้าไม่คาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ"
หลิวเถายกสองมือขึ้นกอดอก ท่าทางของนางบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อเลยสักนิด "พูดมา ข้าฟังอยู่!"
"ไม่คิดเลยว่าตกดึกเขาจะลอบมาจู่โจมข้ากะทันหัน โชคดีที่หยกเจี่ยนอุ่นปรากฏขึ้นทันเวลาและทำร้ายเขาจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนข้ากลับไม่เป็นอะไรเลย"
"เดิมทีข้าคิดจะใช้ยันต์แจ้งให้ศิษย์พี่ทราบ ทว่าในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น ฉีซิวหย่วนกลับโพล่งออกมาว่าสวีเป่าหลิงไม่ได้ตายเพราะธาตุไฟเข้าแทรก แต่ตายเพราะโอสถพิษ..."
และแล้วเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ภายในใจของหลิวเถาก็ไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป ยามที่ลมหายใจเริ่มหอบถี่ หน้าอกที่ถูกสองมือกอดรัดไว้ก็กระเพื่อมขึ้นลง "ดังนั้น เจ้าก็เลยกล้าสังหารเขางั้นหรือ?"
"ในชั่วพริบตานั้น ข้าคิดอะไรมากมาย หากแจ้งให้ศิษย์พี่ทราบ นั่นก็เท่ากับเป็นการทำร้ายศิษย์พี่ ข้าจึงตั้งใจว่าจะลงมือสังหารฉีซิวหย่วนด้วยตัวคนเดียว จะได้ไม่ลากผู้ใดเข้ามาพัวพันด้วย"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของหลิวเถาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อยดังคาด "เจ้ามีปัญญาสังหารเขาที่บาดเจ็บสาหัสได้อย่างนั้นหรือ?"
"ย่อมต้องมีสิ ข้าเคยเรียนเคล็ดกระบี่อี้หยวนมาจากสถานที่ของหลี่เชียนเสวี่ย ที่ใช้สังหารเขาก็คือวิชานี้นี่แหละ"
"นี่..." หลิวเถาต้องตกตะลึงอีกครั้ง "เจ้ากำลังจะบอกว่า หลี่เชียนเสวี่ยกล้าฝ่าฝืนกฎของสำนัก แอบถ่ายทอดวิชาให้เจ้าด้วยตัวเองงั้นหรือ?"
เฉินชิงหยางไม่มัวเสียเวลาอธิบายเรื่องนี้ เขาเลือกที่จะอธิบายเรื่องเดิมต่อไป "ในตอนที่เพิ่งเข้าสำนัก ข้าก็ไม่ค่อยรู้กฎเกณฑ์เหล่านี้หรอก หลังจากที่ฉีซิวหย่วนตาย ข้ากังวลว่าบนศพจะหลงเหลือร่องรอยของเพลิงแท้เก้าสมาธิ จึงตัดสินใจใช้ไฟเผาทำลายจนไม่เหลือซาก"
"อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงศิษย์สายนอก หากตายไปย่อมส่งผลกระทบไม่ใช่น้อย เมื่อนึกถึงของแทนตัวของวังเทพกลไกจิ่วโยวที่หูไคมอบให้ ข้าจึงนำมันไปโยนทิ้งไว้ไม่ไกลจากศพ เพื่อตบตาผู้คน"
อ้อมค้อมอยู่นาน ในที่สุดก็สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้กระจ่างแจ้ง เฉินชิงหยางคิดว่าตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีเหตุผลส่วนใดที่ฟังไม่ขึ้น
"แล้วของแทนตัวดอกบัวมาจาก..."
สำหรับเรื่องนี้เขาเองก็เตรียมตัวมาดีแล้ว ไม่ต้องรอให้หลิวเถาถามจนจบ ก็สามารถตอบนางได้โดยตรง "หูไคผู้นี้มีความเคียดแค้นต่อสมาคมเสวียนกวงอย่างรุนแรง เขาต้องการยืมมือสำนักมากำจัดสมาคมเสวียนกวง ของแทนตัวดอกบัวก็เป็นของเขา หลังจากที่เขาตาย มันก็ตกมาอยู่ในมือข้าตลอด"
"เจ้า..." นิ้วนั้นแทบจะทิ่มเข้าที่ใบหน้าของเฉินชิงหยางอีกรอบ "เหตุใดเจ้าจึงไปพัวพันกับเขาได้ล่ะ ทำไมเรื่องวุ่นวายถึงได้มารุมล้อมอยู่แต่รอบตัวเจ้าเยอะแยะเช่นนี้?"
