- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 65 กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ
บทที่ 65 กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ
บทที่ 65 กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ
บทที่ 65 กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ
“หุบปาก!”
ชุยอี้เสวียนตวาดด่าเสียงหลง
เขาบิดหูชุยเสินจีอย่างแรง แล้วดึงกลับมาไว้ด้านหลัง
“โอ๊ย ข้ายังพูดไม่จบเลยนะขอรับ...”
ชุยเสินจียังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกชุยอี้เสวียนปิดปากเอาไว้เสียก่อน
จ่างซุนอู๋จี้มีอำนาจบารมีล้นฟ้า
เฉิงเย่าจินเป็นตัวแทนของกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊
องค์รัชทายาท และเว่ยอ๋อง ก็ไม่ต้องพูดถึง
แถมยังมีขุนนางอีกมากมายที่เว่ยเจิงเคยไปล่วงเกินเอาไว้ ต่างก็พากันมารุมเหยียบย่ำซ้ำเติมในเวลาเดียวกัน
อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อให้เป็นตระกูลชุยทั้งตระกูล ก็ใช่ว่าจะรับมือไหว
แม้กระทั่งหากห้าตระกูลเจ็ดแซ่รวมพลังกัน หลายครั้งก็ยังต้องตกเป็นรองเลยด้วยซ้ำ!
“ฝ่าบาท จีเอ๋อร์ยังเด็กนัก พูดจาไม่รู้จักคิด ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ชุยอี้เสวียนโค้งคำนับขอรับผิด
บางทีการที่เขาพยายามดึงชุยเสินจีออกไปให้พ้นเรื่องนี้ อาจจะดูเป็นคนแล้งน้ำใจไปบ้าง
แต่นั่นก็ต้องดูด้วยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร!
เว่ยเจิง...
ต่อให้เจ้าจะมีบุญคุณกับเขามากแค่ไหน ถึงเวลาที่ต้องกล่าวโทษ เขาก็พร้อมที่จะกล่าวโทษเจ้าอยู่ดี
“ไม่เป็นไร”
หลี่ซื่อหมินโบกมือ
เขากำลังปวดหัวอยู่พอดีว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ชุยเสินจีกลับเป็นฝ่ายยืดเวลาออกไปให้เขาได้คิด
“จ่างซุนอู๋จี้ ทำไมท่านถึงต้องมาจงเกลียดจงชังข้าด้วย?”
ในที่สุดเว่ยซูอวี้ก็มีโอกาสได้พูดเสียที
จงเกลียดจงชังงั้นหรือ?
ลูกชายของข้าเกือบจะโดนพวกเจ้าซ้อมจนเอ๋อไปแล้ว จะไม่ให้ข้าจงเกลียดจงชังเจ้าได้หรือ?
ถ้าไม่สั่งสอนให้เจ้าได้หลาบจำเสียบ้าง เจ้าจะคิดว่าจ่างซุนอู๋จี้ผู้นี้เป็นแค่เสือกระดาษงั้นหรือ?
“บังอาจ!”
จ่างซุนอู๋จี้ตวาดลั่น “ข้าคือเจ้ากั๋วกง และยังเป็นผู้ใหญ่กว่าเจ้า เจ้าจะมาเรียกชื่อของข้าตรง ๆ แบบนี้ได้งั้นหรือ?”
เว่ยซูอวี้กำหมัดแน่น ความโกรธเกรี้ยวค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ...
“ทำไม? กำหมัดแน่นอยู่ในตำหนักไท่จี๋แบบนี้ เจ้าคิดจะลงมือกับข้างั้นหรือ?” จ่างซุนอู๋จี้แค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“ซูอวี้ อย่านะ!”
เว่ยเจิงรีบห้ามปรามทันที
ตอนนี้ความผิดของเว่ยซูอวี้ยังไม่ร้ายแรงมากนัก ด้วยน้ำหนักของเขาในใจของหลี่ซื่อหมิน ก็ยังพอจะกดดันเอาไว้ได้
แต่ถ้าหากเว่ยซูอวี้ลงมือลงไป ไม่ว่าจะทำให้จ่างซุนอู๋จี้บาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็คงจะสายเกินแก้แล้ว
“ท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ!”
