- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 10 ออกจากบ่อนพนันไปเดินเที่ยวหอนางโลม
บทที่ 10 ออกจากบ่อนพนันไปเดินเที่ยวหอนางโลม
บทที่ 10 ออกจากบ่อนพนันไปเดินเที่ยวหอนางโลม
บทที่ 10 ออกจากบ่อนพนันไปเดินเที่ยวหอนางโลม
“พี่ใหญ่ ช่างเท่เหลือเกินขอรับ”
“เมื่อครู่ท่านคงไม่เห็น สายตาที่ไอ้พวกสวะเหล่านั้นมองท่าน แทบจะคุกเข่าลงกราบกรานท่านเสียตรงนั้นเลยเชียว...”
เมื่อก้าวพ้นประตูบ่อนพนัน ชุยเสินจีก็ยิ่งประจบสอพลอหนักขึ้นไปอีก
หากบอกว่าก่อนหน้านี้ที่เรียกเว่ยซูอวี้ว่าพี่ใหญ่เป็นเพราะถูกบังคับ ยามนี้เขากลับเรียกด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง
“ก็แก่วิชาเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น” เว่ยซูอวี้แย้มยิ้ม
“เช่นนั้นพี่ใหญ่... ท่านช่วยถ่ายทอดวิชาพนันนี้ให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ?” ชุยเสินจีถูมือไปมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความประจบประแจง
เว่ยซูอวี้หยุดฝีเท้าลง พลางพิจารณาชุยเสินจีอย่างจริงจัง
ชุยเสินจีรีบยืดอกขึ้น ตบหน้าอกตัวเองดังปัง ๆ “พี่ใหญ่วางใจได้เลย ข้าเรียนวิชาพนันไม่ใช่เพื่อหาเงิน แต่เพื่อผดุงคุณธรรมปราบปรามคนพาล ช่วยเหลือเหล่าผีพนันให้รอดพ้นจากขุมนรก”
“อืม” เว่ยซูอวี้พยักหน้า
“เช่นนั้นพี่ใหญ่...”
ชุยเสินจีค้อมเอวถูมือไปมา เผยท่าทีประจบสอพลออีกครา
“สติปัญญาของเจ้าย่ำแย่เกินไป เรียนไม่รู้เรื่องหรอก” เว่ยซูอวี้กล่าวอย่างเรียบง่าย
“...” ชุยเสินจีถึงกับอึ้งงัน “อย่าสิขอรับ สติปัญญาของข้าไม่เลวเลยนะขอรับ หากไม่เชื่อ พี่ใหญ่ลองทดสอบข้าดูก็ได้”
“เจ้าได้ยินหรือไม่ว่าคนในห้องนั้นกำลังทำอันใดกันอยู่?” เว่ยซูอวี้สุ่มชี้ไปที่ห้อง ๆ หนึ่ง
“หา?”
ชุยเสินจีรีบเงี่ยหูฟัง ทว่าฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเพียงเสียงจอแจของผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน
“เช่นนี้จะไปได้ยินได้อย่างไรเล่าขอรับ?” ชุยเสินจีทำหน้ามุ่ย
เพียะ!
รสชาติอันคุ้นเคยกลับมาอีกแล้ว
ชุยเสินจีโดนเขกกระโหลกไปหนึ่งทีเต็ม ๆ
“เสียงดังปานนี้ยังไม่ได้ยิน ยังริอ่านจะเรียนวิชาฟังเสียงลูกเต๋าอีกหรือ?”
“...” ชุยเสินจีรู้สึกน้อยใจเป็นอย่างยิ่ง “แล้วท่านว่าคนข้างในกำลังทำอันใดกันอยู่เล่าขอรับ?”
