- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 60 ซงจ้านก้านปู้ผู้มึนงง
บทที่ 60 ซงจ้านก้านปู้ผู้มึนงง
บทที่ 60 ซงจ้านก้านปู้ผู้มึนงง
บทที่ 60 ซงจ้านก้านปู้ผู้มึนงง
ม้าชั้นดีนับร้อยตัวควบตะบึงเข้ามา ราวกับบุกตะลุยเข้าไปในดินแดนที่ไร้ผู้คน
ตามมาด้วยการสับสังหารอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี!
เด็กหนุ่มที่เป็นผู้นำ สวมเสื้อแขนกว้าง สวมหมวกเจาเสีย บนมือถือทวนเล่มยาว กวัดแกว่งไปมาอย่างคล่องแคล่วว่องไว
เพียงครู่เดียว ก็มีชายชุดดำหลายคนต้องมาจบชีวิตลงภายใต้คมทวนของเขา!
ที่ด้านข้าง มีขุนพลสวมชุดเกราะโซ่สองคน ถือขวานเล่มเขื่อง ฟาดฟันซ้ายขวา คอยสกัดกั้นการโจมตีอื่น ๆ ให้กับเด็กหนุ่ม
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับประกายไฟ
เด็กหนุ่มผู้เป็นผู้นำ มองขึ้นไปบนเนินเขา ในที่สุดฝางอี๋อ้ายก็มองเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มได้อย่างชัดเจน...
สีหน้าดูคล้ำเล็กน้อย คิ้วดกดำ ดวงตาสว่างไสวดุจดวงดาว ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!
หากจะบอกว่าเว่ยซูอวี้คือคนบ้าเลือดที่สวมคราบของบัณฑิต ซึ่งต้องใช้กำลังเข้าแลกถึงจะทำให้ผู้คนยอมสยบได้
เช่นนั้นคนผู้นี้ ก็เพียงแค่ใช้สายตาเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ผู้คนเกิดความปรารถนาที่จะสยบยอมได้แล้ว!
“ย้าก!”
เด็กหนุ่มผู้เป็นผู้นำ ใช้ทวนตีไปที่ก้นม้า ม้าชั้นดีก็พุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง
กุบกับ กุบกับ...
ม้าชั้นดีพุ่งตรงขึ้นไปบนเนินเขา
เมื่อมาถึงตรงหน้าของฝางอี๋อ้ายและหลี่ลี่จื้อ เขาก็ดึงบังเหียนอย่างแรง ม้ายกขาทั้งสองข้างขึ้นจากพื้น แล้วร้องคำรามก้องฟ้า
“องค์หญิงฉางเล่อ ระวังพ่ะย่ะค่ะ”
ฝางอี๋อ้ายหยิบก้อนหินขึ้นมา แล้วเอาตัวบังหลี่ลี่จื้อเอาไว้ด้านหลังอย่างแน่นหนา
“พวกท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
เด็กหนุ่มผู้เป็นผู้นำ เก็บซ่อนรังสีอำมหิตเอาไว้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิออกมา...
เขาแนะนำตัวด้วยภาษาฮั่นที่แปร่ง ๆ เล็กน้อย “ผู้น้อยมีนามว่า ชี่ซูหนง!”
ชี่ซูหนงงั้นหรือ?
ม่านตาของฝางอี๋อ้ายหดเกร็งอย่างรุนแรง
เพราะชี่ซูหนง ยังมีอีกสถานะหนึ่งนั่นก็คือ... ซงจ้านก้านปู้!
คนผู้นี้คือกษัตริย์แห่งทู่ฟานงั้นหรือ?
“พวกท่านทั้งสองไม่ต้องตกใจไป เมื่อครู่นี้ข้าถูกขวางทางเอาไว้ เป็นทหารของพวกท่านนายหนึ่ง ที่เป็นคนมาบอกว่าองค์หญิงแห่งต้าถังกำลังตกอยู่ในอันตราย”
ในขณะที่พูด ซงจ้านก้านปู้ก็ลงจากหลังม้า แล้วชี้ไปที่ทหารนายหนึ่งซึ่งอยู่ทางด้านหลัง
เขาคือเหล่าเฉิน ที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวให้กับเว่ยซูอวี้ทราบพอดี!
“คิดว่าท่านนี้คงจะเป็นองค์หญิงฉางเล่อแห่งต้าถังสินะ?”