เว่ยซูอวี้รับปาก
สายตาอันเย็นชา กวาดมองไปที่เหล่าขุนนาง ทุกคนล้วนสวมชุดขุนนาง แต่งกายภูมิฐาน ดูเป็นผู้ดีมีศีลธรรม
หลังจากที่ข้ามเวลามา เขาก็เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วต้าถัง ด้วยความรู้สึกอยากจะมาเที่ยวเล่นเท่านั้น
เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
เขาจึงคิดว่าตนเองควรจะใช้ชีวิตให้มีความสุข
ทำไมเขาถึงชอบไปคลุกคลีอยู่กับเจ้าพวกบ้าบออย่างชุยเสินจี และฝางอี๋อ้ายล่ะ?
เพราะเขารู้สึกว่า ชีวิตแบบชุยเสินจี และฝางอี๋อ้ายต่างหาก ที่เป็นชีวิตที่แสนจะสุขสบายอย่างแท้จริง
กินอิ่มนอนหลับ ทำตัวกร่างไปทั่ว...
มองใครแล้วถูกชะตา ก็ตบรางวัลให้ มองใครแล้วไม่ถูกชะตา ก็ซ้อมมันให้ร้องไห้หาพ่อหาแม่
ดังนั้นหลาย ๆ เรื่อง เขาก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ
เขาถึงขั้นคิดไปเองว่า จิตใจของตนเองนั้นสงบนิ่งจนไม่มีอะไรมาทำให้หวั่นไหวได้อีกแล้ว
แต่วันนี้ กลุ่มขุนนางพวกนี้ กลับปลุกปั่นความรู้สึกอยากเอาชนะในใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นมา
เว่ยซูอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันหลังกลับไป แล้วโค้งคำนับให้หลี่ซื่อหมิน...
“ฝ่าบาท การที่ปล่อยให้องค์หญิงทั้งสองต้องตกอยู่ในอันตราย เป็นความผิดของข้าเอง เว่ยซูอวี้ยินดีรับโทษทุกประการพ่ะย่ะค่ะ!”
ความผิดข้อหานี้ ไม่สามารถแก้ต่างให้ได้จริง ๆ!
การที่องค์หญิงแอบหนีออกจากวัง ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ยังพอจะแก้ต่างให้ได้ เพราะไม่มีใครสนใจหรอก
แต่การที่องค์หญิงแอบหนีออกจากวังแล้วถูกลอบโจมตี ถือเป็นเรื่องระดับชาติ ไม่สามารถแก้ต่างให้ได้ เพราะเรื่องนี้จะต้องถูกเล่าลือไปในวงกว้างอย่างแน่นอน
จะไปบอกว่าองค์หญิงดื้อรั้น เอาแต่ใจ ก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?
ดังนั้นจึงต้องมีใครสักคนออกมารับผิดชอบ
เว่ยซูอวี้รู้ดีว่า ตนเองคือลูกชายของเว่ยเจิง แถมยังเป็นลูกชายคนโตสายตรงอีกด้วย!
ขอเพียงแค่เว่ยเจิงยังมีชีวิตอยู่ ขอเพียงแค่เขาไม่ได้ก่อกบฏ ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้อย่างแน่นอน!
“ฝ่าบาท ซูอวี้ยังเด็กนัก กระหม่อมก็แก่ตัวลงมากแล้ว เห็นแก่ที่เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของกระหม่อม ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษสถานเบาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยเจิงเริ่มใช้ลูกไม้เรียกร้องความสงสาร
เว่ยซูอวี๋ ยังอยู่ในครรภ์มารดา เว่ยเจิงพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไร
“เสวียนเฉิงไม่ต้องมากพิธีหรอก”
เมื่อมองดูผมหงอกขาวที่จอนผมของเว่ยเจิง หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกใจอ่อนลง
“ซูอวี้ เห็นแก่หน้าเสวียนเฉิง ข้าจะยอมยกโทษให้...”
หลี่ซื่อหมินเริ่มกล่าว
แต่ทว่าพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว จ่างซุนอู๋จี้ก็พูดแทรกขึ้นมา...
