เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 - หุ้นส่วนธุรกิจ

บทที่ 44 - หุ้นส่วนธุรกิจ

บทที่ 44 - หุ้นส่วนธุรกิจ


บทที่ 44 - หุ้นส่วนธุรกิจ

ในบริษัทประมูลมีของดีๆ เยอะ

บริษัทประมูลขนาดใหญ่ยิ่งมีของดีเยอะเข้าไปอีก

เปรียบเทียบง่ายๆ เลยนะ นอกจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหรือพิพิธภัณฑ์ประจำมณฑลแล้ว ก็มีบริษัทประมูลนี่แหละที่มีของดีเยอะที่สุด พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวหรือนักสะสมอิสระถึงจะมีของดีอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นจำนวนหรือคุณภาพก็ยังห่างชั้นกันลิบลับ

ไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด

ยิ่งบริษัทประมูลระดับท็อปอย่างเจียเต๋อยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นของที่ประมูลออกไปแล้วหรือของในสต๊อก จำนวนและคุณภาพล้วนน่าทึ่งทั้งนั้น

เผลอๆ ถ้านับแค่จำนวน อาจจะเยอะกว่าพิพิธภัณฑ์ประจำมณฑลบางแห่งซะอีก

ถ้านับเฉพาะของที่ประมูลออกไปแล้ว ตัวเลขก็มหาศาลจนนับไม่ถ้วน

ส่วนของในพิพิธภัณฑ์หรือของสะสมส่วนตัวน่ะเหรอ เลิกคิดไปได้เลย หวังไปก็เปล่าประโยชน์

แต่ของในบริษัทประมูลมันต่างออกไป มันมีการตั้งราคาชัดเจน ขอแค่ขึ้นประมูล มีเงินก็ซื้อมาครอบครองได้

เพราะอย่างนี้ไง สือเหล่ยถึงได้ร้อนใจอยากจะเอาแจกันเบญจรงค์ยุควั่นลี่เข้าประมูลนัก

ใบเบิกทาง นี่แหละที่เรียกว่าใบเบิกทาง

ของชิ้นนี้ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมด้วย มันทำให้บริษัทประมูลรู้ว่าเขาคือคนในวงการตัวจริง และพร้อมจะเล่นตามกฎของวงการ

กฎอะไรน่ะเหรอ

ก็กฎของวงการประมูลยังไงล่ะ

การจะก้าวเข้ามาในแวดวงประมูล มีเงินก็เรื่องนึง มีของก็อีกเรื่องนึง

ถ้ามีเงิน บริษัทประมูลจะเทิดทูนคุณดั่งพระเจ้า มีของดีอะไรก็รีบมาประเคนให้ก่อน อัดโปรโมชั่นให้สารพัด

ถ้ามีของ บริษัทประมูลจะมองคุณเป็นลูกค้าชั้นดี และจะมอบสิทธิพิเศษต่างๆ ให้ ทั้งเรื่องแหล่งที่มาของสินค้า ตัวสินค้า รวมถึงอัตราส่วนแบ่ง

แต่ถ้าคุณมีทั้งเงิน มีทั้งของ แถมยังรู้กฎของวงการอีก เลิศเลย คุณจะได้เป็นหุ้นส่วนธุรกิจของบริษัทประมูล บริษัทจะร่วมมือกับคุณกอบโกยเงินทอง ตัวอย่างเช่น เอาของชิ้นเดิมมาประมูลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขายแล้วเอามาส่งประมูลใหม่ แล้วก็ขายอีก หึหึหึ...

ถ้านักสะสมตาดีหน่อยก็จะสังเกตเห็นว่า มีของประมูลบางชิ้นถูกนำมาประมูลแทบทุกปี แถมราคาปิดประมูลก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้ง

เพราะอะไรน่ะเหรอ

ก็เพราะนี่มันคือลูกเล่นของวงการไงล่ะ

ขอแค่ประมูลออก บริษัทประมูลก็ได้เงินแล้ว

ส่วนเจ้าของของก็ได้สร้างสถิติราคาใหม่ให้ของตัวเองไปเรื่อยๆ ปั่นราคาสักสองสามรอบ สร้างกระแสว่าของชิ้นนี้เป็นที่ต้องการของตลาดมาก จนกว่าจะมีไอ้โง่สักคนยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อไป ขอแค่ขายออก ครั้งเดียวก็ถอนทุนคืนบวกกำไรที่เคยลงทุนไปทั้งหมดได้สบายๆ

ยิ่งไปกว่านั้น การผ่านเวทีประมูลมาหลายๆ ครั้ง ก็เหมือนเป็นการชุบตัวให้ของที่ไม่มีที่มาที่ไปดูมีชาติตระกูลขึ้นมาทันตาเห็น ซึ่งในวงการนี้ถือเป็นแต้มต่ออย่างมาก