“หูตึง ข้าพอเข้าใจได้ แต่สติปัญญาเบาปัญญา ข้าคงหมดหนทางเยียวยาแล้วจริง ๆ ...” เว่ยซูอวี้ถอนหายใจ พลางชี้ไปที่ป้ายชื่อร้าน “เรือนช่างศิลป์ หน้าประตูยังมีคนกำลังเร่ขายโต๊ะเก้าอี้อยู่ แน่นอนว่าข้างในก็ต้องกำลังตอกไม้ทำเครื่องเรือนอยู่น่ะสิ”
ชุยเสินจีตบหน้าผากฉาดใหญ่ ถึงบางอ้อในทันที
เมื่อเห็นว่าเว่ยซูอวี้เดินจากไปแล้ว เขาก็รีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปติด ๆ
“พี่ใหญ่ รอข้าด้วยสิขอรับ ข้าแค่ไม่ได้ยินเพราะผ้าพันแผลมันหนาไปหน่อยต่างหากเล่า...”
สิ้นเสียงของชุยเสินจี เว่ยซูอวี้ก็หยุดเดินจริง ๆ
ปัง!
เบรกไม่ทัน ชุยเสินจีพุ่งชนแผ่นหลังของเว่ยซูอวี้เข้าเต็มเปา
เว่ยซูอวี้หันกลับมา เมื่อเห็นชุยเสินจีในสภาพมัมมี่ เขาก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเอือมระอา
สติปัญญาเช่นนี้ หมดหนทางเยียวยาแล้วจริง ๆ
“พี่ใหญ่ ความจริงแล้วข้าว่าสติปัญญาของข้าก็ไม่เลวนะขอรับ” ชุยเสินจีปัดฝุ่นที่ก้นแล้วลุกขึ้นยืน เอ่ยอย่างเก้อเขิน
“ผู้ที่อยู่เบื้องหลังหอหวงอวิ๋นคือผู้ใด? ฟังจากน้ำเสียงของเฝิงโฉวแล้ว ดูเหมือนว่าแม้แต่เจ้าเขาก็ยังไม่หวั่นเกรงเลยนี่?” เว่ยซูอวี้เปลี่ยนเรื่องคุย
“เอ่อ...” ชุยเสินจีลังเล
เพียะ!
สูตรสำเร็จอันคุ้นเคยมาอีกแล้ว
“หากยังชักช้าลีลาอีก คราวหน้าข้าจะไม่ตีแค่หัวแล้วนะ”
ชุยเสินจีรีบเอามือกุมก้นทันที
มันเป็นสัญชาตญาณล้วน ๆ
เพราะบิดามารดาของเขามักจะลงไม้ลงมือที่ตรงนั้นเป็นประจำ
“เป็นคนขององค์รัชทายาทขอรับ” คราวนี้ชุยเสินจีตอบอย่างฉะฉาน
อย่างไรเสียเมื่อวานเขาก็หักหลังไปแล้วครั้งหนึ่ง จะหักหลังอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอก
หากอีกฝ่ายไม่มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ปานนั้น บ่อนพนันที่ใดจะกล้าสูบเงินจากเขาไปได้แม้อีแปะเดียว?
“หลี่เฉิงเฉียนอีกแล้วหรือ?”
เว่ยซูอวี้ขมวดคิ้ว นี่มันบุพเพอาละวาดหรืออย่างไร?
“พี่ใหญ่ ข้าจะแอบบอกท่านให้นะขอรับ”
ชุยเสินจีกวาดสายตามองผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างมีพิรุธ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “เว่ยอ๋องทรงเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทยิ่งนัก องค์รัชทายาททรงรู้สึกว่าพระองค์ถูกคุกคาม ยามนี้จึงกำลังกอบโกยทรัพย์สินเพื่อดึงดูดขุนนางในราชสำนักมาเป็นพวกขอรับ”
เว่ยอ๋อง? หลี่ไท่?
ยามนี้ยังคงยึดถือธรรมเนียมตั้งบุตรคนโตไม่ตั้งบุตรคนเล็กอยู่
ขอเพียงแค่หลี่เฉิงเฉียนทำตัวดี ๆ ผู้ใดจะมาแย่งชิงบัลลังก์ของเขาไปได้?
ต่อให้หลี่ซื่อหมินทรงยินยอม ขุนนางบุ๋นบู๊ก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
“ช่างโง่เขลาเสียจริง” เว่ยซูอวี้พึมพำ
“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”
“พูดไปเจ้าก็ฟังไม่เข้าใจหรอก”
“สติปัญญาของข้าไม่เลวเลยจริง ๆ นะขอรับ”
“ยามนี้มันไม่ใช่เรื่องของสติปัญญาแล้ว”
“แล้วเป็นเรื่องอันใดเล่าขอรับ?”
