- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 250 ผมต้องการแจ้งเบาะแสครับ
บทที่ 250 ผมต้องการแจ้งเบาะแสครับ
บทที่ 250 ผมต้องการแจ้งเบาะแสครับ
บทที่ 250 ผมต้องการแจ้งเบาะแสครับ
“รับทราบค่ะเจ้านาย ฉันจะรีบไปดำเนินการให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“อืม ถ้าหากคนของบริษัทต้าหยางพร็อพเพอร์ตี้กรุ๊ปมาขอพบฉันล่ะก็ ให้บอกไปว่าฉันเดินทางไปพักผ่อนที่ฮาวาย และจะกลับมาในเดือนหน้า”
ซูถัง “...”
“รับทราบค่ะ”
ผ่านไปเพียงไม่นาน แผ่นป้ายไวนิลขนาดมหึมา ที่ใช้สำหรับโปรโมทผังโครงการ ก็ถูกนำไปติดตั้งเอาไว้ที่บริเวณทิศเหนือของโครงการก่อสร้างในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ของบริษัทต้าหยางพร็อพเพอร์ตี้กรุ๊ป
โทนสีขาวดำอันโดดเด่นสะดุดตาของมัน ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วไป และกลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว
ป้ายโฆษณานั้น ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จะมีการจัดสร้างอาคารพาณิชย์เรียงรายกันเป็นย่านการค้า โดยเปิดให้เช่าพื้นที่เท่านั้น ไม่มีการขายขาด และคิดค่าเช่าในราคาถูกแสนถูก แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องเป็นร้านค้าที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา และงานศพเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์เข้ามาเช่าพื้นที่ได้
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
บรรดาผู้ที่กำลังให้ความสนใจ หรือได้วางเงินมัดจำเพื่อซื้อบ้านในโครงการบริเวณใกล้เคียงไปแล้วนั้น ต่างก็พากันด่าทอด้วยความโกรธแค้น
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ล้มเลิกความตั้งใจ ที่จะซื้อบ้านพักอาศัยในบริเวณใกล้เคียงไปจนหมดสิ้น
กลุ่มคนที่จ่ายเงินค่ามัดจำไปแล้ว พากันบุกไปที่สำนักงานขายของโครงการ แล้วส่งเสียงเอะอะโวยวาย เพื่อขอเรียกเงินมัดจำคืน
เมื่อป๋ายหลานเฉิงได้รับทราบข่าวนี้ เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“อะไรนะ ธุรกิจรับจัดงานศพงั้นเหรอ?”
“บ้าไปแล้ว หมอนั่นมันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ”
“แล้วโครงการของตัวเองล่ะ ไม่คิดจะขายแล้วหรือยังไง”
ลูกน้องเอ่ยรายงาน “ทางฝ่ายนั้นแจ้งมาว่า ขอชะลอการก่อสร้างโครงการของตัวเองเอาไว้ก่อน และจะเร่งดำเนินการก่อสร้างย่านขายอุปกรณ์และของใช้สำหรับงานศพให้แล้วเสร็จเป็นอันดับแรกครับ”
ป๋ายหลานเฉิง “...”
“นี่มันไม่ใช่แค่อันธพาลแล้ว นี่มันโจรชัด ๆ”
“คนปกติที่ไหนเขาจะทำเรื่องพรรค์นี้กันล่ะวะ”
“รีบติดต่อหาเฉินเซียวเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ปะ ประธานป๋ายครับ เลขาของเฉินเซียวแจ้งมาว่า ตอนนี้เขาเดินทางไปพักผ่อนที่ฮาวายครับ และไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้เลย...”
ป๋ายหลานเฉิง “แม่งเอ๊ย...”
“สั่งให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ พยายามควบคุมกระแสข่าวเอาไว้ให้ดีที่สุด เดี๋ยวฉันจะไปพบท่านประธานกรรมการ”
“รับทราบครับ”
...
ภายในห้องทำงานของเหยียนจื้อหย่วน หลังจากที่ได้รับฟังรายงานจากป๋ายหลานเฉิง เขาก็ขมวดคิ้วแน่น
“เฉินเซียวเป็นคนที่มักจะทำอะไรนอกกรอบ และมักจะไม่ทำตามกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ฉันยังคงยืนยันคำเดิม ว่าการตั้งตนเป็นศัตรูกับเขา มันไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเอาเสียเลย”
ป๋ายหลานเฉิงแย้งขึ้นมา “เขามันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน จะมีปัญญาไปต่อกรกับตระกูลหวังได้ยังไงกัน มีอะไรน่ากลัวนักหนาเชียว”
เหยียนจื้อหย่วนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ เขาหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก แล้วตบลงบนโต๊ะเสียงดังฉาด ก่อนจะเลื่อนมันไปตรงหน้าป๋ายหลานเฉิง
“แกลองอ่านดูเอาเองก็แล้วกัน”
ป๋ายหลานเฉิงมองดูด้วยความสงสัย “อ้อ หมายถึงคดีลอบวางระเบิดที่มหาวิทยาลัยจินหนิงนั่นน่ะเหรอครับ เรื่องนั้นผมรู้แล้ว แล้วมันทำไมล่ะครับ”
“ทำไมงั้นเหรอ?” เหยียนจื้อหย่วนกล่าวสวนกลับไป “แกรีบร้อนอยากจะถวายหัวรับใช้ตระกูลหวังซะเหลือเกิน อย่าบอกนะว่าแกไม่รู้เรื่องของสื่อจงฝูน่ะ”
“เอ่อ คือ...”
