- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 19 ฝางอี๋อ้ายโดนอัด ขงซือเย่
บทที่ 19 ฝางอี๋อ้ายโดนอัด ขงซือเย่
บทที่ 19 ฝางอี๋อ้ายโดนอัด ขงซือเย่
บทที่ 19 ฝางอี๋อ้ายโดนอัด ขงซือเย่
“มีเรื่องอันใด?” เว่ยซูอวี้ขมวดคิ้ว
“ข้าขอถามเจ้า เมื่อวานเจ้าไปตีจ่างซุนชงกับเฉิงหวยเลี่ยงที่หอว่านฮวาใช่หรือไม่?” ฝางอี๋อ้ายเอ่ยถามด้วยท่าทีหยิ่งยโส
“กงการอันใดของเจ้า!”
เว่ยซูอวี้ผลักฝางอี๋อ้ายออกหมายจะเดินเข้ากั๋วจื่อเจี้ยน
ทว่าฝางอี๋อ้ายกลับขวางหน้าเขาไว้อีกครา...
“เว่ยซูอวี้ ข้าขอท้าประลองกับเจ้า!”
“ไม่รับคำท้า”
เว่ยซูอวี้ผลักฝางอี๋อ้ายออกไปอีกครา
“ไอ้ขี้ขลาด ไอ้ลูกเต่า ข้าฝางอี๋อ้ายขอเหยียดหยามเจ้า!”
ฝางอี๋อ้ายด่าทอไม่หยุด ทว่าเว่ยซูอวี้กลับทำหูทวนลม เดินตรงเข้าประตูไปอย่างไม่แยแส
“หุบปาก!”
ทว่าเว่ยซูอวี้ทนได้ ชุยเสินจีลูกน้องผู้ภักดีกลับทนไม่ได้!
ในกั๋วจื่อเจี้ยน ชุยเสินจีก็เป็นถึงขาใหญ่คนหนึ่งเช่นกัน!
เขายกมือขึ้น...
เพียะ!
อ้าว? พลาดเป้า ฝางอี๋อ้ายหลบได้
ข้าจะตบอีก!
อ้าว? หลบได้อีกแล้ว
แม้ฝางอี๋อ้ายจะเป็นบุตรชายของขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างฝางเสวียนหลิง ทว่าวรยุทธ์ของเขากลับไม่ด้อยเลยทีเดียว
“สวะ”
ฝางอี๋อ้ายเตะชุยเสินจีล้มกลิ้งไปกับพื้นเพียงตวัดเท้าคราเดียว
“มารดามันเถอะ ข้าจะสู้ตายกับเจ้า” ชุยเสินจีลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ก้น แผดเสียงร้องโหยหวนพุ่งเข้าใส่ฝางอี๋อ้ายอีกครา
ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม
ฝางอี๋อ้ายจัดการทุ่มเขาลงกับพื้นได้อย่างง่ายดายเพียงสามกระบวนท่า
“โฮ... ลูกพี่ช่วยด้วยขอรับ” ชุยเสินจีรีบส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
เว่ยซูอวี้ถึงกับกุมขมับ
เจ้าสู้ไม่ได้แล้วจะไปอวดเก่งทำไม?
โดนอัดมันสนุกนักหรือ?
เหตุการณ์ที่หน้าประตูดึงดูดความสนใจจากบัณฑิตจำนวนไม่น้อย พวกเขาพากันชี้ชวนกันดู ทว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามายุ่ง
กั๋วจื่อเจี้ยนคือสถานศึกษาชั้นยอดของต้าถัง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบัณฑิตเตรียมสอบเข้ารับราชการ...
พวกเขาจะกล้าไปตอแยบุตรหลานขุนนางระดับสูงอย่างชุยเสินจีได้อย่างไร
“ปล่อยเขา” เว่ยซูอวี้ตวาดลั่น
“เช่นนี้หมายความว่าเจ้ารับคำท้าของข้าแล้วใช่หรือไม่?” ฝางอี๋อ้ายเหยียบชุยเสินจีไว้ใต้ฝ่าเท้า ท่าทางหยิ่งยโสโอหังไม่มีผู้ใดเทียม
“เหตุใดเจ้าจึงอยากประลองกับข้าเล่า?” เว่ยซูอวี้เอ่ยถามด้วยความฉงน
เพราะเหตุใดน่ะหรือ?
ก็เพราะเรื่องเมื่อคืนอย่างไรเล่า...
จ่างซุนชงและเฉิงหวยเลี่ยงต้องเอาชนะเว่ยซูอวี้ให้ได้ถึงจะได้แต่งงานกับองค์หญิง
เรื่องนี้คนนอกอาจจะไม่รู้ ทว่าฝางเสวียนหลิงที่เป็นถึงเสนาบดีคู่พระทัยของหลี่ซื่อหมิน มีหรือที่จะไม่รู้?
ฝางเสวียนหลิงเพียงแค่เปรย ๆ ขึ้นมา ฝางอี๋อ้ายก็จำฝังใจเสียแล้ว
เขาก็อยากเป็นราชบุตรเขยเช่นกัน!
