- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเศรษฐีด้วยตาเทพ
- บทที่ 12 - ความไว้วางใจ
บทที่ 12 - ความไว้วางใจ
บทที่ 12 - ความไว้วางใจ
บทที่ 12 - ความไว้วางใจ
สือเหล่ยไว้ใจโจวอวี่ฉิงงั้นเหรอ?
เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ไว้ใจขนาดนั้นหรอก
แต่ถ้าเทียบกันแล้ว การเอาถ้วยเทพธิดาบุปผาอันล้ำค่าใบนี้ไปฝากไว้กับโจวอวี่ฉิงมันปลอดภัยกว่ากันเยอะ
ทั่วทั้งเมืองเกาะแห่งนี้ คงไม่มีหน้าไหนกล้าบุกไปขโมยของบ้านตระกูลโจวแน่ๆ
ส่วนเรื่องการสับเปลี่ยนของ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะด้วยฐานะความร่ำรวยของตระกูลโจว พวกเขาคงไม่ยอมลดตัวลงมาทำเรื่องน่ารังเกียจแบบนี้เพียงเพื่อของเก่าแค่ชิ้นเดียวหรอก
ถ้าคุณปู่โจวเกิดถูกใจถ้วยใบนี้ขึ้นมาจริงๆ เขาก็แค่ควักเงินซื้อมันไปแบบหล่อๆ ก็จบแล้ว
เงินแค่สิบล้านยี่สิบล้าน สำหรับตระกูลโจวมันขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก รถหรูคันละสิบล้านจอดเรียงรายอยู่ในโรงรถตั้งหลายคัน ขนาดรถที่ให้แม่บ้านขับไปจ่ายตลาดยังราคาปาเข้าไปเป็นล้านเลย
ในทางกลับกัน ถ้าเขาเก็บถ้วยใบนี้ไว้กับตัวต่างหากล่ะที่อันตรายสุดๆ มีสิทธิ์โดนพวกเจ้าหนี้ตามมาปล้นไปได้ทุกเมื่อ
ไอ้พวกนั้นมันไม่มานั่งตีราคาให้ตามมาตรฐานตลาดหรอก มีแต่จะหาทางกดราคาให้จมดิน หรือไม่ก็ฮุบไปหน้าด้านๆ เลยต่างหาก
ดังนั้นเขาจึงหัวเราะแล้วตอบไปว่า "ตระกูลโจวของเธอไม่ใช่บ้านที่จะทำเรื่องแบบนั้นหรอกน่า"
"ฮิฮิ ขอบคุณที่เชื่อใจกันนะพี่เหล่ย งั้นตกลง ฉันจะช่วยเก็บรักษาไว้ให้ก่อน แต่ฉันคิดค่ารับฝากนะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้เหนื่อยฟรีหรอก รับรองว่าเธอต้องพอใจแน่" สือเหล่ยตบหน้าอกตัวเองเบาๆ "ป่ะ ไปหาของหลุดตากันต่อ ของชิ้นต่อไปฉันยกให้เป็นค่ารับฝากของเธอเลย"
"ใจป้ำขนาดนี้เลย? เกิดชิ้นต่อไปเป็นถ้วยเทพธิดาบุปผาอีกใบ พี่ก็ยกให้ฉันเหรอ?"
"ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น อย่าว่าแต่ถ้วยเทพธิดาบุปผาใบแค่นี้เลย ต่อให้เป็นโอ่งเคลือบลายครามยุคหมิงฉันก็ยกให้"
เครื่องลายครามยุคหมิงกำลังราคาพุ่งปรี๊ดเลยตอนนี้
โดยเฉพาะพวกชิ้นใหญ่ๆ อย่างโอ่งลายครามที่เผายากๆ ราคาตลาดพุ่งไปไกลลิบลิ่ว ชิ้นนึงแตะหลักหลายสิบล้านไปจนถึงร้อยล้านหยวน แพงกว่าถ้วยกระเบื้องขนาดเท่ากำปั้นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
โจวอวี่ฉิงเอียงคอถาม "พูดจริงอ่ะ?"
"จริงยิ่งกว่าทองแท้เสียอีก!"
