- หน้าแรก
- ผมก็แค่อยากวางมือ แต่โชคชะตาพาให้ผมกลับมาลงสนามอีกครั้ง
- บทที่ 310 - อัดยับซัพพลายเออร์
บทที่ 310 - อัดยับซัพพลายเออร์
บทที่ 310 - อัดยับซัพพลายเออร์
บทที่ 310 - อัดยับซัพพลายเออร์
"นั่นมัน... พี่สะใภ้ไม่ใช่เหรอ?"
สวีหมิงเพิ่งพูดจบ หมาป่าเทาที่อยู่ข้างๆ ก็หันไปมองตามทิศทางที่นิ้วชี้ไป
ร่างคุ้นตากำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ชายกระโปรงปลิวไสวไปตามสายลมยามค่ำคืนอย่างสับสนวุ่นวาย และด้านหลังของเธอ มีผู้ชายใส่สูทผูกไทกำลังวิ่งตามมาติดๆ
หลินเฉินเสวี่ยนั่นเอง
สมองของหมาป่าเทาดังวิ้ง ไฟโทสะพุ่งทะลุปรอท
"แม่งเอ๊ย!"
เขาตะคอกใส่สวีหมิงที่มัวแต่ยืนยันตัวตนอีกรอบ
"นั่นมันพี่สะใภ้ชัดๆ แกยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไมวะ?"
ปกติหมาป่าเทาแทบไม่เคยกล้าพูดจาแบบนี้กับสวีหมิงเลย
ก็แหงล่ะ สวีหมิงเป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกกลุ่มแรกๆ ที่ติดตามฉู่เฟย เรียกได้ว่าเป็นแขนซ้ายแขนขวาของฉู่เฟยเลยทีเดียว ส่วนเขา หมาป่าเทา เพิ่งจะมาสวามิภักดิ์กับฉู่เฟยทีหลังตอนอยู่เมืองจั่วเจียง ว่ากันตามลำดับอาวุโสแล้ว เวลาเขาเจอสวีหมิงก็ต้องเรียก "พี่หมิง" ด้วยความเคารพ
แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ เขาไม่มีเวลามามัวสนใจเรื่องพวกนั้นแล้ว
พูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่
อย่าว่าแต่นั่นคือพี่สะใภ้เลย ต่อให้เป็นสาวสวยที่ไม่รู้จักโดนไล่ตามแบบนี้ เขาก็ทนดูไม่ได้อยู่ดี
หลินเฉินเสวี่ยหนีออกมาจากภัตตาคารได้ ด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดล้วนๆ
ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เธอรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว พละกำลังของเธอก็สู้ผู้ชายไม่ได้อยู่แล้ว วิ่งไปได้ไม่ไกล ฝีเท้าก็เริ่มเซ
พานฉางชิงวิ่งตามมาทันในไม่กี่ก้าว คว้าข้อมือของเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
"หนีสิ! หนีอีกสิ!"
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ออกแรงกระชากหลินเฉินเสวี่ยให้กลับมา บนถนนมีรถและคนเดินผ่านไปมาบ้างประปราย เขาต้องรีบลากตัวผู้หญิงที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้กลับเข้าไปในห้องวีไอพีให้เร็วที่สุด
ในตอนนั้นเอง เสียงตะโกนกร้าวก็ดังมาจากด้านหลังเขา
"ปล่อยผู้หญิงคนนั้นซะ มีอะไรก็มาลงที่ฉัน!"
หมาป่าเทาไปจำบทพูดละครน้ำเน่าเก่ากึ้กประโยคนี้มาจากไหนก็ไม่รู้ ดันโพล่งออกมาในสถานการณ์แบบนี้ซะได้
พานฉางชิงยังไม่ทันได้หันกลับไปดูว่าไอ้บ้าที่ไหนกล้ามาสอดเรื่องชาวบ้าน
พลั่ก!
แรงกระแทกมหาศาลซัดเข้าที่กลางหลัง ร่างของเขาพุ่งถลาไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ ล้มคะมำหน้าทิ่มดินอย่างแรง
หมาป่าเทากระโดดถีบพานฉางชิงจนล้มคว่ำ แล้วอาศัยจังหวะนั้นดึงตัวหลินเฉินเสวี่ยที่ยังคงตกใจสุดขีดมาหลบอยู่ด้านหลังตัวเอง ส่งต่อให้สวีหมิงที่เพิ่งวิ่งตามมาถึง
เขากวาดสายตามองหลินเฉินเสวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า ถามด้วยความเป็นห่วงว่า "พี่สะใภ้ ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?"
