- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 27 คนดี? คนร้าย?
บทที่ 27 คนดี? คนร้าย?
บทที่ 27 คนดี? คนร้าย?
บทที่ 27 คนดี? คนร้าย?
“หืม?”
หลี่ไท่หรี่ตาที่เล็กหยีจนแทบจะเป็นเส้นตรงมองไปทางประตู
เห็นฝางอี๋อ้ายและชุยเสินจีกำลังพุ่งเข้ามาด้วยท่าทีดุดันราวกับจะฆ่าฟัน
“มารดามันเถอะ เว่ยอ๋องนี่หว่า”
“ตัวตึงนี่นา รีบเผ่นกันเถอะ...”
ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะใส่เกียร์หมาโกยอ้าว
ทิ้งไว้เพียงท่อนไม้เปื้อนน้ำเศษอาหารที่กลิ้งหลุน ๆ ไปหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของหลี่ไท่
“บัดซบ!”
กลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยมาเตะจมูก ทำให้หลี่ไท่มีใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
ความสุนทรีย์ถูกขัดจังหวะก็แล้วไป แต่นี่ยังกล้าเอาน้ำเศษอาหารมาทำให้เขาสะอิดสะเอียนอีก คิดว่าเว่ยอ๋องอย่างเขาเป็นดินเหนียวที่ปั้นเล่นได้หรือไง!
“เด็ก ๆ ไปจับตัวสองคนนั้นกลับมาให้ข้า!”
เมื่อสิ้นคำสั่งของหลี่ไท่ องครักษ์หลายคนก็กระโดดตีลังกาลงมาจากชั้นสาม...
ชุยเสินจีทั้งสองเพิ่งจะวิ่งลงมาถึงชั้นสอง ก็ถูกองครักษ์ดักหน้าไว้เสียก่อน
ฝักดาบพาดอยู่บนลำคอ ทำเอาพวกเขาต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องล่าถอยกลับมาที่หน้าห้องหับอีกครั้ง
“เว่ยอ๋อง สวัสดีขอรับ”
ทั้งสองคนส่งยิ้มเจื่อน ๆ
“พวกเจ้าทั้งสอง พอเห็นข้าแล้วเหตุใดถึงต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนด้วย!” หลี่ไท่ข่มอารมณ์โกรธ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
โดยเฉพาะตอนที่เห็นฝางอี๋อ้ายเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำเศษอาหาร ความรังเกียจที่แสดงออกทางสีหน้าก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
“คือ... อนุภรรยาคนที่สี่ของข้ากำลังจะคลอดลูกขอรับ” ชุยเสินจีเบิกตาพูดจาโกหกหน้าตาย
“ใช่ ๆ... คลอดยาก เป็นแบบที่ว่าต้องเลือกเก็บไว้แค่คนใดคนหนึ่งระหว่างแม่กับลูก กำลังรีบร้อนสุด ๆ เลยล่ะขอรับ” ฝางอี๋อ้ายรีบผสมโรงทันที
ปัง
หลี่ไท่ตบโต๊ะดังปัง “พวกเจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่หรือ?”
“ใต้เท้าชุยเพิ่งจะรับอนุภรรยาเข้ามาเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้ก็คลอดลูกแล้วงั้นหรือ?”
เอ่อ...
ทั้งสองคนถึงกับไปไม่เป็น
ฝางอี๋อ้ายส่งสายตาตำหนิไปให้
มารดามันเถอะ จะหาข้ออ้างทั้งที ก็หัดหาข้ออ้างที่มันดูเข้าท่าหน่อยสิ
“ฝางอี๋อ้าย หนี้ที่เจ้าติดไว้ จะคืนเมื่อไหร่?”
ในตอนนั้นเอง เหวยไต้เจี้ยก็สบโอกาสพูดขึ้นมา
“ร้ายกาจนักนะเหวยไต้เจี้ย กล้ามาหลอกใช้ข้า ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตาย”
ฝางอี๋อ้ายตาแดงก่ำทันที แหกปากร้องลั่นเตรียมจะพุ่งเข้าใส่เหวยไต้เจี้ย
“หยุดนะ!” หลี่ไท่ตวาดลั่น “ต่อหน้าข้ายังกล้าลงมือทำร้ายคน ฝางอี๋อ้าย เจ้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยใช่หรือไม่!”