ท่าทางของนางดุดัน น่ากลัวยิ่งนัก
"ศิษย์พี่ เมื่อครู่ศิษย์พี่เหลิ่งก็บอกแล้ว ข้าช่างลำบากนัก..."
หลิวเถาเงียบไป ผ่านไปเนิ่นนานเมื่อนางเอ่ยปากอีกครั้ง นางก็ไม่ซักไซ้ต่อ เพียงแต่ความขุ่นเคืองที่มีต่อเฉินชิงหยางยังคงอยู่ "ฮึ เจ้าบอกข้าให้เร็วกว่านี้ไม่ได้หรืออย่างไร!"
เฉินชิงหยางรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย "เรื่องที่เกี่ยวพันใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ขืนบอกไปก็เท่ากับเป็นการทำร้าย..."
หลิวเถาชกเขาไปหนึ่งหมัด ขัดจังหวะคำพูดของเขา "เลิกพูดจาเช่นนี้ได้แล้ว วันนี้ต่อหน้าศิษย์พี่เหลิ่งเกือบจะความแตกอยู่แล้ว เจ้ารู้ตัวหรือไม่?"
ท่าทีของเฉินชิงหยางเปลี่ยนเป็นจริงใจอย่างยิ่ง "ศิษย์พี่ เป็นข้าเองที่คิดน้อยไป"
"เฮ้อ!" หลิวเถาถอนหายใจยาว ราวกับไม่มีทางเลือก จึงต้องยอมรับเรื่องราวทั้งหมดนี้ "ยังดีที่ศิษย์พี่เหลิ่งไม่นึกสงสัย ต่อไปเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เจ้า แม้แต่ข้าก็ห้ามพูดถึง ให้ทำเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ฉีซิวหย่วนตายไปก็เป็นผลดีต่อพวกเราเหมือนกัน แล้ว... เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?"
เฉินชิงหยางมีหรือจะฟังความห่วงใยในน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ออก คงทำได้เพียงถือว่าตนติดค้างน้ำใจนางอีกครั้งกระมัง
"ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บ ศิษย์พี่วางใจเถิด วันข้างหน้าไม่ว่าข้าจะไปที่ใด สองสิ่งที่เคยรับปากศิษย์พี่ไว้ ข้าจะต้องทำให้สำเร็จอย่างแน่นอน หนึ่งคืออักขระยันต์ อีกหนึ่งคือกระบี่บิน"
เมื่อเห็นเขากล่าวอย่างจริงจังเช่นนั้น พวงแก้มของหลิวเถาก็แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย "อืม ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกแล้ว อย่างไรเสียเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้รับการสะสางแล้ว!"
"ศิษย์พี่กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเถาก็กำหยกเจี่ยนอุ่นไว้ในมือ "ของสิ่งนี้มีประโยชน์ต่อเจ้าไม่น้อย ในยามคับขันมันสามารถรักษาชีวิตเจ้าได้ ข้าจะช่วยเจ้าหลอมรวมมันอีกสักครั้งก็แล้วกัน"
เฉินชิงหยางประสานมือคารวะ "เช่นนั้น คงต้องรบกวนศิษย์พี่แล้ว"
เช่นนี้ บนร่างของเขาก็ยังคงมีปราณแท้ที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหนิงหยวนหลงเหลือเอาไว้
หลิวเถาหลอมรวมหยกเจี่ยนอุ่น ส่วนเฉินชิงหยางก็เริ่มหลอมโอสถ
เมื่อผงเปลี่ยนหยางระดับสองสำเร็จไปหนึ่งเตา เขาก็เริ่มหลอมโอสถอวี้ฮวาหลิงลู่ต่อ ซึ่งก็เป็นระดับสองเช่นกัน และได้ออกมาสามเม็ดเท่ากัน
ยุ่งวุ่นวายจนถึงกลางดึก เขาจึงมีเวลาลงจากเขา ในขณะที่หลิวเถายังคงนั่งสมาธิอยู่
ความร้ายกาจของเหลิ่งเยวี่ยหรูนั้น หลายวันมานี้เฉินชิงหยางได้รับรู้ซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่กล้าใช้วิชาปู้ซวีอิ่นอีก ทำได้เพียงวิ่งเหยาะๆ ลงไปตามบันไดหยกขาว ซึ่งก็นับว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ขั้นสองพึงกระทำ
ภายในห้องพัก
เฉินชิงหยางล้างหน้าบ้วนปากและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าท่ามกลางความมืดมิดโดยไม่ได้จุดเทียน
สวีเป่าหลิงที่อยู่ตรงมุมห้องราวกับผีสาวเรือนร่างยั่วยวน นางลอยไปลอยมาอยู่เสมอ "นายท่าน เมื่อตอนค่ำวันนี้ เด็กหนุ่มสองคนที่อยู่ห้องข้างๆ แวะมาดูหลายครั้ง เหมือนกำลังรอนายท่านกลับมา"
"อืม ข้ารู้แล้ว... เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรต่อเหลิ่งเยวี่ยหรู?"