หากเอาชนะเว่ยซูอวี้ได้ ก็หมายความว่าฝางอี๋อ้ายผู้นี้ก็มีสิทธิ์เป็นราชบุตรเขยได้ใช่หรือไม่?
“ชนะเจ้า ก็จะได้เป็นราชบุตรเขย!” ฝางอี๋อ้ายชูหมัดขึ้น
“ท้าประลองกับข้า เจ้าคงต้องเตรียมใจรับสภาพหน้าบวมปูดเป็นหมูไว้ด้วยนะ” เว่ยซูอวี้แย้มยิ้มตอบกลับ
“เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเจ้ามีปัญญาหรือไม่”
ฝางอี๋อ้ายแผดเสียงร้อง วิ่งตะบึงเข้าหาเว่ยซูอวี้
ทั้งตีลังกาหน้า ตีลังกาข้าง...
วาดลวดลายสารพัดท่า
ปิดท้ายด้วยการกระโดดเตะด้านข้าง พุ่งเป้าไปที่ศีรษะของเว่ยซูอวี้
“เจ้ากำลังเล่นละครสัตว์อยู่หรือ?”
เว่ยซูอวี้ไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขายกขาขึ้นเตะสวนกลับไปอย่างส่ง ๆ ทว่ากลับแม่นยำเข้าที่ท้องของฝางอี๋อ้ายเต็มแรง
ในสายตาของเขา ฝางอี๋อ้ายก็แค่พวกรำมวยประดับบารมี ไม่มีประสบการณ์การต่อสู้จริงแม้แต่น้อย
ปัง!
ฝางอี๋อ้ายถูกเตะกระเด็นไปไกลหลายเมตร นอนกุมท้องคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ
“ลูกพี่น่าเกรงขาม ลูกพี่ทรงพลังยิ่งนัก!”
ชุยเสินจีฟื้นคืนชีพเต็มร้อย กลับมาสวมวิญญาณลูกน้องผู้คลั่งไคล้อีกครา
“เสี่ยวจีจี ที่เหลือข้ามอบให้เจ้าจัดการ” เว่ยซูอวี้สั่งการอย่างไม่ใส่ใจ
“ได้เลยขอรับ มอบให้ข้าจัดการ ท่านวางใจได้เลย”
ชุยเสินจีรับคำ ก่อนจะกวักมือเรียกหวังซิ่ว ทั้งสองพากันรุมสกรัมฝางอี๋อ้าย
ตอนที่ฝางอี๋อ้ายยังแข็งแรงเต็มร้อยเขาอาจจะสู้ไม่ได้ ทว่าตอนนี้อีกฝ่ายเหลือพลังแค่ครึ่งเดียว เขาจะสู้ไม่ได้เชียวหรือ?
ไม่นานนัก ฝางอี๋อ้ายก็หน้าบวมปูดเป็นหมู
“โฮ... อย่าตีแล้ว พอแล้ว ๆ” ฝางอี๋อ้ายร้องโอดครวญขอความเมตตา
เขาเคยคิดว่าตนเองอาจจะพ่ายแพ้ ทว่าก็ไม่คาดคิดว่าจะพ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้
ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ อย่างน้อยก็ต้องสู้กันสักหลายร้อยกระบวนท่าก่อนถึงจะแพ้อย่างสูสี...
“ไอ้สวะ มีฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาท้าประลองกับลูกพี่ ยอมแพ้แล้วหรือยัง?” ชุยเสินจีตบหน้าอันบวมปูดของฝางอี๋อ้าย
“ยอม... ยอมแล้ว” ฝางอี๋อ้ายยอมจำนน
“ยอมแล้วก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลมา” ชุยเสินจีทวงถาม
“ไม่ต้องหรอก เงินแค่นี้ข้ามีจ่าย” ฝางอี๋อ้ายตอบกลับอย่างโง่เขลา
เพียะ!
ชุยเสินจียกมือขึ้นเขกกระโหลกไปหนึ่งที
“อันใดคือข้ามีจ่าย เจ้ายังหวังจะให้พวกเราจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อีกหรือ?”
“ละ... แล้วมันคืออันใดกันแน่?”
“ลูกพี่ข้าเตะเจ้าไปหนึ่งที ขาต้องเมื่อยล้า เจ้าก็ต้องจ่ายค่าทำขวัญสิ?”
“หา?”
“หาอันใดกันเล่า? จ่ายเงินมา!”