ฝางอี๋อ้ายชะงักเท้า
ไม่ใช่เพราะคำตวาดของเว่ยอ๋อง แต่เป็นเพราะองครักษ์เอาฝักดาบมาพาดคอเขาอีกครั้งต่างหาก
“เว่ยอ๋อง ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าด้วยนะขอรับ”
เมื่อเห็นดังนั้น เหวยไต้เจี้ยก็รีบร้องห่มร้องไห้ฟ้องทันที “ฝางอี๋อ้ายติดหนี้แล้วไม่ยอมคืน ตอนนี้พวกเจ้าหนี้พากันมาตามทวงกับข้าแล้วขอรับ”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?” หลี่ไท่หันไปมองฝางอี๋อ้าย
ฝางอี๋อ้ายรู้สึกผิดอยู่ในใจ จึงหลบสายตาล่อกแล่กไปมา
ปัง
หลี่ไท่ตบโต๊ะอีกครั้ง “ฝางอี๋อ้าย ข้าถามเจ้าอยู่นะ!”
“เว่ยอ๋อง เรื่องทั้งหมดนี้เป็นหลุมพรางของเหวยไต้เจี้ย...”
ฝางอี๋อ้ายรีบเล่าข้อสันนิษฐานของตนเองให้ฟังรอบหนึ่ง
“มีหลักฐานหรือไม่?” หลี่ไท่เอ่ยถามอย่างเคร่งขรึม
“เรื่องนี้...”
ฝางอี๋อ้ายชะงัก เรื่องพรรค์นี้จะมีหลักฐานมาจากไหนกัน
“พูดไม่ออกแล้วล่ะสิ?” เหวยไต้เจี้ยแค่นเสียงเย็น “เจ้าไม่มีหลักฐาน แต่ข้ามี!”
เหวยไต้เจี้ยโค้งคำนับให้หลี่ไท่ “องค์ชาย ช่วงหลายวันมานี้ อาหารการกินและเครื่องดื่มของฝางอี๋อ้าย รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด ล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน...”
“เขาอาศัยชื่อเสียงของเหลียงกั๋วกง ไปติดหนี้เซ็นเชื่อตามร้านค้าต่าง ๆ ทั่วทั้งฉางอัน ทำให้พวกหลงจู๊ร้านค้าเหล่านั้นได้แต่โกรธแค้นแต่ไม่กล้าปริปากบ่น”
“ที่เหลวไหลไปกว่านั้นก็คือ ข้าหวังดีแนะนำเพื่อนให้ปล่อยเงินกู้ให้เขา แต่เขากลับไม่ยอมคืนเงิน หนำซ้ำยังมาแว้งกัดข้าอีก!”
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเหวยไต้เจี้ย สีหน้าของฝางอี๋อ้ายก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
แม้จะรู้เต็มอกว่าตนเองตกหลุมพรางของอีกฝ่าย แต่การที่เขาไปเซ็นเชื่อไว้ก็เป็นความจริง เรื่องพวกนี้เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลย
“ฝางอี๋อ้าย มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?”
หลี่ไท่หันไปมองฝางอี๋อ้าย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“ก็แค่ติดหนี้ไม่ใช่หรือไง ข้าคืนให้ก็สิ้นเรื่อง” ฝางอี๋อ้ายยืดคอแข็ง
ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น ขอตบตาให้ผ่าน ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน
“ตกลง” หลี่ไท่พยักหน้า “ไปแจ้งจวนเหลียงกั๋วกง ให้พวกเขาเอาเงินมาไถ่ตัว”
“ช้าก่อน”
ฝางอี๋อ้ายรีบห้าม “เงินที่ข้าเป็นหนี้ ข้าจะเป็นคนหามาใช้คืนเอง ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งที่จวนหรอกกระมังขอรับ?”
ฝางอี๋อ้ายเริ่มลนลาน
พวกคุณชายรุ่นที่สองที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินอย่างพวกเขา มีเพียงสิ่งเดียวที่กลัว นั่นก็คือพ่อของตัวเอง
แทบจะไม่มีข้อยกเว้นเลยสำหรับคนในต้าถัง
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามี ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อของพวกเขามอบให้ทั้งสิ้น
“งั้นเจ้าก็คืนเงินมาสิ”
เหวยไต้เจี้ยล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วตบลงบนโต๊ะ “หนึ่งพันสามร้อยก้วน กำหนดเวลาหนึ่งเดือน ตอนนี้ผ่านมาสามสิบเก้าวันแล้ว ดอกเบี้ยก็คิดเสียว่าสามสิบเก้าก้วนก็แล้วกัน”
“ไอ้ลูกเต่า ยังจะบอกอีกหรือว่าไม่ใช่หลุมพรางของเจ้า!” ฝางอี๋อ้ายตาแดงก่ำ คำรามลั่น
“ข้าไปวางหลุมพรางตอนไหน?”
“ถ้าไม่ใช่หลุมพรางของเจ้า แล้วทำไมหนังสือสัญญาเงินกู้ถึงมาอยู่ในมือเจ้าได้?”