“ฝ่าบาท การล่อลวงองค์หญิงออกไปนอกวัง เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรส่งเสริม หากวันนี้ไม่ลงโทษเว่ยซูอวี้อย่างหนัก ในวันข้างหน้าหากองค์หญิง หรือนางกำนัลพากันแอบหนีออกจากวังโดยพลการขึ้นมาจะทำอย่างไร? ขอฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว
เขาเชื่อใจจ่างซุนอู๋จี้น่ะไม่ผิดหรอก
แต่การที่จ่างซุนอู๋จี้กล้ามาพูดแทรกเขาแบบนี้ ถือว่ามีความผิดฐานก้าวล่วงเบื้องสูงแล้วนะ
“แล้วเจ้าคิดว่าควรจะทำเช่นไร?” น้ำเสียงของหลี่ซื่อหมินแฝงไปด้วยความโกรธ
“ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
จ่างซุนอู๋จี้เพิ่งจะรู้ตัว จึงรีบกล่าวขอโทษทันที “กระหม่อมเพียงแค่เป็นห่วงตำหนักในเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ สุขภาพของฮองเฮาก็ไม่สู้ดีนัก หากมีคนแอบหนีออกจากวังอยู่บ่อย ๆ เกรงว่าจะทำให้ฮองเฮาต้องทรงเหนื่อยล้าเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อจ่างซุนอู๋จี้พูดจบ ความโกรธของหลี่ซื่อหมินก็มลายหายไปในทันที
ฮองเฮาก็คือน้องสาวแท้ ๆ ของจ่างซุนอู๋จี้... จ่างซุนอู๋โก้วนั่นเอง
ช่วงนี้อาการหอบหืดของจ่างซุนอู๋โก้วเริ่มกำเริบหนักขึ้น หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกเป็นห่วงมากเช่นกัน
พอถูกจ่างซุนอู๋จี้พูดเตือนสติ เขาก็รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลตำหนักในให้มากขึ้น
แต่เว่ยเจิงอุตส่าห์ออกปากขอร้องทั้งที หากไม่ยอมตกลง ก็จะดูเหมือนว่าเขาเป็นคนแล้งน้ำใจจนเกินไป
คิดไปคิดมา...
หลี่ซื่อหมินก็เพิ่งจะมารู้ตัวว่าตนเองถูกหลอกให้เดินตามเกมเสียแล้ว
“เสวียนหลิ่ง เจ้าคิดว่าควรจะจัดการกับเว่ยซูอวี้อย่างไรดี?”
ถ้าคิดไม่ออก ก็แค่โยนไปให้ลูกน้องคิด เรื่องแบบนี้หลี่ซื่อหมินถนัดที่สุดแล้วล่ะ
ฝางเสวียนหลิ่งครุ่นคิดอยู่สามอึดใจ ก่อนจะก้าวออกมา “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าโทษตายอาจจะละเว้นได้ แต่โทษเป็นนั้นยากจะหลีกเลี่ยงพ่ะย่ะค่ะ”
“ในเมื่อซูอวี้ทำให้องค์หญิงต้องตกอยู่ในอันตราย ทำไมถึงไม่ให้เขาสร้างความดีความชอบเพื่อไถ่โทษล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“กระหม่อมได้ยินมาว่า ตอนนี้ซูอวี้มี ‘ทหารชั้นยอด’ อยู่ในมือหนึ่งร้อยนาย ก็ปล่อยให้เขาไปสืบสวนเรื่องที่มีคนลอบโจมตีองค์หญิงเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อหลี่ซื่อหมินได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าเห็นด้วย
ที่เขาอยากจะยกโทษให้เว่ยซูอวี้ ก็ขาดแค่ข้ออ้างดี ๆ สักข้อเท่านั้น ในเมื่อมีข้ออ้างแล้ว จ่างซุนอู๋จี้ก็คงจะไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้วสินะ
ส่วนเรื่องที่จะให้ไปสืบสวนน่ะหรือ หลี่ซื่อหมินจะปล่อยให้เว่ยซูอวี้ไปสืบสวนจริง ๆ ได้อย่างไรกัน
“อนุญาต”
หลี่ซื่อหมินตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
“ฝ่าบาท ไม่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ!”
จ่างซุนอู๋จี้รีบคัดค้านทันที
“จ่างซุนอู๋จี้ เจ้าจะจบหรือไม่จบ?”
เว่ยเจิงตะโกนด่าด้วยความโกรธแค้น “ซูอวี้ไปล่วงเกินเจ้าตอนไหนกัน ถึงได้คิดจะบีบให้เขาตายให้ได้เลยเชียวหรือ?”