“ข้ากลัวว่าจะเลี้ยงงูเห่าเอาไว้น่ะสิ”
“นี่หมายความว่าอย่างไรอีกเล่าขอรับ?”
“ข้าถามเจ้าหรือว่าองค์รัชทายาทกอบโกยทรัพย์สินไปเพื่อการใด? เจ้าหักหลังองค์รัชทายาทได้ลื่นไหลเสียจริงนะ”
“...”
เมื่อเห็นเว่ยซูอวี้เดินจากไป ชุยเสินจีก็รีบวิ่งตามไปตะโกนลั่น “ข้ากำลังแสดงความจงรักภักดีต่อท่านอยู่นะขอรับ...”
เดินเตร็ดเตร่ไปได้สักพัก เว่ยซูอวี้ก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
นอกจากความรู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่ที่เพิ่งข้ามมิติมาอยู่ในยุคต้าถังแล้ว ก็ไม่มีอันใดน่าเดินเที่ยวชมอีกเลย
“พี่ใหญ่ ให้ข้าพาท่านไปที่สนุก ๆ ดีหรือไม่ขอรับ?”
ราวกับดูออกว่าเว่ยซูอวี้หมดสนุกแล้ว ชุยเสินจีจึงเอ่ยถามอย่างมีเลศนัยอีกครา
“เจ้ามีสถานที่ลี้ลับอันใดหรือ?” เว่ยซูอวี้ยักคิ้ว ดูเหมือนจะเดาอันใดบางอย่างออก
“หึหึ...”
ชุยเสินจีหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ พลางดึงแขนเว่ยซูอวี้ให้เดินตามไป
หลังจากเลี้ยวผ่านถนนสายหนึ่ง ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารหรูหราแห่งหนึ่ง
บนป้ายสลักอักษรตัวใหญ่สามตัวว่า: หอว่านฮวา
เมื่อมองดูบุรุษที่เดินขวักไขว่เข้าออก หางตาของเว่ยซูอวี้ก็กระตุก เขาทายไม่ผิดจริง ๆ ด้วย มันคือหอนางโลมนั่นเอง
“พี่ใหญ่ เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่ขอรับ วันนี้พวกเราหาเงินมาได้ตั้งมากมาย ต้องผ่อนคลายเสียหน่อยมิใช่หรือขอรับ?”
ว่าแล้ว ชุยเสินจีก็เผยท่าทีมีเลศนัยอีกครา “แอบบอกให้รู้เลยนะขอรับ ชุ่ยเซียงกับชิงเหลียนที่อยู่ข้างในบริการดีเยี่ยมเลยล่ะ แถมยังเรียกมาพร้อมกันสองคนได้อีกด้วย”
“...” เว่ยซูอวี้ฟังแล้วหางตากระตุกยิก ๆ เขาปรายตามองชุยเสินจี “ดูเหมือนเจ้าเพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปีใช่หรือไม่?”
“ใช่ขอรับ”
“อายุสิบเอ็ดปีก็เที่ยวหอนางโลมแล้วหรือ?”
“มีปัญหาอันใดหรือขอรับ?”
“ไม่มีปัญหาเลยหรือ?”
“แค่นี้จะนับเป็นอันใดได้? ตอนข้าอายุสามขวบ ท่านพ่อก็พาข้ามาเที่ยวหอนางโลมแล้ว”
เอาเถิด
เว่ยซูอวี้ยอมแพ้แล้วจริง ๆ
“โอ๊ยตายแล้ว นี่มันคุณชายชุยมิใช่หรือเจ้าคะ ท่านไม่ได้มาเยือนหอว่านฮวาของพวกเราตั้งสองวันแล้วนะเจ้าคะ ชุ่ยเซียงกับเสี่ยวเหลียนบ่นคิดถึงท่านทุกวันเลย...”