จากนั้นก็พยักพเยิดหน้าไปทางพานฉางชิงที่กำลังดิ้นรนจะลุกขึ้นมาจากพื้น
"ไอ้หมอนี่มันเป็นใครครับ? จะให้หักแขนมันสักข้างไหม?"
เมื่อหลินเฉินเสวี่ยเห็นว่าคนที่มาช่วยคือลูกน้องของฉู่เฟย เส้นประสาทที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงในที่สุด เธอรู้แล้วว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว
สำหรับพานฉางชิง เธอแทบอยากจะฉีกเนื้อเขาเป็นชิ้นๆ ด้วยมือของตัวเอง แต่เมื่อนึกถึงฉู่เฟย เธอก็กลัวว่าจะไปสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นให้กับเขา
เธอส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงยังคงอ่อนแรง "ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่ไล่เขาไปก็พอ"
"จะสั่งสอนฉันงั้นเหรอ?"
พานฉางชิงคลานขึ้นมาจากพื้น ปัดฝุ่นที่เลอะชุดสูทราคาแพงอย่างทุลักทุเล
เขาปรายตามองหมาป่าเทาและสวีหมิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า แม้อีกฝ่ายจะมากันสองคน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของคุณชายระดับท็อปของเมืองยงเฉิงอย่างเขา เงินและอำนาจคือบอดี้การ์ดที่ดีที่สุด
"พวกแกคิดจะสั่งสอนฉันเหรอ? รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?"
เขาจัดเนกไทให้เข้าที่ ใบหน้ากลับมาเย่อหยิ่งจองหองชวนสะอิดสะเอียนอีกครั้ง
"พูดชื่อไปเดี๋ยวพวกแกจะตกใจตายซะก่อน!"
แล้วเขาก็หันปากกระบอกปืนไปทางหลินเฉินเสวี่ย สายตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและหื่นกระหาย
"ส่วนเธอ หลินเฉินเสวี่ย! เธอคิดว่าแค่เรียกนักเลงกระจอกมาสองคน เรื่องวันนี้มันจะจบแค่นี้เหรอ?"
"วันนี้ฉันจะพูดตรงๆ เลยนะ ให้เธอเลือกเอาสองทาง"
"ทางแรก ตอนนี้ตามฉันกลับไปที่โรงแรมแต่โดยดี ให้ฉันขึ้นขี่ให้หนำใจ"
"ทางที่สอง ก็รอรับการแก้แค้นจากฉันได้เลย! ฉันจะทำให้บริษัทเครื่องประดับหลินซื่อบ้าบออะไรของเธอ เปิดในกว่างซีไม่ได้อีกต่อไป!"
เขาชี้หน้าหลินเฉินเสวี่ยอย่างกำเริบเสิบสาน
"เธอรู้ไหมว่าฉันมีอำนาจแค่ไหน! ขอแค่ฉันเอ่ยปากคำเดียว ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าในกว่างซี จะมีใครหน้าไหนกล้าส่งของให้เธออีก!"
"คุณ..."
หลินเฉินเสวี่ยโกรธจนตัวสั่นกับคำพูดหยาบโลนและไร้ยางอายของเขา ใบหน้าของเธอเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด
อะไรคือขึ้นขี่ให้หนำใจ? เธอไม่ใช่ม้านะ!
ถ้าไม่ใช่เพราะสติสัมปชัญญะที่ยังหลงเหลืออยู่บอกเธอว่าอีกฝ่ายมีอิทธิพลมาก ป่านนี้เธอคงพุ่งเข้าไปตบหน้าไอ้สารเลวนี่สักสองฉาดแล้ว
เธอชี้หน้าพานฉางชิง เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาคำเดียว
"ไสหัวไป!"
แม้เธอจะด่าเบาๆ แต่หมาป่าเทาที่อยู่ข้างๆ กลับได้ยินชัดเจน
โดยเฉพาะประโยคที่พานฉางชิงบอกว่า "ให้ฉันขึ้นขี่ให้หนำใจ" ยิ่งทำให้เขาเดือดดาลจนไฟลุก
กล้ามาดูถูกพี่สะใภ้ของพวกเขาต่อหน้าต่อตาแบบนี้เลยเหรอ?
รนหาที่ตาย!
พลั่ก!
หมาป่าเทาเคลื่อนไหวโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เขาไม่ให้พานฉางชิงตั้งตัวแม้แต่น้อย หมัดขวาฮุกเข้าที่หน้าพานฉางชิงอย่างจัง
"โอ๊ย!"