ซงจ้านก้านปู้ถอดหมวกเจาเสียออกมาวางไว้ที่หน้าอก แล้วโค้งคำนับเล็กน้อย “ชี่ซูหนง ขอคารวะองค์หญิงฉางเล่อแห่งต้าถังพ่ะย่ะค่ะ”
“ชี่ซูหนง? ซงจ้านก้านปู้?”
หลี่ลี่จื้อไม่เพียงแต่จะไม่ลดความระแวดระวังลงเท่านั้น แต่แววตาของนางกลับมีความหวาดระแวงมากยิ่งขึ้นไปอีก
ตนเองถูกลอบโจมตีอย่างบังเอิญ แล้วกษัตริย์แห่งทู่ฟานก็มาปรากฏตัวขึ้นอย่างบังเอิญ
ช่วงเวลานี้มันช่างประจวบเหมาะเกินไปแล้ว
“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ซงจ้านก้านปู้ส่งยิ้มอ่อนโยน
“ครั้งนี้ต้องขอขอบพระทัยที่ซงจ้านก้านปู้ทรงช่วยเหลือเอาไว้ด้วยนะเพคะ”
หลี่ลี่จื้อย่อตัวทำความเคารพ
“องค์หญิงฉางเล่อตรัสเกินไปแล้ว องค์หญิงแห่งต้าถังถูกลอบโจมตี ข้าจะทนดูดายได้อย่างไรกันล่ะ?”
ในขณะที่พูด ซงจ้านก้านปู้ก็เดินเข้าไปหา “ข้าเห็นองค์หญิงทรงได้รับบาดเจ็บที่ขา ข้ามีรักษาสมานแผลอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”
มารดามันเถอะ...
ฉางเล่อเป็นผู้หญิงของลูกพี่ข้านะ!
ในฐานะที่เป็นลูกน้องหมายเลขหนึ่ง... เอ๊ะ... หมายเลขสองของเว่ยซูอวี้ ข้าก็ต้องรับผิดชอบดูแลว่าที่พี่สะใภ้ในอนาคตไม่ใช่หรือ?
ฝางอี๋อ้ายรีบแทรกตัวเข้าไปขวางตรงกลางระหว่างทั้งสองคน แล้วผลักซงจ้านก้านปู้ออกไปอย่างรังเกียจ “ถอยไป ถอยไป องค์หญิงฉางเล่อใช่คนที่เจ้าจะมาจ้องมองตรง ๆ ได้งั้นหรือ?”
“*$%#@¥...”
ขุนพลสองคนที่อยู่ข้างกายซงจ้านก้านปู้ตวาดด่าออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปจับตัวฝางอี๋อ้ายเอาไว้
ถึงแม้พวกเขาจะพูดภาษาฮั่นไม่ได้ แต่ระหว่างทางที่เดินทางมายังต้าถัง พวกเขาก็ถูกสั่งให้เรียนรู้มาบ้าง จึงพอจะฟังเข้าใจอยู่ส่วนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ฝางอี๋อ้ายยังกล้ามาผลักไสองค์กษัตริย์ของพวกเขา นี่มันเป็นการท้าทายทู่ฟานทั้งประเทศชัด ๆ!
“ปล่อยข้านะ พ่อข้าคือฝางเสวียนหลิ่ง หากกล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเส้นขน ข้าจะทำให้พวกเจ้าไม่ได้กลับทู่ฟานแน่!”
ฝางอี๋อ้ายดิ้นรนไม่หยุด
ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นกษัตริย์ของประเทศไหน ตอนนี้ต้าถังมีกองทัพที่แข็งแกร่ง เกรียงไกรเหนือประเทศใด ๆ ในแคว้น
ฝางเสวียนหลิ่งในฐานะอัครมหาเสนาบดีผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของต้าถัง สถานะและอำนาจของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากษัตริย์ของประเทศทั่วไปเลย!
แต่ทว่า...
เจ้าพูดเร็วขนาดนี้ พวกข้าฟังไม่รู้เรื่องหรอกนะ
ยิ่งประกอบกับท่าทางที่โวยวายของเจ้าด้วยแล้ว คิดจะทำอะไรน่ะ? คิดจะลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ของพวกข้างั้นหรือ?
เพียะ!
ขุนพลชาวทู่ฟานยกมือขึ้นเขกหัวไปหนึ่งที
ฝางอี๋อ้ายถึงกับมึน
ข้าเป็นลูกชายของฝางเสวียนหลิ่งนะ!