“ฝางอี๋อ้ายหนอฝางอี๋อ้าย ข้าเป็นคนค้ำประกันให้เจ้า ในเมื่อเจ้าไม่ยอมคืนเงิน พวกเขาก็ต้องมาตามทวงกับข้า ตอนนี้ข้าชดใช้แทนเจ้าไปแล้ว หนังสือสัญญานี้ก็ต้องมาตกอยู่ในมือข้าไม่ใช่หรือ?”
ฝางอี๋อ้ายถึงกับอึ้ง คำพูดนี้หาข้อบกพร่องมาโต้แย้งไม่ได้เลยจริง ๆ
ทว่าสีหน้าอันเย่อหยิ่งของเหวยไต้เจี้ย กลับเหมือนกำลังจะสื่อว่า... ก็ข้าเป็นคนวางหลุมพรางหลอกเจ้าแล้วจะทำไม เจ้าจะทำอะไรข้าได้ล่ะ?
“คืนก็คืนสิ”
ชุยเสินจีแสดงความมีน้ำใจนักเลงออกมา “อี๋อ้าย เจ้ามีเงินอยู่เท่าไหร่ ส่วนที่เหลือต่อให้ต้องทุบหม้อขายเหล็ก ข้าก็จะหามาโปะให้เจ้าเอง”
“ขาดอีกไม่เยอะ แค่หนึ่งพันสามร้อยสามสิบแปดก้วนเท่านั้นเอง”
“ขาดไปแค่ก้วนเดียวเจ้าก็บอกมาตรง ๆ เถอะน่า พวกเราเป็นสหายรักกัน ข้าไม่ทวงเงินจากเจ้าหรอก”
“ขาดหนึ่งพันสามร้อยสามสิบแปดก้วนต่างหาก”
“หมายความว่าไง?”
“ข้ามีเงินอยู่แค่ก้วนเดียว”
ชุยเสินจีหันไปประสานมือคารวะหลี่ไท่ด้วยสีหน้าเปี่ยมคุณธรรม “องค์ชาย ข้าเห็นว่าฝางอี๋อ้ายประพฤติตนไม่เหมาะสม ท่านให้คนไปแจ้งจวนเหลียงกั๋วกง แล้วจัดการไปตามกฎระเบียบเถิดขอรับ!”
“...”
ฝางอี๋อ้ายถึงกับตาค้าง
ไหนตกลงกันว่าเป็นสหายรักไง?
ไหนบอกว่าต่อให้ต้องทุบหม้อขายเหล็กก็จะช่วยข้าใช้หนี้ไง?
นี่เจ้าขายข้าทิ้งดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือ?
“ฝางอี๋อ้าย มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าอยากจะรู้ว่าจะมีใครหน้าไหนมาช่วยเจ้าได้อีก” เหวยไต้เจี้ยมองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าพร้อมกับแค่นเสียงเยาะ
ฝางอี๋อ้ายโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
“พูดมาตรง ๆ เลยดีกว่าว่าเจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร” ฝางอี๋อ้ายเอ่ยถาม
“ข้าจะไปให้เจ้าทำอะไรได้เล่า? ข้าก็แค่อยากจะให้เจ้าคืนเงินมาเท่านั้นเอง” เหวยไต้เจี้ยกอดอก ตีหน้าหยิ่งผยอง
คนอยู่เยอะแยะขนาดนี้ ต่อให้ข้าอยากจะให้เจ้าทำอะไร ข้าก็ไม่พูดออกมาตรง ๆ หรอก
“เจ้า...” ฝางอี๋อ้ายชี้หน้าเหวยไต้เจี้ย นิ้วมือสั่นเทาเล็กน้อย
“พอได้แล้ว”
ในตอนนั้นเอง หลี่ไท่ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง “ไต้เจี้ย ตอนนี้อี๋อ้ายกำลังขัดสน ผ่อนผันให้เขาสักสองสามวันได้ก็ผ่อนผันไปเถอะ”
“ในเมื่อเว่ยอ๋องตรัสเช่นนี้ ข้าน้อยย่อมต้องปฏิบัติตาม”
เหวยไต้เจี้ยโค้งตัวคำนับ ก่อนจะหันไปมองฝางอี๋อ้าย “ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกสามวัน หากภายในสามวันยังหาเงินมาคืนไม่ได้ ข้าจะไปทวงถึงจวนเหลียงกั๋วกงด้วยตัวเอง”
“ตกลง” ฝางอี๋อ้ายกัดฟันรับคำ
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป เหวยไต้เจี้ยก็เข้ามาขวางหน้าไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อน ข้าอนุญาตให้เจ้าไปแล้วหรือ?”