พานฉางชิงร้องเสียงหลง ร่างของเขาราวกับว่าวปีกหัก ปลิวกระเด็นถอยหลังไปอีกครั้ง ล้มกระแทกพื้นอย่างแรง ฟันหลุดกระเด็นไปสองซี่
คุณชายที่ใช้ชีวิตสุขสบายอย่างเขา จะไปทนหมัดที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธของคนจริงอย่างหมาป่าเทาได้ยังไง
เขาพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้น ปากก็พึมพำด่าอะไรสักอย่างฟังไม่รู้เรื่อง
แต่มีหรือที่หมาป่าเทาจะปล่อยให้เขามีโอกาส
เขากระโจนเข้าไปหา ขึ้นคร่อมร่างพานฉางชิงทันที สองหมัดที่ใหญ่ราวกับหม้อดินระดมต่อยซ้ายขวาเข้าที่ใบหน้าที่ยังพอจะดูหล่อเหลาอยู่นั่นอย่างบ้าคลั่ง
"ขี่เหรอ! ฉันจะให้แกขี่!"
"ฉันจะทำให้แกรู้ซึ้งว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำมันเป็นยังไง!"
สวีหมิงก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เขารีบเดินเข้าไป จับขาทั้งสองข้างของพานฉางชิงที่กำลังดิ้นพล่าน ท่าทางคล่องแคล่วราวกับพนักงานโรงฆ่าสัตว์ที่จับหมูเตรียมจะเชือด
ทั้งสองคนเข้าขากันได้อย่างไร้ที่ติ
พอหมาป่าเทาต่อยจนเหนื่อย ก็พักหายใจ ให้สวีหมิงเข้าไปอัดต่อ
เสียงหมัดกระทบเนื้อดังทึบๆ สะท้อนก้องไปทั่วถนนที่เงียบงัน
พวกเขาอัดยับอยู่แบบนั้นเต็มๆ ห้านาที จนกระทั่งพานฉางชิงที่นอนอยู่บนพื้นนิ่งสนิทไป เหลือเพียงเสียงครางแผ่วเบา ทั้งสองคนถึงได้หยุดมืออย่างหอบเหนื่อย
หลักๆ คืออีกฝ่ายหมดสภาพขัดขืนไปแล้ว ขืนอัดต่อไป พวกเขากลัวว่าจะทำคนตายต่อหน้าธารกำนัลจริงๆ
ถ้าอยู่ในที่เปลี่ยวไร้ผู้คนล่ะก็ วันนี้ไอ้หมอนี่คงโดนพวกเขาสองคนฝังทั้งเป็นไปแล้วแน่ๆ
ทั้งสองลุกขึ้นยืน เดินไปหาหลินเฉินเสวี่ย
สวีหมิงสะบัดมือที่เริ่มชา ชี้ไปที่ก้อนเนื้อที่มองไม่ออกแล้วว่าเป็นคนบนพื้น พลางถามว่า "พี่สะใภ้ครับ"
"ไอ้โง่รนหาที่ตายนี่มันเป็นใครครับ? ทำไมถึงได้ปากหมาน่ากระทืบขนาดนี้"
"หน้าตาก็ดูดีนะ แต่คำพูดที่พ่นออกมาเนี่ย หมาไม่แดกเลย"
หลินเฉินเสวี่ยก้มมองผู้ชายที่ถูกซ้อมจนหน้าตาดูไม่ได้บนพื้น ตอนนี้อย่าว่าแต่เธอเลย ต่อให้เป็นพ่อแม่แท้ๆ ของพานฉางชิงมาเห็น ก็คงจำลูกตัวเองไม่ได้แน่ๆ
ความหวาดกลัวและความตกใจในใจของเธอค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความกังวลที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น
สีหน้าของเธอเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"เขาเป็นคนของผู้จัดจำหน่ายเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเมืองยงเฉิงค่ะ"
"พวกเรา... น่าจะไปมีเรื่องกับตัวปัญหาใหญ่เข้าให้แล้วล่ะค่ะ"
ในตอนนี้ หลินเฉินเสวี่ยรู้สึกเสียใจอย่างมาก เธอเสียใจที่เมื่อครู่ไม่ได้ห้ามสวีหมิงและหมาป่าเทาให้เด็ดขาดกว่านี้
ตอนนี้คนโดนอัดจนเละขนาดนี้ การจะไปขอเจรจาสงบศึก คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
แต่สวีหมิงกลับเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ เอ่ยปลอบใจว่า "พี่สะใภ้ครับ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"ก็แค่ซัพพลายเออร์คนนึง จะเก่งกาจมาจากไหนเชียว"
"อย่างมากพวกเราก็แค่เปลี่ยนเจ้าใหม่ ผมไม่เชื่อหรอกว่า กว่างซีกว้างใหญ่ขนาดนี้ บ้านมันจะผูกขาดอยู่เจ้าเดียวได้!"
(จบแล้ว)