หัวของข้า เป็นสิ่งที่คนอื่นจะมาเคาะเล่นได้ง่าย ๆ งั้นหรือ?
“ไอ้พวกสารเลว พวกเจ้าตายแน่ ข้าจะทำให้พวกเจ้าเดินออกจากเมืองฉางอันไม่ได้เลยคอยดู!” ฝางอี๋อ้ายคำรามอย่างบ้าคลั่ง
“พี่ชายท่านนี้ อย่าเพิ่งวู่วามไป พวกเขา...”
ซงจ้านก้านปู้กำลังจะบอกว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจ ก็ได้ยินเสียงตวาดดังลั่นมาจากที่ไกล ๆ...
“ไอ้เวรตะไล กล้าแตะต้องอี๋อ้าย ข้าจะสู้ตายกับพวกเจ้า...”
ก็เห็นชุยเสินจีหยิบก้อนหินขึ้นมา แล้วร้องโวยวายพลางพุ่งเข้ามาหา
แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าใกล้พวกเขาสักเท่าไหร่ ก็ถูกทหารทู่ฟานจับตัวเอาไว้ได้เสียก่อน
“...”
ฝางอี๋อ้ายถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ข้ายอมรับว่าเจ้ามีความเป็นเพื่อนแท้สูงมาก แต่เจ้าไม่รู้จักประเมินฝีมือตัวเองเลยหรือไง?
อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ ไปตามคนมาช่วยไม่ดีกว่าหรือไง? ทำไมถึงต้องมาเสนอหน้าให้เขาจับตัวด้วยเล่า
“โฮ่ง ๆ พ่อข้าคือชุยอี้เสวียน กล้าตีข้า ข้าจะให้พ่อข้าจัดการฆ่าพวกเจ้าซะ!”
ชุยเสินจีก็ดิ้นรนและคำรามออกมาเช่นกัน
“???”
คราวนี้แม้แต่ซงจ้านก้านปู้ก็ยังต้องตกตะลึง
ชุยอี้เสวียนผู้นี้ เขาย่อมรู้จักดี
ผู้นำตระกูลชุยแห่งชิงเหอ
ในระดับหนึ่งแล้ว ห้าตระกูลเจ็ดแซ่ ถือเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของต้าถังเลยทีเดียว!
บุคคลสำคัญระดับนี้ เขาได้ศึกษาข้อมูลมาก่อนที่จะเดินทางมายังต้าถังแล้ว
แต่มารดามันเถอะ นี่หรือคือต้าถังที่ยิ่งใหญ่เหนือแคว้นทั้งปวง?
เขาเคยคิดเอาไว้ว่า ลูกหลานขุนนางของต้าถัง น่าจะมีสติปัญญาเป็นเลิศ มีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจ มีความองอาจห้าวหาญไม่ยอมก้มหัวให้ใคร...
แต่เจ้าสองคนนี้มันตัวอะไรกันล่ะเนี่ย?
เอะอะ ๆ ก็อ้างชื่อพ่อว่าเป็นใครนู่นใครนี่...
คนแบบนี้น่ะหรือ ที่จะสามารถปกป้องแผ่นดินต้าถังเอาไว้ได้?
ซงจ้านก้านปู้จู่ ๆ ก็รู้สึกว่า การที่เขาอุตส่าห์ศึกษาข้อมูลมาอย่างมากมายก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ มันช่างเป็นเรื่องที่สูญเปล่าเสียเหลือเกิน
“พี่ชายทั้งสอง อันที่จริงผู้น้อย...”
ซงจ้านก้านปู้กำลังจะอธิบายอะไรบางอย่าง ก็ถูกพูดแทรกขึ้นมาอีกแล้ว
เห็นเพียงหลี่ลี่จื้อลุกขึ้นยืน มือทั้งสองข้างเท้าสะเอว ก่อนจะแผดเสียงตวาดอย่างขึงขัง “ฝางอี๋อ้าย ชุยเสินจี พวกเจ้าสองคนหุบปากไปเลยนะ อย่างไรเสียซงจ้านก้านปู้ก็เป็นคนช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ พวกเจ้าทำกิริยามารยาทแบบนี้กับผู้มีพระคุณได้ยังไงกัน?”
“...”
