- หน้าแรก
- เหนือเก้าฟ้าคือเทพมาร
- บทที่ 30 งานเลี้ยงครอบครัว!
บทที่ 30 งานเลี้ยงครอบครัว!
บทที่ 30 งานเลี้ยงครอบครัว!
บทที่ 30 งานเลี้ยงครอบครัว!
หลังจากส่งเหลยเทียนเซิงและหลี่เสี่ยวเหล่ยกลับไป เฉินปู้ฝานก็อยู่เล่นกับซือซือที่บ้าน
พอย้ายบ้านใหม่แล้วมันก็ต่างกันจริงๆ แค่ในบ้านก็กว้างขวางพอให้วิ่งเล่นได้แล้ว แถมยังมีสวนส่วนตัวขนาดใหญ่อีก จะเตะฟุตบอลก็ยังได้เลย
จนกระทั่งตกบ่าย เจียงอวี่โหรวก็ส่งข้อความมาบอกว่า คืนนี้มีงานเลี้ยงครอบครัว ให้เขาพาซือซือไปด้วย
คนจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ก็คือ อิ่นเสวี่ย เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยของเจียงอวี่โหรว ที่บังเอิญเจอกันในหมู่บ้านเมื่อวานนี้นั่นเอง
ตอนแรกก็นึกว่าที่บอกจะติดต่อกลับมาเป็นแค่คำพูดตามมารยาท ที่ไหนได้ วันนี้กลับเป็นคนนัดจัดงานเลี้ยงขึ้นมาซะอย่างนั้น เจียงอวี่โหรวตั้งใจจะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แต่อิ่นเสวี่ยกลับยืนกรานหนักแน่น เธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากตอบตกลง
"ไปก็ไปสิ ยังไงก็เพื่อนเก่ากันทั้งนั้น" เฉินปู้ฝานบอก
เวลาห้าโมงเย็น เฉินปู้ฝานพาซือซือไปโผล่ที่หน้าบริษัทอวิ๋นลู่ จากนั้นก็รับอวี่โหรวขึ้นรถแท็กซี่ไปด้วยกัน
"พี่คะ รบกวนไปที่ร้านเยียนอวี่เจียงหนานหน่อยค่ะ" เจียงอวี่โหรวบอกคนขับ
"เยียนอวี่เจียงหนานเหรอ?" เฉินปู้ฝานทำหน้างง
"อิ่นเสวี่ยเป็นคนจองน่ะ บอกว่าอยากหาร้านดีๆ หน่อย" เจียงอวี่โหรวยิ้มเจื่อนๆ ตอนที่อิ่นเสวี่ยส่งสถานที่จัดงานมาให้ เธอก็ตกใจเหมือนกัน
"ดูท่าสวรรค์คงลิขิตให้ผมต้องไปกินข้าวที่เยียนอวี่เจียงหนานให้ได้ล่ะมั้ง" เฉินปู้ฝานพูดติดตลก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็มาจอดเทียบหน้าเยียนอวี่เจียงหนาน
"ทำไมวันนี้ไม่เหมือนคราวก่อนเลยล่ะ รถหรูจอดเต็มไปหมดเลย!" เจียงอวี่โหรวอุทาน
ยายทึ่มเอ๊ย จะเหมือนกันได้ยังไง คราวก่อนผมเหมาทั้งร้านเลยนะ ระดับอิ่นเสวี่ยเนี่ยนะจะมีปัญญาเหมาร้านที่นี่ได้?