อย่างไรเสียนิสัยของหลิวเถาและสวีเป่าหลิงก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรับฟังข้อมูลจากหลายๆ ด้าน จึงจะทำให้เข้าใจคนผู้นี้ได้อย่างถ่องแท้มากยิ่งขึ้น
เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งจะได้พบเจอกันในลานเรือน สวีเป่าหลิงจึงไม่รู้สึกสงสัยแต่อย่างใด "มีคนกล่าวไว้ว่าเหลิ่งเยวี่ยหรูผู้นี้ เพียงได้เห็นวิชาแท้ของนางก็จะล่วงรู้ได้ มิสู้ข้าเล่าเรื่องวิชาบำเพ็ญเพียรของนางให้นายท่านฟัง เพื่อให้นายท่านใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงดีหรือไม่?"
เฉินชิงหยางพยักหน้า "ก็ดีเหมือนกัน"
"นางผู้นี้แปลกประหลาดมาก เส้นทางที่นางเดินนั้นไม่เหมือนกับพวกเรา นางไม่สนใจศิลปะทั้งเจ็ด เอาแต่ตั้งใจบำเพ็ญวิชาแท้เพียงอย่างเดียว ดังนั้นในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรระดับหนิงหยวนขั้นห้าด้วยกัน จึงไม่มีผู้ใดเป็นคู่มือของนางได้เลย"
"วิชาของนางมีชื่อว่า วิชามรรคาซ่างชิงเจินหยวนอู๋จี๋ ไม่จัดอยู่ในเบญจธาตุ ทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับหยินหยาง แต่กลับมุ่งเน้นการฝึกฝนแบบพละกำลังเดียวสยบสิบกระบวนท่า โดยใช้เลือดลมในร่างเป็นตัวนำร่อง ทะลวงผ่านเก้าทวาร ข้าได้ยินมาว่าหากนางสามารถทะลวงสู่ระดับจู้จีได้สำเร็จ ร่างเนื้อของนางก็จะกลายเป็นกายทองคำ เลือดลมจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณแข็งแกร่ง ดุดันไร้เทียมทาน ฆ่าให้ตายได้ยากยิ่ง!"
เฉินชิงหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ฟังดูแล้ว วิชานี้น่าจะร้ายกาจมากทีเดียว มีผู้ใดที่ฝึกฝนวิชานี้จนสำเร็จระดับจู้จีบ้างหรือไม่?"