ลองคิดดูสิ เครื่องกระเบื้องสองชิ้นที่คล้ายกัน ชิ้นนึงไม่มีประวัติความเป็นมา ส่วนอีกชิ้นมีประวัติการประมูลสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง ผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็ต้องเลือกชิ้นที่สองอยู่แล้ว ต่อให้แพงกว่าหน่อยก็ยอมจ่าย เพราะนี่คือสิ่งที่เรียกว่าการมีประวัติสืบทอดที่ชัดเจน

พูดง่ายๆ ก็คือใช้การประมูลเลี้ยงการประมูล

จับมือกับบริษัทประมูลโกยเงิน

มันเป็นทริคที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้และทำตามไม่ได้หรอก

ถ้าสือเหล่ยไม่มีสวีจิ้ง แฟนเก่าที่ทำงานในบริษัทประมูล เขาก็คงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางพวกนี้เหมือนกัน

แต่ในเมื่อรู้แล้ว ก็ต้องรีบลงมือทำ

เพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้มีแค่เงิน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือพลังปราณที่ซ่อนอยู่ในของเก่าพวกนั้น

เขาแค่อยากได้สิทธิ์ที่จะเอาของเก่าพวกนั้นมาเก็บไว้กับตัวสักพัก

ประมูลของมาจากบริษัทประมูล ดูดซับพลังปราณจนหมด แล้วก็ส่งประมูลขายต่อ อย่าว่าแต่จะได้กำไรเลย ต่อให้ขาดทุนนิดหน่อย สำหรับเขามันก็คุ้มค่าสุดๆ

บริษัทประมูลไม่มีทางปฏิเสธหุ้นส่วนแบบเขาแน่ๆ ยิ่งมีคนแบบเขาเยอะเท่าไหร่บริษัทก็ยิ่งชอบ เพราะบริษัทกินกำไรจากค่าธรรมเนียม ขอแค่มีการซื้อขายเกิดขึ้น บริษัทก็ได้เงินแล้ว ค่าธรรมเนียมสิบเปอร์เซ็นต์มันไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ

อืม ค่าธรรมเนียมก็คือค่านายหน้านั่นแหละ เหมือนกันเป๊ะ ถ้าปิดประมูลที่หนึ่งร้อยล้าน บริษัทประมูลก็ฟันไปแล้วสิบล้าน

ดังนั้น ทันทีที่สือเหล่ยกับโจวอวี่ฉิงเดินเข้ามาในบ้าน สวีจิ้งก็พานักประเมินและบอดี้การ์ดมาถึงพอดี

พอเข้าประตูมา เธอก็รีบถามทันที "ของอยู่ที่ไหน"

สือเหล่ยหยิบแจกันเบญจรงค์ออกมา "ดูสิ ของดีแน่นอน"

"จะดีหรือไม่ดีต้องดูก่อนถึงจะรู้"

"ไม่ต้องดูหรอก ของดีของแท้ล้านเปอร์เซ็นต์ ถ้าฉันไม่ใจแข็งป่านนี้โดนคุณปู่โจวฮุบไปเป็นของสะสมส่วนตัวแล้ว ไม่หลุดมาถึงมือเธอหรอก"

สวีจิ้งเพิ่งจะสังเกตเห็นโจวเจิ้นซานที่ยืนมองตาละห้อยอยู่ข้างๆ เธอรีบปรับท่าทีโค้งคำนับทักทายอย่างมีมารยาท ก่อนจะกระซิบถามสือเหล่ย "ทำไมไม่ขายให้คุณโจวล่ะ ราคาไม่โดนใจเหรอ"

"ไม่ใช่หรอก"

"งั้นนายบ้าไปแล้วเหรอ"

ของสะสมระดับนี้ ขายให้คนทั่วไปแบบส่วนตัวคุ้มกว่าเห็นๆ

เพราะส่งเข้าบริษัทประมูลต้องเสียค่านายหน้า แถมยังมีค่าเก็บรักษา ค่าแคตตาล็อก และค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกยุบยับ ยิ่งราคาประมูลสูง ค่าใช้จ่ายพวกนี้ก็ยิ่งพุ่งตาม

การซื้อขายกันเองแบบส่วนตัวไม่มีค่าใช้จ่ายพวกนี้ ยิ่งถ้าจ่ายเป็นเงินสดก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

ดังนั้นถ้าตกลงราคากันได้และมีช่องทาง เจ้าของส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะขายกันเองมากกว่า

นี่คือเหตุผลที่สวีจิ้งถามแบบนั้น

สือเหล่ยยิ้มทะเล้นตอบ "ฉันไม่ได้โง่ซะหน่อย นี่ฉันกำลังสร้างยอดให้เธออยู่นะเนี่ย"

"พูดความจริงมา"

"หึหึ ฉันกะจะสร้างคอนเนคชันกับบริษัทของเธอยาวๆ น่ะ"

"หืม?"