เว่ยเจิงแทบจะอกแตกตายอยู่แล้ว
ฝ่าบาททรงประทานอภัยให้ครั้งหนึ่ง จ่างซุนอู๋จี้ก็คัดค้านครั้งหนึ่ง
มารดามันเถอะ นี่จงใจจะมาหาเรื่องตระกูลเว่ยของเขาให้ได้เลยใช่ไหม?
จ่างซุนอู๋จี้ไม่ได้สนใจเว่ยเจิง เขาโค้งคำนับให้หลี่ซื่อหมิน แล้วเอ่ยว่า...
“ฝ่าบาท ถึงแม้จะให้สร้างความดีความชอบเพื่อไถ่โทษ ก็ควรจะมีการกำหนดเวลาเอาไว้ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ หากไม่มีการกำหนดเวลาเอาไว้ เกิดเว่ยซูอวี้ใช้เวลาทั้งชีวิตแต่ก็ยังสืบหาความจริงไม่ได้จะทำอย่างไร? แล้วยังมีทหารชั้นยอดอีกหนึ่งร้อยนายนั้นด้วย จะปล่อยให้พวกเขาเดินตามเว่ยซูอวี้ไปวัน ๆ แบบนี้น่ะหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่ซื่อหมินเองก็ชักจะโมโหขึ้นมาแล้วเหมือนกัน
เขาแสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการจะปล่อยเว่ยซูอวี้ไป ทำไมถึงได้ไม่ยอมจบยอมสิ้นกันเสียทีเนี่ย?
“แล้วเจ้าคิดว่าให้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมล่ะ?” น้ำเสียงของหลี่ซื่อหมินแฝงไปด้วยความรำคาญใจ
“ตามหลักแล้ว การสืบสวนเรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกินเจ็ดวัน แต่เห็นแก่ที่เว่ยซูอวี้ยังเด็ก ข้าจะยืดเวลาให้เขาเป็นหนึ่งเดือนก็แล้วกัน”
“หากเว่ยซูอวี้สามารถสืบหาความจริงได้ ก็ให้ถือว่าเป็นการเอาความดีความชอบมาหักล้างกับความผิดไป!”
“แต่ถ้าหากสืบหาความจริงไม่ได้...
“เห็นแก่หน้าเว่ยเจิง โทษประหาร และโทษเนรเทศก็ไม่ต้องรับแล้ว กระหม่อมขอเสนอให้รับโทษจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีพ่ะย่ะค่ะ!”
จ่างซุนอู๋จี้ปรายตามองสองพ่อลูกตระกูลเว่ยด้วยสายตาที่ ‘ใจกว้างและมีเมตตา’
“ตกลง!” หลี่ซื่อหมินรีบรับปากทันที
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
เว่ยเจิงและเว่ยซูอวี้หันไปมองจ่างซุนอู๋จี้ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรต่อ ถึงได้ประสานเสียงขอบพระทัย
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดได้จบลงแล้ว และเตรียมตัวจะแยกย้ายกันไปนั้น เว่ยซูอวี้ก็จู่ ๆ พูดขึ้นมา...
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลถาม การประลองในวันพรุ่งนี้ยังจะดำเนินต่อไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่ซื่อหมินถึงกับอึ้ง
เกิดเรื่องที่องค์หญิงถูกลอบโจมตีขึ้น เขาเลยเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ” หลี่ซื่อหมินตอบกลับไป
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ตราบใดที่จ่างซุนชง และเฉิงหวยเลี่ยง เอาชนะกระหม่อมไม่ได้ไปตลอดชีวิต พวกเขาก็จะไม่มีวันได้แต่งงานกับองค์หญิงไปตลอดชีวิตเลยใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?” เว่ยซูอวี้ถามต่อ
ในที่สุดหลี่ซื่อหมินก็เผยรอยยิ้มออกมา
ดูท่าทางเจ้าเด็กบ้าคนนี้ก็จะโกรธเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะเนี่ย...
“กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ!”
…………..
ปล.การลงโทษทั้งห้าประการในสมัยราชวงศ์ถังมีดังนี้ : โทษประหาร, โทษเนรเทศ, โทษจำคุก, โทษโบยด้วยไม้กระบอง, โทษโบยด้วยไม้ไผ่