- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 7 ผีเห็นยังกลุ้ม เฝิงโฉว
บทที่ 7 ผีเห็นยังกลุ้ม เฝิงโฉว
บทที่ 7 ผีเห็นยังกลุ้ม เฝิงโฉว
บทที่ 7 ผีเห็นยังกลุ้ม เฝิงโฉว
“ไอ้หนู เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
เมื่อเห็นว่าเว่ยซูอวี้ทุ่มแทงตองอีกครั้ง เหล่านักพนันที่แทงสูงต่ำถึงกับหางตากระตุก
หากออกตองกินเรียบ พวกเขาก็จะต้องเสียเงิน
มารดามันเถอะ นี่มันจงใจเป็นปรปักษ์กับพวกเขาชัด ๆ!
“กงการอันใดของเจ้า” เว่ยซูอวี้ด่ากลับโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว...” ชุยเสินจีรีบกระโดดออกมารปกป้องเว่ยซูอวี้ทันที “หากกลัวก็อย่าแทงสิ ทำตัวขี้ขลาดตาขาวเป็นไอ้อ่อนกันไปได้ รู้หรือไม่ว่าอันใดคือใจกล้าได้กินจนพุงกาง ใจเสาะต้องอดตาย? ก็หมายถึงพวกสวะอย่างพวกเจ้านี่แหละ”
ชุยเสินจีหันกลับมา แล้วกระซิบถามเว่ยซูอวี้เสียงเบา “พี่ใหญ่ ทำเช่นนี้จะโหดเหี้ยมเกินไปหรือไม่ขอรับ?”
“ใจเย็นไว้”
“อ้อ ขอรับ”
ชุยเสินจีจ้องเขม็งไปที่ถ้วยลูกเต๋าตาไม่กระพริบ
“ซื้อแล้วห้ามถอน เปิด!”
เมื่อทุกคนลงเดิมพันเสร็จสิ้น ‘ผู้คุมโต๊ะ’ รูปร่างกำยำก็เปิดถ้วยลูกเต๋าออก
“ห้า ห้า ห้า ตองกินเรียบ!”
ฮือฮา
เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งวง
ถูกอีกแล้ว แทงถูกอีกแล้วหรือนี่!
ถูกตาเดียวยังพอเข้าใจได้ แต่ถูกตองติดกันถึงสองตา นี่มันชวนให้ทุกคนต้องตกตะลึงแล้ว
ชั่วพริบตาเดียว สายตาทุกคู่ที่มองมายังเว่ยซูอวี้ล้วนเต็มไปด้วยความเร่าร้อน
ขอเพียงแค่แทงตามเขา ก็สามารถร่ำรวยได้แล้ว!
ส่วนตรงหน้าเว่ยซูอวี้ ก็มีพวงเหรียญทองแดงเพิ่มขึ้นมาอีกห้าพวง รวมกับอีก 400 อีแปะ
“พี่ใหญ่น่าเกรงขาม พี่ใหญ่ทรงพลังยิ่งนัก!”
ชุยเสินจีทำตัวเป็นลูกสมุน รีบกวาดเหรียญทองแดงเข้ามากอดไว้ในอก ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
“คุณชายท่านนี้ดวงดีไม่เบาเลยนะขอรับ”
ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นเดินเข้ามาหา
ถึงยามนี้หากเขาไม่ออกหน้าก็คงไม่ได้แล้ว
ในยุคโบราณคนโกงอาจจะมีน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี
แม้เว่ยซูอวี้จะชนะเพียงสองตา ทว่าดูจากวิธีการแทงของเว่ยซูอวี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขามีวิชาโกงพนันติดตัว
“มีธุระอันใด?” เว่ยซูอวี้ยักคิ้ว
“ไม่มีขอรับ”
ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นแย้มยิ้ม
“เช่นนั้นก็เล่นต่อเถิด”
“ได้ขอรับ เล่นต่อ...”
ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นรับคำ ทว่าตอนที่หันไปมอง ‘ผู้คุมโต๊ะ’ รูปร่างกำยำ เขากลับลอบขยิบตาส่งสัญญาณให้
‘ผู้คุมโต๊ะ’ เข้าใจความหมายทันที ตอนที่ครอบถ้วยลูกเต๋าลงไป เขาก็แอบสับเปลี่ยนลูกเต๋าทั้งสามลูกอย่างแนบเนียน
นี่คือลูกเต๋าสามลูกที่ถูกถ่วงด้วยปรอท เขาต้องการให้มันออกแต้มใดก็สามารถทำได้ดังใจนึก
ดังนั้นในตาถัดไป จะไม่มีทางออกตองอย่างแน่นอน
“เชิญลงเดิมพัน!”
‘ผู้คุมโต๊ะ’ กดถ้วยลูกเต๋าเอาไว้ พลางส่งสัญญาณให้ทุกคนลงเดิมพัน
“เสี่ยวจีจี ทุ่มแทงสูงให้หมด!” เว่ยซูอวี้สั่งการ
หา?
“พี่ใหญ่ ทำเช่นนี้จะไม่ดีกระมังขอรับ?” ชุยเสินจีตอบกลับอย่างขลาดกลัว
เงินนี้เพิ่งจะตกถึงมือ เขายังซุกไว้ไม่ทันอุ่นเลยนะ
“แทงสูง!”
เมื่อเห็นว่าเว่ยซูอวี้ยืนกรานเช่นนั้น ชุยเสินจีก็ทำได้เพียงวางเดิมพันลงไป
เคร้งคร้าง...
และการลงเดิมพันก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น
วิชาพนันของเว่ยซูอวี้ ทุกคนต่างประจักษ์แก่สายตาแล้ว ขนาดทุ่มแทงตองยังถูก นับประสาอันใดกับการแทงสูงต่ำเล่า
เวลาเช่นนี้หากไม่ตามน้ำไปกอบโกยเงิน แล้วจะรอให้ถึงเมื่อใด?
นอกจากผีพนันเฒ่าไม่กี่คนที่ไม่เชื่อเรื่องโชคลางแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็ทุ่มเงินแทงไปที่สูงทั้งหมด!
ส่วนใบหน้าของ ‘ผู้คุมโต๊ะ’ บัดนี้กลายเป็นสีม่วงคล้ำไปแล้ว
ลูกเต๋าถูกถ่วงด้วยปรอท เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่าแต้มของลูกเต๋าคือแต้มใด
เมื่อเห็นทุกคนทุ่มเงินแทงสูง มือของเขาก็ถึงกับสั่นเทา
“เหตุใดถึงยังไม่เปิดถ้วยอีกล่ะ!”
เมื่อเห็น ‘ผู้คุมโต๊ะ’ ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ เหล่าผีพนันก็เริ่มเอ่ยปากเร่งเร้า
‘ผู้คุมโต๊ะ’ หันไปมองผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นด้วยความหวาดผวา
ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นเองก็มีสีหน้ามืดมนเช่นกัน เขาคาดเดาผลลัพธ์ได้แล้ว ทว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่เปิดก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นก็เท่ากับทุบหม้อข้าวทำลายป้ายชื่อหอหวงอวิ๋นของตนเอง
“เปิด!”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำของเขา ‘ผู้คุมโต๊ะ’ ก็เปิดถ้วยลูกเต๋าออก
“สี่ ห้า ห้า สิบสี่แต้ม สูง!”
ตูม!
เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นในวง ทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ แต่ละคนหน้าแดงก่ำ ตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
“จ่ายเงินมา”
“ใช่ รีบจ่ายเงินมาเร็วเข้า”
ผีพนันต่างพากันจ้องมองไปที่ ‘ผู้คุมโต๊ะ’
ในตานี้ ยอดเงินเดิมพันมีมากถึงหลักร้อยก้วน การจ่ายเงินยิบย่อยจึงต้องใช้เวลามากพอสมควร
เงินที่มากกว่าสิบก้วน จะถูกแทนที่ด้วยตั๋วที่ประทับตราหอหวงอวิ๋น ซึ่งก็เหมือนกับชิปแลกเงินในยุคหลังนั่นเอง
ตรงหน้าเว่ยซูอวี้ ก็มีตั๋วใบหนึ่งเพิ่มขึ้นมาเช่นกัน
“พี่ใหญ่...” แววตาของชุยเสินจีเป็นประกายระยิบระยับ น้ำตารื้นขึ้นมา ท่าทางราวกับเด็กสาวที่กำลังหลงใหลคลั่งไคล้
หากไม่ใช่เพราะเขามีแท่งหยกติดตัวมาด้วยละก็ บางทีเขาอาจจะยอมพลีกายถวายชีวิตให้ไปแล้วก็เป็นได้
“คุณชาย ยังจะเล่นต่อหรือไม่ขอรับ?”
ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเว่ยซูอวี้ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
เขาสามารถตัดสินได้แล้วว่า เว่ยซูอวี้มีความสามารถในการฟังเสียงลูกเต๋า ทว่าเขากลับไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
สามารถกุมบังเหียนดูแลบ่อนพนันได้ วิชาพนันของเขาย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน
“ยังจะให้ข้าเล่นอยู่อีกหรือ?” เว่ยซูอวี้ตอบกลับด้วยความประหลาดใจ
ชาติก่อนตอนที่อยู่ลาสเวกัส ขอเพียงมีผู้ใดแสดงทักษะการโกงพนันออกมาอย่างชัดเจน ผู้จัดการกาสิโนก็จะยอมเสียเงินฟาดเคราะห์ มอบซองแดงอั่งเปาซองใหญ่แล้วเชิญตัวเซียนพนันผู้นั้นออกไปอย่างกระตือรือร้น
ที่ใดจะมีเหมือนผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นผู้นี้ ที่ยังกล้าเอ่ยปากท้าทาย นี่มันรังเกียจว่ามีเงินมากเกินไปหรืออย่างไร?
“บ่อนพนันเปิดทำการ ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านขอรับ”
ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นหมุนแหวนหยกที่นิ้วหัวแม่มือเล่น
“อ้อ” เว่ยซูอวี้ตอบกลับส่ง ๆ ไปประโยคหนึ่ง
ที่เขามาที่นี่ ก็เพียงเพื่อจะทวงเงินสองร้อยก้วนคืนให้ชุยเสินจีเท่านั้น
เดิมทีคิดว่าพอตนเองเปิดเผยทักษะการโกงพนัน อีกฝ่ายก็จะยอมคืนเงินให้อย่างว่าง่าย ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายกลับยิ่งได้ใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เช่นนั้นคุณชายจะว่าอย่างไรเล่าขอรับ?” ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นขมวดคิ้ว เว่ยซูอวี้เมินเฉยต่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาบันดาลโทสะยิ่งนัก
“บ่อนพนันไม่ใช่ว่าข้าอยากเล่นก็เล่นได้หรอกหรือ? เหตุใดเจ้าถึงได้น่ารำคาญปานนี้” เว่ยซูอวี้ด่าสวนกลับด้วยความรำคาญใจ
“นั่นสิ เหตุใดเจ้าถึงได้พูดมากปานนี้ ไม่รู้หรือว่าเจ้าทำให้คนเขาหมดอารมณ์กันหมดแล้ว?”
เมื่อเห็นว่าเว่ยซูอวี้ไม่สบอารมณ์ ชุยเสินจีลูกสมุนตัวน้อยก็รีบออกโรงปกป้องทันที เขาจ้องมองผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
“รีบไสหัวไปให้พ้น อย่ามาเกะกะขวางทางรวยของพวกเรา”
“เล่นต่อ เล่นต่อ บิดาใกล้จะได้ทุนคืนแล้ว”
“ตาที่แล้วข้าไม่ได้ลงเดิมพัน ตานี้ข้าต้องทบต้นทบดอกเสียหน่อย...”