"เพราะว่าวันนี้เขาเปิดให้บริการตามปกติมั้ง" เฉินปู้ฝานหัวเราะ
"จริงด้วยสิ คราวก่อนมีเถ้าแก่กระเป๋าหนักมาเหมาทั้งร้านนี่นา" เจียงอวี่โหรวเพิ่งจะนึกขึ้นได้
ครอบครัวสามคนเดินเข้าไปในร้านอาหาร
ถึงแม้คราวก่อนจะเคยมาแล้ว แต่ก็หยุดอยู่แค่หน้าประตู ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เดินเข้ามาข้างใน เจียงอวี่โหรวถึงกับตะลึงในความหรูหราอลังการของการตกแต่ง
สมกับเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่แพงที่สุดในหลีหยาง ช่างโอ่อ่าอลังการจริงๆ
เจียงอวี่โหรวกวาดสายตามองไปรอบๆ
"หาอะไรอยู่เหรอ?" เฉินปู้ฝานแกล้งถาม
"ฉันอยากรู้ว่าถังจิ้งยังอยู่หรือเปล่า ไม่งั้นคงกระอักกระอ่วนแย่" เจียงอวี่โหรวบอก
"วางใจเถอะ เธอไม่อยู่แล้วล่ะ" เฉินปู้ฝานพูดด้วยความมั่นใจ
"คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่อยู่?" เจียงอวี่โหรวถาม
"ก็คราวก่อนเธอเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอ?" เฉินปู้ฝานหัวเราะ
"แต่พวกเราก็ไม่ใช่คนใหญ่คนโตที่มาเหมาร้านซะหน่อย" เจียงอวี่โหรวกลอกตาใส่
ยายทึ่มเอ๊ย ถ้าไม่ใช่คุณเหมาร้าน แล้วจะเป็นใครที่ไหนอีกล่ะ? คิดจริงๆ เหรอว่าถังจิ้งจะใจดีเห็นแก่หน้าคุณ ถึงได้เชิญพวกเรากลับมา? เฉินปู้ฝานส่ายหัวอยู่ในใจ
"อวี่โหรว พวกเธอมาแล้วเหรอ!"
เสียงทักทายดังขึ้น อิ่นเสวี่ยในชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงเบอร์กันดีสวมทับด้วยเสื้อคลุมบางๆ เดินกรีดกรายมาบนรองเท้าส้นสูง ผมยาวดัดลอนสยายอยู่บนแผ่นหลังขาวเนียน ร่องอกอวบอิ่มเห็นเด่นชัด รูปร่างเซ็กซี่ขยี้ใจราวกับพริตตี้มอเตอร์โชว์
บรรดาหนุ่มๆ ในร้านเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง กลืนน้ำลายดังเอื๊อก
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาเร่าร้อนของคนรอบข้าง รอยยิ้มของอิ่นเสวี่ยก็ยิ่งเจิดจรัส เธอชื่นชอบความรู้สึกที่ได้เป็นจุดสนใจแบบนี้ที่สุด
เธอก้าวเดินมาถึงตรงหน้าเจียงอวี่โหรวและครอบครัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกโชยเตะจมูก
เฉินปู้ฝานขมวดคิ้วเล็กน้อย มองอิ่นเสวี่ยด้วยสายตาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็เทียบกับอวี่โหรวไม่ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะอิ่นเสวี่ยที่ดูสวยแบบตลาดล่าง ยิ่งทำให้ดูไร้ระดับเข้าไปใหญ่
"อิ่นเสวี่ย วันนี้เธอสวยจังเลย เหมือนดาราเลยนะ" เจียงอวี่โหรวเอ่ยชมด้วยความอิจฉา
"สวยอะไรกัน แก่หง่อมเป็นป้าแล้ว" ปากก็พูดถ่อมตัว แต่ใบหน้ากลับยิ้มแป้นด้วยความดีใจ
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เจียงอวี่โหรวเป็นถึงดาวคณะ สายตาของหนุ่มๆ ทุกคนล้วนจับจ้องไปที่เธอ แต่กาลเวลาผ่านไป เธอกลับได้มายืนเจิดจรัสเป็นดาราอยู่ตรงหน้าเจียงอวี่โหรว ในที่สุดเธอก็สามารถข่มอีกฝ่ายได้เสียที
หลังจากอิ่นเสวี่ยมาถึง ก็มีผู้หญิงอีกสองคนเดินตามมา ทั้งคู่เป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เจอกันมานาน ต่างก็ทักทายปราศรัยกันอย่างเป็นกันเอง
"อวี่โหรว พวกเรารอเธอตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาป่านนี้ล่ะ?" สาวผมสั้นเอ่ยถาม
"เรียกแท็กซี่ยากน่ะ ก็เลยเสียเวลาไปหน่อย" เจียงอวี่โหรวอธิบาย
"นั่งแท็กซี่? อวี่โหรว เธอพูดเล่นหรือเปล่าเนี่ย คุณหนูตระกูลเจียงทำตัวติดดินขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย!" สาวผมสั้นพูดด้วยน้ำเสียงเว่อร์วัง
เจียงอวี่โหรวหน้าเจื่อน สถานการณ์ของเธอเป็นยังไง ทุกคนก็รู้ๆ กันอยู่ นี่มันจงใจประชดประชันกันชัดๆ
เพื่อนผมเหลืองอีกคนเอาศอกกระทุ้งเพื่อนผมสั้นเบาๆ แล้วกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง
"อ้าว อวี่โหรวโดนไล่ออกจากตระกูลเจียงแล้วเหรอ?"