ซงจ้านก้านปู้ถึงกับตกตะลึงไปอีกครั้ง
เขาว่ากันว่า องค์หญิงแห่งต้าถังนั้น ล้วนแต่อ่อนหวาน นุ่มนวล กิริยามารยาทเรียบร้อยสง่างามไม่ใช่หรือ?
แต่ที่นางกำลังเท้าสะเอว และชี้หน้าด่าคนแบบนี้ มันคือการกระทำที่องค์หญิงของประเทศหนึ่งควรจะมีจริง ๆ งั้นหรือ?
“อะแฮ่ม... ปกติข้าไม่ได้เป็นคนแบบนี้หรอกนะ”
ราวกับจะเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเสียกิริยา หลี่ลี่จื้อจึงหน้าแดงก่ำพลางเอ่ยปากอธิบาย
“มะ... ไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ซงจ้านก้านปู้ตอบกลับไปอย่างกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย
ถึงแม้เขาจะเก่งกาจ ปราดเปรื่อง และฉลาดหลักแหลม จนสามารถปราบปรามคนฉลาดของทู่ฟานลงได้ตั้งมากมาย
แต่เขากลับไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับคนบ้าบอพวกนี้เลยจริง ๆ นะ
“ยังไม่รีบปล่อยข้าอีก รอให้ลูกพี่ของข้ามาถึงก่อนเถอะ ข้าจะให้เขาซ่อมพวกเจ้าให้ยับไปเลย!”
ชุยเสินจีดิ้นรนไม่หยุด!
ไม่งั้นเขาจะเรียกว่าชุยเสินจีเป็นลูกน้องหมายเลขหนึ่งของเว่ยซูอวี้ได้อย่างไรล่ะ
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขายังสามารถนึกถึงเว่ยซูอวี้ขึ้นมาได้
“ใช่ รอให้ลูกพี่ของข้ามาถึงก่อนเถอะ จะทำให้พวกเจ้ารู้ซึ้งเลยว่า ดอกไม้มันทำไมถึงได้สีแดงสดแบบนี้!”
ฝางอี๋อ้ายช่วยพูดเสริมอยู่ด้านข้าง
“ไม่ทราบว่าลูกพี่ของพี่ชายทั้งสองคือผู้ใดหรือ?”
ซงจ้านก้านปู้เป็นกษัตริย์ที่ฉลาดหลักแหลมมาก
เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยค เขาก็สามารถคาดเดาเรื่องราวบางอย่างออกได้แล้ว...
คนหนึ่งคือบุตรชายสายตรงของห้าตระกูลเจ็ดแซ่ ส่วนอีกคนคือบุตรชายสายตรงของอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักในปัจจุบัน
คนที่ทำให้พวกเขายอมเรียกเป็นลูกพี่ได้ ย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
อย่างน้อยที่สุด ก็คงจะไม่ใช่คนโง่หมายเลขสี่หรอก!
หากลูกพี่ของพวกเขาเป็นคนที่มีนิสัยใจคอเหมือนกับเจ้าสองคนนี้ ซงจ้านก้านปู้ก็คงจะรู้สึกดีใจเป็นแน่
เขามั่นใจอย่างยิ่งว่า จะสามารถบุกเข้ายึดครองต้าถังได้ภายในยี่สิบปีอย่างแน่นอน!
“เจ้าฟังให้ดีนะ ลูกพี่ของข้าคือเว่ยซูอวี้”
“เว่ยอะไรนะ?”
“เว่ยซืออวี้!”
“เว่ยซือหลี่?”
“เว่ยซืออวี้!”
“เว่ยซืออวี้?[1]“
“เว่ยซืออวี้!”
ชุยเสินจีตะโกนลั่น
คน ๆ นี้มันโง่หรือไง? แค่ชื่อเว่ยซูอวี้ยังฟังไม่รู้เรื่องอีก
“ดี ดี ดี... เจ้าอย่าเพิ่งโมโหสิ ข้ารู้แล้วว่าคือเว่ยซืออวี้”
ซงจ้านก้านปู้ขมวดคิ้วครุ่นคิด...
หรือว่าความรู้ด้านวัฒนธรรมต้าถังของข้าจะยังไม่แตกฉานพอ?
ทำไมถึงได้มีคนชื่อว่า ‘ให้อาหารปลาตาย’ ได้ล่ะเนี่ย...
[1] ให้อาหารปลาตาย?