เมื่อมีเว่ยซูอวี้เป็นแกนนำ ผีพนันทั้งหลายก็เริ่มใจกล้าขึ้นมา พากันโวยวายด้วยความไม่พอใจ
ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นหน้าตึงเครียด เขาโกรธจัดจนถึงขีดสุดแล้ว
ทว่าเขาก็รู้ดีว่าไม่อาจล่วงเกินความโกรธเกรี้ยวของมวลชนได้ จึงรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มประจบประแจงทันที
“ได้ขอรับ เล่นต่อ...” ผู้ดูแลหอหวงอวิ๋นพยักหน้า “ทว่าตาต่อไป ข้าจะเป็นผู้เขย่าลูกเต๋าเองขอรับ”
เขาโบกมือไล่ ‘ผู้คุมโต๊ะ’ ถอยไป แล้วก้าวเข้ามายืนประจำที่หน้าถ้วยลูกเต๋าแทน
อันใดนะ?
ผีพนันทั้งหลายต่างหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง
ความเย่อหยิ่งจองหองเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
“เกิดอันใดขึ้น?” ชุยเสินจีไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาดึงผีพนันหน้าตาหื่นกามคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ มาถาม “เขาเก่งกาจมากหรือ?”
“มิใช่แค่เก่งกาจธรรมดานะขอรับ” ผีพนันผู้นั้นตอบตะกุกตะกัก “ผีเห็นยังกลุ้ม เฝิงโฉว ขนาดผีเห็นแล้วยังต้องกลุ้มใจ!”
“พูดภาษาคน!”
เพียะ!
ชุยเสินจีเลียนแบบเว่ยซูอวี้ เขกกระโหลกชายผู้นั้นไปหนึ่งที
จะว่าไปแล้ว สัมผัสก็ไม่เลวเลยจริง ๆ
มิน่าเล่า พี่ใหญ่ถึงได้ชอบเขกหัวข้านัก
“ก็คือ ผู้ใดที่เล่นพนันกับเขา พอกลับไปแล้วล้วนต้องกลุ้มใจทั้งสิ้นขอรับ” ผีพนันตอบกลับด้วยความหวาดผวา
“เหตุใดถึงต้องกลุ้มใจเล่า?”
“เพราะแพ้จนหมดตัวอย่างไรเล่าขอรับ”
“โอ้โห? ใจกล้าไม่เบานี่”
ชุยเสินจีผลักผีพนันผู้นั้นออกไป แล้วหันไปประจบประแจงเว่ยซูอวี้ต่อ “พี่ใหญ่ เขาชื่อเฝิงโฉว ฉายาผีเห็นยังกลุ้ม ที่มาของฉายานี้ก็คือ...”
“ข้าไม่ได้หูหนวก” เว่ยซูอวี้กลอกตาบน
ทั้งสองคนห่างกันแค่ไม่ถึงครึ่งเมตร เสียงดังปานนี้ จะไม่ได้ยินได้อย่างไร
เคร้งคร้าง...
และในช่วงเวลาที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน เฝิงโฉวก็เริ่มเขย่าถ้วยลูกเต๋าแล้ว หลังจากโชว์ลีลาการเขย่าอันแพรวพราวไปพักหนึ่ง...
ปัง!
เฝิงโฉวกระแทกถ้วยลูกเต๋าลงบนโต๊ะ
เห็นเพียงเขาผายมือเชื้อเชิญ “ทุกท่าน เชิญลงเดิมพันขอรับ...”
ทว่าในขณะที่กำลังเอ่ยปากเชื้อเชิญ สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่เว่ยซูอวี้อย่างไม่วางตา