หลังจากที่สื่อจงฝูเสียชีวิตลง ป๋ายหลานเฉิงก็เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้ง ให้ขึ้นมาเป็นสมุนรับใช้ของตระกูลหวัง ข้อมูลที่เขารับรู้มาจึงมีอยู่อย่างจำกัด และเขาก็กำลังหลงระเริงอยู่กับความภาคภูมิใจ ที่สามารถเกาะแข้งเกาะขาของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศได้สำเร็จ
เหยียนจื้อหย่วนเอ่ยขึ้นมาว่า “ตำแหน่งที่แกเข้ามารับช่วงต่อนั้น ก็คือตำแหน่งของสื่อจงฝูนั่นเอง แกอยากจะรู้ไหมล่ะว่ามันตายยังไง”
ป๋ายหลานเฉิงถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เชี่ยเอ๊ย การทำงานรับใช้ตระกูลหวัง มันอันตรายถึงขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย
ในเมื่อสถานะของเขายังไม่สูงพอ จึงทำให้เขาไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวความขัดแย้งในระดับเบื้องบนสักเท่าไหร่นัก เขารีบปรับเปลี่ยนท่าทีให้อ่อนน้อมถ่อมตนลงในทันที พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “รบกวนคุณเหยียนช่วยชี้แนะให้ผมกระจ่างทีเถอะครับ”
เหยียนจื้อหย่วนหยิบหนังสือพิมพ์ปึกใหญ่ขึ้นมา ในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ ล้วนมีรอยขีดเขียนทำเครื่องหมายเอาไว้ตรงหน้าข่าว ทั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจน และไม่ชัดเจน
“ความขัดแย้งระหว่างสื่อจงฝูกับเฉินเซียวนั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการห้ำหั่นกันในตลาดการเงิน และฝ่ายนั้นก็มักจะใช้กลโกงสารพัดรูปแบบ ในการเล่นงานเฉินเซียว แต่หลังจากนั้น หวังเจี้ยนไฉ หนึ่งในลูกน้องคนสนิทของสื่อจงฝู ก็ถูกจับกุมตัวเข้าคุกไป เฉินเซียวจึงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างงดงาม”
ป๋ายหลานเฉิง “...”
เหยียนจื้อหย่วนกล่าวอธิบายต่อไป “หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ไปปะทะกันในตลาดซื้อขายล่วงหน้าอีกครั้ง ซึ่งก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสื่อจงฝูอีกเช่นเคย และหลังจากนั้นไม่นาน สิ่งเยี่ยนชิ่ง ลูกน้องคนสนิทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขา ก็ต้องเข้าไปนอนซดข้าวแดงในคุกอีกคน...”
ป๋ายหลานเฉิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“และในเวลาต่อมา ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่สะพานข้ามแม่น้ำจินหนิง ทำให้เฉินเซียวได้รับบาดเจ็บ และตามมาด้วยคดีลอบวางระเบิดที่มหาวิทยาลัยจินหนิง จนทำให้สื่อจงฝูต้องจบชีวิตลงในที่สุด”
“แม้ว่าจะไม่มีใครสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่แกลองคิดดูสิ ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มันมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่”
ป๋ายหลานเฉิงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาเปิดอ่านทีละหน้า ด้วยมือที่สั่นเทา
เขาเอาแต่คิดมาโดยตลอด ว่าเฉินเซียวก็เป็นแค่เด็กหนุ่มที่ดวงดี และมีหัวการค้าที่ค่อนข้างจะฉลาดหลักแหลมเพียงเท่านั้นเอง แต่นึกไม่ถึงเลยว่า...
“นะ นี่... เป็นฝีมือของเขาทั้งหมดเลยงั้นเหรอครับ”
เหยียนจื้อหย่วนส่ายหน้า “ฉันไม่ได้พูดนะ เรื่องที่ไม่มีหลักฐานมายืนยัน มันก็เป็นได้แค่ข่าวลือเท่านั้นแหละ ฉันเป็นคนพูด แกเป็นคนฟัง ส่วนเรื่องหลังจากนี้ แกก็ไปพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน”
“ตระกูลหวังนั้น ทรงอิทธิพลคับฟ้าก็จริง แต่แกก็อย่าลืมสิ ว่าตอนนี้มันยุคสมัยไหนกันแล้ว”
ป๋ายหลานเฉิงแอบปาดเหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดพรายขึ้นมาบนหน้าผาก อำนาจบารมีอันน่าสะพรึงกลัวของตระกูลหวังนั้น เป็นที่เลื่องลือกันมาอย่างยาวนาน แต่ในยุคสมัยนี้ พวกเขายังจะสามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้เหมือนกับเมื่อหลายสิบปีก่อนอยู่อีกงั้นเหรอ?