ขณะที่ทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ที่หน้าประตู แม่เล้าก็รีบบิดสะโพกอวบอั๋นเดินออกมารับหน้าทันที
ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งปาดเข้าที่ใบหน้าของชุยเสินจี กลิ่นหอมฉุนกึกเตะจมูกเข้าอย่างจัง
“ไสหัวไป ไสหัวไป... ถอยไปให้ห่างจากคุณชายเดี๋ยวนี้” ชุยเสินจีบีบจมูก สีหน้ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
แม่เล้าก็ไม่โกรธเคือง ยังคงเอ่ยหยอกล้อต่อไป “ช่างไม่มีอารมณ์สุนทรีย์เอาเสียเลย คิดดูสิว่าเมื่อก่อนข้าก็เคยเป็นดอกไม้งามแห่งฉางอัน มีบุรุษรูปงามมากมายยอมสยบแทบกระโปรงข้า แม้แต่บิดาของท่านก็ยังเคยเรียกใช้บริการข้าเลยนะ...”
บัดซบ
ช่างไร้ข้อห้ามปานนี้เชียวหรือ?
นี่เป็นเรื่องที่สามารถนำมาพูดเล่นได้ตามใจชอบหรือ?
เว่ยซูอวี้เบิกตากว้างทันที
“อย่ามาตีสนิทกับข้า รีบไปเรียกหญิงงามที่สุดในหอของเจ้ามา วันนี้พี่ใหญ่ของข้ามาเยือน หากบริการไม่ดี ข้าจะพังหอว่านฮวาของเจ้าเสีย!” ชุยเสินจีเชิดหน้าชูตาเอ่ยอย่างหยิ่งยโส
พี่ใหญ่หรือ?
แม่เล้าหันขวับไปมองเว่ยซูอวี้ทันที
เว่ยซูอวี้แต่งตัวซอมซ่อไปหน่อย นางจึงคิดว่าเป็นเพียงเด็กรับใช้หรือเสี่ยวเอ้อเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา
“ข้าก็ว่าแล้วเชียว เหตุใดคุณชายท่านนี้ถึงได้มีสง่าราศีปานนี้ ที่แท้ก็เป็นพี่ใหญ่ของคุณชายชุยนี่เอง...” แม่เล้ารีบประจบสอพลออีกยกใหญ่
“เลิกพูดมากได้แล้ว รีบนำทางไปเถิด” ชุยเสินจีเร่งเร้า
“ได้เลยเจ้าค่ะ”
แม่เล้าบิดสะโพกอวบอั๋นเดินนำเข้าไปในหอว่านฮวา
เว่ยซูอวี้ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินตามเข้าไปเช่นกัน
ไม่ใช่อื่นใด ก็เพราะเขาเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ย่อมมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับหอนางโลมในยุคโบราณเป็นธรรมดา
ชั้นล่างของหอว่านฮวาดูคล้ายกับโรงเตี๊ยมทั่วไป สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือตรงกลางมีเวทีขนาดใหญ่สำหรับให้แขกเหรื่อได้ชมการร่ายรำ
ยามนี้มีบุรุษแต่งกายภูมิฐานหลายคนกำลังหาความสำราญ ทั้งร่ำสุรา ทั้งขับกลอน...
ส่วนเนื้อหาของบทกลอนนั้น ช่างหยาบโลนจนไม่อาจทนฟังได้
ข้างกายพวกเขา มีหญิงสาวที่แต่งหน้าทาปากอย่างงดงามกำลังคอยปรนนิบัติรินสุราให้อย่างเอาอกเอาใจ
เหล่าบุรุษต่างพากันลวนลามพวกนางเป็นระยะ ๆ ช่างสำราญใจยิ่งนัก
เมื่ออารมณ์พุ่งพล่านถึงขีดสุด เอ่อ... ก็อุ้มพวกนางขึ้นไปบนชั้นสองเสียเลย
“ชุยเสินจี ไอ้เด็กขนยังไม่ขึ้นเต็มอย่างเจ้ายังกล้ามาเที่ยวหอนางโลมอีกหรือ?”
จังหวะนั้นเอง น้ำเสียงหยอกล้อก็ลอยมากระทบโสตประสาท...