"ป่ะ ไปลุยกันต่อเลย"
โจวอวี่ฉิงร้องอย่างร่าเริง แล้วเดินนำมุ่งหน้าไปยังร้านต่อไปทันที
อืม ของดีๆ ยังมีอีกเยอะ
แต่ไม่มีของหลุดตาเลย
ก็อย่างว่าแหละ ร้านขายของเก่าส่วนใหญ่เขาก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยประเมินของอยู่แล้ว สายตาแต่ละคนก็เฉียบคมกันทั้งนั้น โอกาสที่จะมีคนตาถั่วแบบโจวหนานซานมันไม่ได้มีบ่อยๆ หรอก
จนกระทั่งร้านสุดท้าย สือเหล่ยก็ควักเงินหมื่นสองพันหยวนซื้อแจกันทองสัมฤทธิ์โบราณมาคู่หนึ่ง
มันเป็นงานเลียนแบบรูปทรงมาจากยุคราชวงศ์ฮั่น ดูเก่าแก่โบราณคลาสสิกสุดๆ สนิมเขียวเกาะเต็มไปหมด มองปราดเดียวก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเก่า
แต่มันก็ยังเป็นแค่งานเลียนแบบยุคหลัง คราบความเก่ามันยังไม่ลึกซึ้งเท่าของยุคราชวงศ์ฮั่นของแท้หรอก
เถ้าแก่บอกว่าเป็นของยุคราชวงศ์ชิงตอนปลาย เปิดราคามาห้าหมื่นหยวน
สือเหล่ยยืนต่อราคาอยู่นานกว่าสิบนาที จนกดราคาลงมาเหลือแค่หมื่นสองพันหยวนได้สำเร็จ
พอเดินพ้นประตูร้าน โจวอวี่ฉิงก็บ่นอุบอิบดูไม่ค่อยพอใจนัก "ของแบบนี้... ก็เรียกของหลุดตาเหรอ?"
"แน่นอนสิ"
"มันแพงกว่านี้เหรอ?"
"เรื่องราคาน่ะเรื่องรอง สิ่งสำคัญคืออายุของมันต่างหาก ของชิ้นนี้เป็นของยุคราชวงศ์หมิงล้านเปอร์เซ็นต์"
"ยุคหมิงเหรอ?"
"ใช่ ยุคปลายราชวงศ์หมิง เธอสังเกตดูร่องรอยการหล่อตรงนี้สิ ใช่ ตรงสันนูนๆ นี่แหละ มันไม่ได้นูนขึ้นมาชัดเจนขนาดนั้น แถมตรงรอยต่อยังมีรอยขาดช่วงเป็นจุดๆ อีก เห็นไหม? นี่คือร่องรอยการตกแต่งแก้ไขอย่างประณีตหลังจากการหล่อ ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของช่างฝีมือแถบเจียงเป่ยเท่านั้น"
"ทำไมพี่ถึงรู้ละเอียดขนาดนี้เนี่ย?"
"ถ้าไม่รู้ลึกรู้จริง แล้วจะเอาอะไรไปหาของหลุดตาล่ะ"
สือเหล่ยแกล้งทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ
แต่ความจริงแล้ว ความรู้ทั้งหมดนี้ได้มาจากมรดกของฟู่ชิงจู่ล้วนๆ
ฟู่ชิงจู่เคยศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เขาศึกษาความแตกต่างของเทคนิคการหล่อเครื่องทองสัมฤทธิ์ในแต่ละยุคสมัย แถมยังเขียนตำราเอาไว้เล่มหนึ่งชื่อว่า 'บันทึกการตรวจสอบเครื่องทองสัมฤทธิ์' ถึงแม้เนื้อหาจะยาวแค่ห้าหมื่นกว่าตัวอักษร แต่มันก็ครอบคลุมเทคนิคการหล่อเครื่องทองสัมฤทธิ์ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซางและโจวเรื่อยมาจนถึงยุคต้นราชวงศ์ชิง ถือเป็นตำราที่สมบูรณ์แบบมากๆ
น่าเสียดายที่มันสูญหายไปแล้ว
ผลงานส่วนใหญ่ของฟู่ชิงจู่ก็สูญหายไปตามกาลเวลาเช่นกัน ก็อย่างว่าแหละ เขาเป็นแกนนำคนสำคัญในขบวนการกู้หมิงต้านชิงนี่นา ในช่วงต้นถึงกลางราชวงศ์ชิงมีการกวาดล้างทางอักษรศาสตร์อย่างหนักหน่วง ผลงานของพวกต่อต้านราชวงศ์ชิงอย่างฟู่ชิงจู่จะเหลือรอดมาได้ก็แปลกแล้ว
โจวอวี่ฉิงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางพวกนี้ เธอจึงยิ่งมองสือเหล่ยด้วยสายตาที่เป็นประกาย "ฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ ด้วย พี่นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ขนาดวิธีประเมินของเก่าพี่ยังไม่เหมือนพวกผู้เชี่ยวชาญคนอื่นเลย"
"ไม่เหมือนยังไงเหรอ?"