ฝางอี๋อ้ายหันกลับมาด้วยความสงสัย “ยังมีเรื่องอะไรอีก?”
“เห็นแก่หน้าของเว่ยอ๋อง ข้าสามารถผ่อนผันเวลาให้เจ้าได้สองสามวัน แต่หนี้สินที่เจ้าไปติดค้างพวกหลงจู๊ร้านค้าในฉางอันล่ะ...”
เหวยไต้เจี้ยหรี่ตาลง ความหมายที่ต้องการสื่อนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
วันนี้ฝางอี๋อ้ายจะไปก็ได้ แต่ต้องชดใช้หนี้สินให้บรรดาราษฎรเสียก่อน
“แล้วหนี้พวกนั้นมันไปเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยเล่า?” ฝางอี๋อ้ายตั้งคำถาม
“กับข้าน่ะไม่เกี่ยวหรอก แต่ถ้าหากพวกเขายกโขยงกันไปที่จวนเหลียงกั๋วกง เจ้าคิดว่าชื่อเสียงที่ใต้เท้าฝางอุตส่าห์สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต จะต้องมาพังพินาศเพราะไอ้โง่อย่างเจ้าหรือไม่?”
คราวนี้สีหน้าของฝางอี๋อ้ายแปรเปลี่ยนไปจริง ๆ
เป็นหนี้
อย่างมากฝางเสวียนหลิงก็คงตีเขาจนพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
แต่ถ้าทำให้ชื่อเสียงของฝางเสวียนหลิงต้องมัวหมอง นี่คือสิ่งที่คนเป็นลูกอย่างเขาไม่อาจทนรับได้เด็ดขาด
ก็เหมือนกับที่ยอมให้คนอื่นมาตีตัวเองได้ แต่ถ้าใครกล้ามาแตะต้องท่านพ่อแม้แต่ปลายเส้นขน ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะฆ่าเจ้าให้ตาย
“เจ้ารนหาที่ตาย!”
ฝางอี๋อ้ายกำหมัดแน่น ดวงตาค่อย ๆ แดงก่ำ
“ไต้เจี้ย หุบปากเดี๋ยวนี้” หลี่ไท่ก้าวออกมาตวาดเสียงแข็ง ก่อนจะหันไปมองฝางอี๋อ้าย “อี๋อ้าย อย่าไปฟังที่ไต้เจี้ยพูดจาเหลวไหลเลย”
“ข้าพูดจาเหลวไหลตรงไหน? ฝางอี๋อ้ายก็เป็นแค่ตัวล้างผลาญ ทำให้พ่อตัวเองต้องเดือดร้อนไปด้วย”
“หุบปากเสียเดี๋ยวนี้ เงินแค่ไม่กี่พันก้วน จะเอาไปเทียบกับชื่อเสียงเกียรติยศตลอดทั้งชีวิตของอัครเสนาบดีฝางได้อย่างไร”
“เงินหลายพันก้วนไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ ฝางอี๋อ้ายจะหามาได้หรือ?”
หลี่ไท่และเหวยไต้เจี้ยรับส่งบทกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ถ้อยคำล้วนเฉียบขาดและทิ่มแทงใจ
ฝางอี๋อ้ายกำหมัดแน่น คลายออก แล้วกำแน่นอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไรดี
“อี๋อ้ายอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ในเมื่อมันเกี่ยวพันกับชื่อเสียงเกียรติยศของอัครเสนาบดีฝาง ข้าย่อมต้องช่วยเหลืออย่างแน่นอน” หลี่ไท่เอ่ยแทรกขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะสม
“ไม่ได้นะขอรับองค์ชาย ตัวล้างผลาญอย่างฝางอี๋อ้าย จะมีค่าคู่ควรให้ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้อย่างไร” เหวยไต้เจี้ยแย้งกลับ
ขวับ
ฝางอี๋อ้ายเงยหน้าขึ้น
จริงด้วย คนอื่นอาจจะช่วยข้าไม่ได้ แต่เว่ยอ๋องต้องช่วยข้าได้อย่างแน่นอน!
ในฐานะท่านอ๋องที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดในต้าถัง หลี่ไท่ย่อมไม่ขาดแคลนเรื่องเงินทอง
“เว่ยอ๋อง ท่าน...”
ริมฝีปากขยับมุบมิบ เพิ่งจะอ้าปากพูด ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ก้น ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะพุ่งถลาไปข้างหน้า
เสียงดังตุบ ล้มคางเหลืองไปกองกับพื้นในท่าทางคล้ายกับคางคก
“ลูกน้องของข้า พวกเจ้ายังกล้ามาคิดการร้ายด้วย ใครให้ความกล้าแก่พวกเจ้ากัน!”