"เธอเข้าใจที่ฉันหมายถึงใช่ไหมล่ะ"

"นายมีปัญญาขนาดนั้นเลยเหรอ"

"ฉันมีน้ำยาแค่ไหนเธอก็น่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือไง"

"...นายพูดจริงจังใช่ไหม"

"จริงจังสุดๆ ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากเข้าร่วมงานประมูลรอบหน้าเลย ถึงตอนนี้จะไม่มีเงินก้อน แต่เอาเจ้านี่วางค้ำประกันไว้ คงไม่มีปัญหาใช่ไหม"

"เรื่องนี้ฉันตัดสินใจเองไม่ได้ ทำได้แค่ไปคุยให้เท่านั้น"

"ขอบใจมาก"

"หึ หวังว่านายคงไม่ทำพังหรอกนะ"

จังหวะนั้น นักประเมินที่กำลังตรวจสอบแจกันอยู่ก็พยักหน้าให้สวีจิ้ง "ผู้จัดการสวี ไม่มีปัญหาครับ ของแท้แน่นอน แถมยังเป็นของสะสมชิ้นเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยผ่านมือมาในรอบสองปีนี้เลย ไม่มีชิ้นไหนเทียบได้เลยครับ"

"เยี่ยมมาก ทำเอกสารซะ ระวังหน่อยนะ"

สวีจิ้งหันมายิ้มให้สือเหล่ย "ฉันก็ต้องขอบใจนายเหมือนกัน เดือนเดียวส่งงานชิ้นโบแดงให้ฉันตั้งสองชิ้น ทำดีต่อไปนะ สิ้นปีนี้ฉันจะได้เลื่อนตำแหน่งซะที"

"ก็ต้องดูว่าเธอจะให้ความร่วมมือแค่ไหน"

"จะให้ร่วมมือยังไงล่ะ"

"ค่านายหน้า"

"อำนาจของฉันลดให้ได้อย่างมากก็แค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละ"

"แค่เปอร์เซ็นต์เดียวเองเหรอ"

"รู้จักพอซะบ้าง นายไม่ใช่บรรดานักสะสมชื่อดังซะหน่อย แถมเพิ่งจะร่วมงานกับเราเป็นครั้งแรกด้วย"

"ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งร่วมงานกันไปไม่ใช่หรือไง"

"นั่นแค่เซ็นสัญญา ของยังไม่ทันได้ขึ้นประมูลเลย จะออกหัวออกก้อยก็ยังไม่รู้ ยังไม่เห็นกำไรเป็นกอบเป็นกำ ต่อให้เป็นผู้บริหารระดับสูงก็ไม่กล้าลดให้เยอะขนาดนั้นหรอกนะ"

"ไม่ใจป้ำเอาซะเลย" สือเหล่ยบ่นอุบ แต่ก็ไม่ได้ตื๊อต่อ

ถึงเขาจะไปดึงบริษัทประมูลเจ้าอื่นมาแข่งเพื่อกดราคาก็ได้ แต่มันไม่จำเป็น เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือหุ้นส่วนระยะยาว ไม่ใช่ตีหัวเข้าบ้านทีเดียวจบ ตอนนี้เขาเป็นรอง ก็ต้องยอมถอยไปก่อน

ถ่ายรูป เก็บประวัติ ปิดผนึก เซ็นสัญญา

ขั้นตอนทั้งหมดรวดเร็วฉับไว ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ต้นจนจบ เด็ดขาดฉับไวสุดๆ

พอเซ็นสัญญาเสร็จ สวีจิ้งก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก "นอกจากแจกันใบนี้แล้ว นายยังมีของชิ้นอื่นอีกไหม"

"มีสิ"

"จะส่งประมูลด้วยไหม"

"รอไปก่อน ของพวกนั้นเป็นแค่ของชิ้นเล็กๆ ให้ฉันรวบรวมไว้เยอะๆ ก่อนแล้วค่อยเรียกเธอทีเดียว จะได้ไม่เสียเวลา"

สวีจิ้งกลอกตาใส่ "ตัวกะเปี๊ยกแต่คุยโวซะใหญ่โต"

สือเหล่ยย้อนถาม "มันคือความจริงไม่ใช่หรือไง"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 44 - หุ้นส่วนธุรกิจ

คัดลอกลิงก์แล้ว