"ก็ไม่เหมือนสิ คุณปู่ฉันชอบเชิญพวกผู้เชี่ยวชาญมานั่งคุยด้วยบ่อยๆ เวลาคนพวกนั้นจะประเมินอะไรทีก็ต้องกางตำราค้นข้อมูลวุ่นวายไปหมด แถมยังพูดจาหลักการกว้างๆ กำกวม แต่พี่กลับไม่ต้องเปิดตำราเลยสักนิด แถมเหตุผลที่ยกมาอ้างอิงก็ยังเห็นภาพชัดเจนและแม่นยำสุดๆ ขนาดฉันที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ยังฟังเข้าใจเลย"
"ฉันก็ไม่มีทางเลือกนี่นา เป็นแค่คนตัวเล็กๆ ไม่มีชื่อเสียง ถ้าไม่อธิบายให้ละเอียดยิบก็ไม่มีใครเขาเชื่อหรอก ไม่เหมือนพวกผู้เชี่ยวชาญระดับบิ๊กๆ พวกนั้นแทบไม่ต้องอธิบายเหตุผลด้วยซ้ำ แค่ชี้ขาดคำเดียวว่าจริงหรือปลอม คนก็พร้อมจะเชื่อแล้ว"
"สู้ๆ นะพี่เหล่ย ฉันเชื่อว่าสักวันพี่จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พูดคำไหนคำนั้น ไม่สิ พี่จะต้องเก่งกว่าผู้เชี่ยวชาญพวกนั้น และก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์แห่งยุคได้อย่างแน่นอน"
"ขอให้สมพรปากนะ" สือเหล่ยยิ้มรับ "ตกลงว่าแจกันคู่นี้เธอจะเอาไหม? ถ้าไม่เอาฉันจะได้เก็บไว้เอง"
"เอาสิ เอาแน่นอน" โจวอวี่ฉิงรีบคว้าแจกันทองสัมฤทธิ์ทั้งสองใบมากอดไว้แน่น "แต่ว่า... ของพวกนี้มันเอาไปทำอะไรได้บ้างล่ะ?"
"ก็เอาไปตั้งโชว์ในห้องรับแขก หรือไม่ก็ตรงประตูทางเข้าไง รับรองว่าดูหรูหรามีระดับกว่าเอาแจกันกระเบื้องสมัยใหม่ไปตั้งไว้ตั้งเยอะ"
"เข้าใจแล้ว กลับไปฉันจะจัดแจงวางโชว์ทันทีเลย ป่ะ ไปกินข้าวบ้านฉันกัน"
"จะดีเหรอ?"
"มีอะไรไม่ดีล่ะ" โจวอวี่ฉิงยิ้มแฉ่ง "อีกอย่าง พี่หาของหลุดตาชิ้นเบ้อเริ่มได้ขนาดนี้ จะไม่ไปอวดคุณปู่ฉันหน่อยเหรอ? ท่านชอบฟังเรื่องราวการได้ของหลุดตาที่สุดเลยนะ ต่อให้พี่ไม่ไป ท่านก็ต้องให้คนมาตามตัวพี่ไปอยู่ดี"
"เอ่อ..."