สวีเป่าหลิงส่ายหน้า "วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรที่คล้ายคลึงกับเทพสวรรค์เกราะทองคำแห่งศาลเทพเช่นนี้ ยากนักที่จะมีใครอดทนฝึกฝนได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างไรเสียวิชานี้ก็ไม่ได้ช่วยให้จิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น ในหลายๆ ครั้งจึงมักจะตกเป็นรอง มีเพียงศิษย์พี่เหลิ่งเยวี่ยหรูที่ยังคงยืนหยัดและประสบความสำเร็จอยู่บ้าง"
มิน่าเล่า สวีเป่าหลิงจึงต้องอธิบายถึงคนผู้นี้ผ่านเคล็ดวิชา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความดื้อรั้นและความหนักแน่นในนิสัยใจคอของนางได้อย่างชัดเจน
"เข้าใจแล้ว"
"อืม"
เฉินชิงหยางโยนโอสถสามเม็ดให้นาง แล้วจึงเริ่มนั่งสมาธิ สวีเป่าหลิงที่อยู่ด้านข้างก็เตรียมตัวหลอมรวมมันเช่นกัน
เพียงแค่มองด้วยตาเปล่า ก็สามารถเห็นได้ว่าจิตวิญญาณของนางยิ่งควบแน่นมากขึ้น ไม่ล่องลอยไปตามสายลมอีกต่อไป
เมื่อเฉินชิงหยางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็เข้าสู่วันถัดไปแล้ว
ภายในลานเรือน
ขาดหลินชิงเสวียนไปหนึ่งคน แม้เด็กหนุ่มทั้งสองจะยังคงช่วยกันทำอาหารเช่นเดิม ทว่าเมื่อเทียบกับความครึกครื้นในกาลก่อน ก็อดไม่ได้ที่จะเงียบเหงาลงบ้าง โดยเฉพาะหลี่เชิ่งที่มักจะช่างพูดช่างเจรจา ก็พลอยเงียบขรึมลงไปด้วย
บนตัวของจางผิง กลับไม่พบผลกระทบใดๆ หากจะกล่าวถึงความหนักแน่นในจิตใจ คนประเภทที่ไม่ค่อยแสดงออกในยามปกติเช่นนี้ มักจะรู้เสมอว่าตนเองต้องการสิ่งใด นี่สิถึงจะเรียกว่ามีเป้าหมายที่แน่วแน่อย่างแท้จริง
"ศิษย์พี่เฉิน บนยอดเขาทองคำมีศิษย์พี่ที่ชื่อว่าจางเหวินหย่วน ท่านรู้จักหรือไม่?" ผู้ที่เอ่ยถามคือหลี่เชิ่ง
เฉินชิงหยางส่ายหน้า
"เฮ้อ!" หลี่เชิ่งถอนหายใจ
"มีเรื่องอันใด เจ้าบอกข้าได้นะ?"
หลี่เชิ่งกล่าวอีกว่า "ศิษย์พี่เฉิน ตอนนี้ศิษย์น้องหลินทำงานเป็นผู้รับใช้อยู่ภายใต้สังกัดของศิษย์พี่จาง หากท่านมีโอกาส ช่วยข้าไถ่ถามความเป็นอยู่ของศิษย์น้องหลินให้หน่อยได้หรือไม่?"
เมื่อวานเพิ่งจะจากไป วันนี้ก็ถามไถ่เสียแล้ว ช่างรอไม่ได้แม้แต่เค่อเดียวจริงๆ
เมื่อเห็นจางผิงที่อยู่ด้านข้างยิ้มแต่ไม่พูดอันใด หลี่เชิ่งก็หันขวับไปมอง "เหล่าจาง เจ้าอย่าคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล ข้าก็แค่คิดว่าการได้ร่วมทางแสวงหาวิถีเซียนในสำนักเดียวกันถึงสามเดือน ก็นับว่าเป็นวาสนาต่อกัน การแสดงความห่วงใยถึงความเป็นอยู่ของนางในวันข้างหน้าก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว!"
จางผิงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ "สมควรแล้วๆ ศิษย์น้องหลี่เอ๋ย เจ้านี่ช่างมีน้ำใจเสียจริง!"
คร้านจะสนใจเขา หลี่เชิ่งจึงหันกลับมามองทางเฉินชิงหยางอีกครั้ง
"วางใจเถิด เรื่องนี้ข้าจะช่วยสืบข่าวให้ หากโชคดีได้พบศิษย์น้องหลิน ข้าย่อมต้องนำคำพูดไปบอกกล่าวแก่นางอย่างแน่นอน... จะบอกว่าเจ้าเป็นห่วงนางมาก!"
หลี่เชิ่งส่ายหน้าส่ายตาพัลวัน "ศิษย์พี่เฉิน ไม่ใช่แค่ข้าหรอก จางผิงก็เป็นเหมือนกันนั่นแหละ"
"ฮี่ๆ" เสียงหัวเราะนี้มาจากจางผิง
"ตกลง คำพูดของพวกเจ้าทั้งสอง ข้าจะนำไปบอกให้หมด" กล่าวจบ เขาก็มุ่งหน้าไปทางยอดเขาทองคำ
ส่วนสองคนที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากและพูดคุยอะไรกันอยู่ด้านหลังนั้น ไม่ต้องฟังก็พอจะเดาออก