เสียงที่พูดออกมานั้นดังซะจนคนรอบข้างหันมามองกันเป็นตาเดียว
"มันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้วล่ะ" เจียงอวี่โหรวตอบอย่างกระอักกระอ่วน
"เอาล่ะๆ เลิกพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว อุตส่าห์ได้รวมตัวกันทั้งที รีบเข้าไปในห้องอาหารกันเถอะ" อิ่นเสวี่ยรีบเปลี่ยนเรื่อง จากนั้นทุกคนก็ทยอยเดินเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัว
ภายในห้องมีผู้ชายสามคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกเขากำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส บรรยากาศดูชื่นมื่น
"มาๆ ฉันขอแนะนำให้พวกคุณรู้จักนะ นี่คืออดีตดาวคณะมหาวิทยาลัยของเรา และก็เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งหลีหยางด้วย เจียงอวี่โหรว"
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ!!" ชายหนุ่มทั้งสามคนเอ่ยทักทายพร้อมกัน สายตาจับจ้องไปที่เจียงอวี่โหรวอย่างพิจารณา
ต้องยอมรับเลยว่าเจียงอวี่โหรวนั้นสวยมากจริงๆ แม้จะแต่งตัวธรรมดาๆ แต่ใบหน้าสะสวยบริสุทธิ์ บุคลิกโดดเด่นสะดุดตา ทำเอาใครเห็นก็ต้องมองเหลียวหลัง
"ส่วนคนนี้..." อิ่นเสวี่ยหันไปมองเฉินปู้ฝาน
"สามีฉันเอง เฉินปู้ฝาน" เจียงอวี่โหรวแนะนำอย่างภาคภูมิใจ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้สามีของเธอจะไม่ได้ร่ำรวยเหมือนคนอื่น แต่ในใจของเธอแล้ว เขาคือคนที่ไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้
ชายฉกรรจ์ทั้งสามคนกวาดสายตามองเฉินปู้ฝาน เห็นเขาแต่งตัวปอนๆ แววตาก็เผยความดูแคลนออกมาให้เห็น
ถึงแม้จะเอ่ยปากทักทายอย่างเป็นมิตร แต่ก็เห็นได้ชัดว่าทำไปงั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปจ้องเจียงอวี่โหรวต่อ
จากนั้นอิ่นเสวี่ยก็แนะนำบรรดาสามีให้ทุกคนรู้จัก ถือว่าเป็นการทำความรู้จักกันเบื้องต้น
"เอาล่ะ เลิกยืนกันได้แล้ว ทุกคนนั่งลงเถอะ" อิ่นเสวี่ยเชื้อเชิญ
มีทั้งหมดสี่ครอบครัวด้วยกัน
นอกจากครอบครัวของเฉินปู้ฝานที่มีลูกมาด้วยแล้ว สาวผมสั้นก็พาลูกมาด้วยเช่นกัน
ส่วนอิ่นเสวี่ยและเพื่อนผมเหลืองพามาแค่สามี
"เผลอแป๊บเดียวก็เรียนจบมาห้าปีแล้ว มาดื่มฉลองให้กับการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของพวกเราหน่อยเร็ว" อิ่นเสวี่ยเสนอ
ทุกคนต่างยกแก้วขึ้นชนกันเป็นการเปิดงาน จากนั้นบทสนทนาก็เริ่มหลั่งไหลออกมา ทุกคนต่างพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกัน
งานเลี้ยงรุ่นแบบนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน นอกจากจะเริ่มด้วยการรำลึกความหลังแล้ว หัวข้อสนทนาก็มักจะวกกลับมาที่ชีวิตปัจจุบันอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนจะใส่ใจไยดี แต่ความจริงก็แค่อยากรู้ว่าชีวิตของแต่ละคนเป็นยังไงบ้างก็เท่านั้น
ครอบครัวของอิ่นเสวี่ยและอีกสองครอบครัวดูจะสนิทสนมกันเป็นพิเศษ พวกเขาคุยกันตั้งแต่เรื่องรถ เรื่องบ้าน ไปจนถึงการพัฒนาประเทศ แสดงออกถึงมาดของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างเต็มที่ ทำเอางานเลี้ยงกลายเป็นห้องประชุมย่อยๆ ไปเลย
ส่วนบรรดาผู้หญิงก็จับกลุ่มคุยเรื่องเครื่องสำอางความสวยความงามกันไป
เฉินปู้ฝานนั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ คอยป้อนข้าวซือซือ ไม่มีใครสนใจเขา และเขาก็ไม่มีอารมณ์จะไปเสวนาพาทีกับคนพวกนี้ด้วย
ไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องไปคลุกคลีตีโมง เขาแค่มาเป็นเพื่อนอวี่โหรวเท่านั้น
เจียงอวี่โหรวเองก็ดูอึดอัดไม่น้อย ทำได้เพียงเออออห่อหมกไปตามน้ำ
"อิ่นเสวี่ย เธอนี่เก่งจริงๆ เลยนะ นอกจากธุรกิจจะไปได้สวยแล้ว ยังหาสามีเก่งๆ ได้อีก" สาวผมสั้นเอ่ยชม
"ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า ก็แค่ทำธุรกิจก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเรื่อยแหละ" อิ่นเสวี่ยหัวเราะร่วน
"อิ่นเสวี่ย เธอถ่อมตัวเกินไปแล้วนะ ฉันเพิ่งไปสืบมา ประธานกัวน่ะเป็นถึงบิ๊กบอสในวงการวัสดุก่อสร้างเลยนะ เปิดตลาดค้าส่งวัสดุก่อสร้างที่กว่างหลิง ธุรกิจรุ่งเรืองสุดๆ รายได้ปีนึงไม่ต่ำกว่าหลายสิบล้านแน่ๆ" สามีของสาวผมสั้นซึ่งเป็นชายสวมแว่นตา ท่าทางภูมิฐานในชุดสูทกล่าว
"ปีละหลายสิบล้าน!" ทุกคนถึงกับตาโตด้วยความอิจฉา
"ล้อเล่นน่า ก็แค่หาเช้ากินค่ำเท่านั้นแหละ" สามีของอิ่นเสวี่ยโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ก่อนจะขยับสร้อยทองเส้นโตที่คอ แล้วหันไปพูดกับชายสวมแว่นว่า "ประธานฮวงเป็นถึงผู้จัดการธนาคาร รู้จักมักจี่กับนักธุรกิจใหญ่ๆ เยอะแยะ คนทำธุรกิจเล็กๆ อย่างผมจะไปสู้อะไรได้"
"แล้วยังมีคุณเซี่ยคนนี้อีก เป็นถึงข้าราชการ ใครจะไปเทียบแกได้ล่ะ?"
หลังจากผลัดกันยกยอปอปั้นกันไปมา สามีหัวโล้นของอิ่นเสวี่ยก็หันขวับมามองเฉินปู้ฝาน
"พูดก็พูดเถอะนะ ผมนี่สู้ไอ้น้องชายคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ สามารถคว้าหัวใจหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งหลีหยางมาครองได้ ไม่ทราบว่าตอนนี้น้องชายทำงานอยู่ที่ไหนเหรอ?"
ในพริบตาเดียว สายตาทุกคู่ก็พุ่งเป้าไปที่เฉินปู้ฝาน
[จบแล้ว]