ภายใต้การข่มขู่ของชุยเสินจี ฝางอี๋อ้ายจำใจต้องควักเงินออกมาแต่โดยดี
“จำเอาไว้ให้ดี ต่อไปในกั๋วจื่อเจี้ยน เว่ยซูอวี้คือลูกพี่ เจอหน้าลูกพี่ต้องทำความเคารพ เข้าใจหรือไม่?” ชุยเสินจีตบแก้มฝางอี๋อ้ายเบา ๆ อีกครา
“เข้าใจแล้ว”
ฝางอี๋อ้ายลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ประสานมือคารวะเว่ยซูอวี้
ชุยเสินจีวิ่งเหยาะ ๆ ไปหาเว่ยซูอวี้เพื่อรับความดีความชอบ “ลูกพี่ จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“อืม” เว่ยซูอวี้หันหลังเดินเข้าไปในกั๋วจื่อเจี้ยน
เว่ยซูอวี้เดินทอดน่องไปรอบ ๆ กั๋วจื่อเจี้ยน เสียงท่องตำราดังก้องไปทั่ว ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยถ้อยคำโบราณที่ฟังยาก เว่ยซูอวี้ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องนัก
เมื่อเริ่มเบื่อหน่าย เขาก็เดินกลับไปยังห้องเรียนของตนเอง
เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไป สหายรุ่นราวคราวเดียวกันก็พากันกรูเข้ามาล้อมรอบ ต่างพากันส่งเสียงเรียกเขาว่าลูกพี่...
หางตาของเว่ยซูอวี้กระตุกยิก ๆ
เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหัวหน้ากองโจรอย่างไรอย่างนั้น?
“ไสหัวไปให้พ้น” ชุยเสินจีแผดเสียงตวาด “ลูกพี่ใช่คนที่พวกเจ้าจะมามุงดูเล่นได้ตามอำเภอใจหรือ?”
หลังจากขับไล่ผู้คนไปแล้ว ชุยเสินจีก็รีบค้อมตัวเชิญชวนทันที “เชิญขอรับ ลูกพี่”
เป็นดังคาด ข้าคงพากลุ่มคนหลงผิดไปจริง ๆ เสียแล้ว
พฤติกรรมของชุยเสินจี ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนกุนซือจอมเจ้าเล่ห์ ทำงานทำการไม่เอาไหน ทว่าเรื่องประจบสอพลอนี่เป็นที่หนึ่ง
เมื่อกลับมานั่งที่โต๊ะ เว่ยซูอวี้ก็จมอยู่ในภวังค์ความคิด
เขาคิดว่าจำต้องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เช่นนี้เสียแล้ว
ในฐานะราชาทหาร ตัวเขาเองก็เป็นทหารนอกคอกที่ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์อยู่แล้ว
ส่วนชุยเสินจีก็เอาแต่เลื่อมใสในตัวเขาจนเกินพอดี คอยแต่จะเลียนแบบเขาทุกอย่าง
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่กลายเป็นอันธพาลกันไปหมดหรอกหรือ?
“ข่าวใหญ่ ข่าวใหญ่ วันนี้ท่านอาจารย์ขงจะมาที่นี่”
“ขงซือเย่หรือ?”
“ท่านจะมาสอนพวกเราหรือ?”
“แน่นอนสิ ท่านอาจารย์ขงลงสอนด้วยตัวเอง ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เลยนะ”
ขณะนั้นเอง เหล่าบัณฑิตก็เริ่มตื่นเต้นฮือฮา แต่ละคนต่างมีสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา
ท่านอาจารย์ขง ขงซือเย่หรือ?
เว่ยซูอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในหัวก็ปรากฏภาพของชายชราร่างเล็กขึ้นมา
ขงอิ่งต๋า
ในรัชศกเจินกวนปีที่เจ็ด เขายังดำรงตำแหน่งซื่อเย่ แห่งกั๋วจื่อเจี้ยนอยู่ จนกระทั่งถึงรัชศกเจินกวนปีที่สิบสองถึงจะได้เลื่อนขั้นเป็นจี้จิ่ว
แน่นอนว่าเพียงแค่ตำแหน่งซื่อเย่ คงไม่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นได้ถึงเพียงนี้
ผู้ที่ได้มาเรียนร่วมกับเว่ยซูอวี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่มีผู้อาวุโสในครอบครัวเป็นขุนนางใหญ่?
สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นอย่างแท้จริงคือ แซ่ของขงอิ่งต๋า เขาคือทายาทรุ่นที่สามสิบสองของขงจื่อต่างหาก
“ขงจื่อกล่าวว่า: เรียนแล้วหมั่นทบทวนอยู่เสมอ ไม่น่ายินดีหรอกหรือ?”
ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวและริมฝีปากที่สั่นเทา
เพื่อนร่วมชั้นทุกคนเริ่มท่องคัมภีร์หลุนอวี่กันอย่างพร้อมเพรียง
เว่ยซูอวี้หาววอด ชาติก่อนก็เพราะเรียนไม่เก่งนี่แหละถึงต้องไปเป็นทหาร พอได้ยินเสียงท่องตำราทีไร ความง่วงงุนอันคุ้นเคยก็มาเยือนทุกที
ไม่นานนัก เว่ยซูอวี้ก็ฟุบหลับคาโต๊ะไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
ขณะที่กำลังหลับสบาย เสียงเคาะก็ดังขึ้นข้างหู
เมื่อลืมตาขึ้น เว่ยซูอวี้ก็เห็นบัณฑิตวัยกลางคนหน้าตาขึงขัง กำลังถือไม้เรียวจ้องมองมาที่ตนเอง
“สถานศึกษาใช่ที่สำหรับนอนหลับหรือ? ยื่นมือออกมา”