"นะๆ พี่เหล่ย ไปเถอะ ถือซะว่าเห็นแก่คนแก่ที่เดินเหินไม่ค่อยสะดวกก็แล้วกัน" โจวอวี่ฉิงเริ่มงัดลูกอ้อนมาใช้ พร้อมกับให้คำสัญญา "ฉันรับประกันเลยว่าแค่ไปกินข้าวกับนั่งคุยเป็นเพื่อนคุณปู่เท่านั้น กินเสร็จคุยเสร็จฉันจะขับรถไปส่งพี่ถึงบ้านด้วยตัวเองเลย"
ปกติแล้วสือเหล่ยเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันลูกไม้พวกนี้สูงมาก
ก็เขาเป็นเพลย์บอยตัวพ่อนี่นา เจอเล่ห์เหลี่ยมผู้หญิงมานักต่อนักจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
แต่พออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพาคนอื่นแบบนี้ มันก็ปฏิเสธยากแฮะ
กินของเขา ปากก็ต้องสั้น รับของเขา มือก็ต้องอ่อน
คำโบราณนี่มันใช้ได้จริงเสมอเลย
แถมเขาก็ยังแอบกังวลนิดๆ ที่ปล่อยให้โจวอวี่ฉิงหอบถ้วยเทพธิดาบุปผากลับไปคนเดียวด้วย
เขาจึงพยักหน้าตอบตกลง "ก็ได้ เดี๋ยวฉันจะไปนั่งคุยเป็นเพื่อนคุณปู่เธอสักหน่อย จะว่าไปเมื่อวานฉันก็มัวแต่รีบ ยังไม่ได้ทักทายท่านให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย"
"มีอะไรให้น่าทักทายหนักหนา"
"คุณปู่เธอคือบุคคลระดับตำนานของเมืองเกาะเลยนะ แค่ท่านจามทีเดียว เมืองเกาะก็สะเทือนไปทั้งเมืองแล้ว น่าสนใจกว่าพวกดาราไอดอลตั้งเยอะ"
"คนนอกเขาก็ลือกันไปเรื่อยเปื่อยแหละ คุณปู่ฉันไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอก ไม่ว่าจะเรื่องเงินทองหรืออำนาจบารมี ท่านก็ไม่ได้ติดอันดับต้นๆ ของเมืองเกาะสักหน่อย ที่คนเขาเกรงใจก็เพราะเห็นว่าท่านอาวุโสกว่าเท่านั้นแหละ เอาจริงๆ ตอนนี้ท่านก็เป็นแค่ตาแก่ที่เดินขึ้นบันไดชั้นสองยังหอบแฮ่กๆ เลย"
"ถ้าคุณปู่เธอมาได้ยินที่เธอพูดแบบนี้ ท่านจะคิดยังไงเนี่ย?"
"ฮิฮิ..."
ทั้งสองคนเดินคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ความสัมพันธ์ก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จนกระทั่งตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าพวกเขาอายุเท่ากัน แถมยังเกิดเดือนธันวาคมเหมือนกันอีกต่างหาก เพียงแต่โจวอวี่ฉิงเกิดวันที่ยี่สิบสอง ส่วนสือเหล่ยเกิดวันที่สิบห้า แก่กว่าแค่เจ็ดวันเท่านั้น
รถยนต์แล่นเข้าจอดในโรงรถ
สือเหล่ยประคองถ้วยเทพธิดาบุปผาไว้ในอก มืออีกข้างหิ้วแจกันทองสัมฤทธิ์ เดินตามโจวอวี่ฉิงเข้าไปในห้องรับแขก
แล้วเขาก็ต้องยืนอึ้ง
ในห้องรับแขกมีคนอยู่เพียบเลย ทั้งชายและหญิงรวมๆ แล้วน่าจะสี่สิบห้าสิบคนได้ แถมทุกคนยังแต่งตัวจัดเต็มเป็นทางการสุดๆ บรรยากาศเหมือนงานเลี้ยงค็อกเทลระดับไฮเอนด์ไม่มีผิด
พอเหลือบไปเห็นเค้กวันเกิดก้อนยักษ์หลายชั้นตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เขาก็ยิ่งรู้สึกทำตัวไม่ถูก
นี่มันงานแซยิดคุณปู่จริงๆ ด้วยเหรอเนี่ย?
เขาไม่เคยชินกับการต้องมาอยู่ในงานสังคมใหญ่โตขนาดนี้เลย รู้สึกประหม่าจนใจเต้นระรัว
ตอนนี้ขอตัวกลับทันไหมเนี่ย?
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก โจวอวี่ฉิงก็ควงแขนเขาแล้วตะโกนเสียงใส "คุณปู่คะ หนูหลับมาแล้วค่ะ พี่เหล่ยก็มาด้วยนะคะ ดูสิคะว่าพวกเราเอาอะไรมาฝาก"
[จบแล้ว]