“ขอบคุณคุณเหยียนมากครับที่ช่วยชี้แนะ ผมรู้แล้วครับว่าจะต้องจัดการกับเรื่องนี้ยังไง”
“เฮ้อ” เหยียนจื้อหย่วนถอนหายใจยาวออกมา
เขาอุตส่าห์พูดจาตักเตือนป๋ายหลานเฉิงไปเสียยืดยาว แต่ตัวเขาเองก็ยังคงต้องเกรงอกเกรงใจอิทธิพลของตระกูลหวังอยู่ดี แม้ว่าเขาจะไม่ได้แสดงตัวเป็นศัตรูกับเฉินเซียวอย่างโจ่งแจ้ง แต่การที่เขาไม่ยอมรับสาย และแกล้งทำตัวหายหน้าหายตาไปแบบนี้ คงจะทำให้ทางฝ่ายนั้นเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาแล้วล่ะสิ
แต่ทว่า เหยียนจื้อหย่วนก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจมากนัก
แม้ว่าเฉินเซียวจะมีความสามารถที่โดดเด่น จนทำให้ใครหลาย ๆ คนต้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แต่มันก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เขาเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ และยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับอำนาจมืดเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่หรอกนะ
ส่วนเรื่องราวในอนาคตข้างหน้านั้น จะเป็นอย่างไร ใครจะไปรู้ล่ะ
บนโลกใบนี้ มีคนต้องล้มหายตายจากไปในทุก ๆ วันอยู่แล้วนี่นา...
...
เฉินเซียวที่ยังไม่ทันจะเดินทางไปถึงมหาวิทยาลัย ซูถังก็โทรศัพท์เข้ามารายงาน
“ฮัลโหล เจ้านายคะ ป๋ายหลานเฉิงยอมตกลงที่จะแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้างแล้วค่ะ และเขาขอร้องที่จะเข้าพบเจ้านาย เพื่อเจรจาหารือในรายละเอียดอีกครั้งนะคะ”
“ฮ่า ๆ ๆ กระจอกชะมัดเลย แล้วเธอตอบเขากลับไปว่ายังไงล่ะ”
ซูถังเอ่ยตอบ “ฉันก็ตอบกลับไปตามที่เจ้านายสั่งเอาไว้เลยค่ะ ว่าเจ้านายกำลังพักผ่อนอยู่ที่ฮาวาย ถ้าอยากจะเจรจากันล่ะก็ ให้บินตามไปพบเจ้านายที่ฮาวายเลยค่ะ”
เฉินเซียวชะงักไป ยัยหนูซูถังนี่ ร้ายกาจไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย ไปเรียนรู้วิธีการพวกนี้มาจากใครกันล่ะ
“ดี ดีมาก พอเขาเดินทางไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่ เธอก็บอกเขาไปเลยนะ ว่าฉันบินกลับมาที่ประเทศจีนแล้ว”
ซูถังเอามือป้องปากหัวเราะเบา ๆ “เจ้านายคะ ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันเลยค่ะ...”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ...”
ทั้งสองคนประสานเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนานผ่านทางสายโทรศัพท์
เฉินเซียวรู้สึกพึงพอใจในตัวซูถังมากยิ่งขึ้น
พัฒนาการที่ก้าวกระโดดของหญิงสาวคนนี้ มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง ๆ
และป๋ายหลานเฉิง ก็เป็นไปตามที่พวกเขาทั้งสองคนคาดการณ์เอาไว้จริง ๆ เขากำลังวุ่นอยู่กับการจัดการเรื่องพาสปอร์ต เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปพบกับเฉินเซียวที่ฮาวาย
แต่ทว่า เฉินเซียวตัวเป็น ๆ กลับเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
ที่หน้าหอพักชายอาคารห้า รถมือสองคันเก่า ๆ ของสื่อเถิง ก็ยังคงจอดอยู่ที่เดิม
เขากำลังพยายามอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้เว่ยเหวินฟัง
“เหวินเหวิน เธอไม่รู้อะไร แม้ว่าร้านของฉันจะโดนรื้อถอนไปแล้วก็จริง แต่ฉันก็ได้รับเงินชดเชยมาตั้งเยอะแยะเลยนะ เดี๋ยวฉันค่อยไปหาทำเลใหม่ เพื่อเปิดร้านต่อไป เธอก็ยังคงเป็นเถ้าแก่เนี้ยของฉันเหมือนเดิมนั่นแหละ”
เว่ยเหวินเอ่ยถาม “จริงเหรอ”
สื่อเถิงตบหน้าอกตัวเองดังปั้ก “เรื่องจริงล้านเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ”
เว่ยเหวินลังเลใจอยู่นานสองนาน ก่อนจะเอ่ยปากออกมาว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ พรุ่งนี้คุณพาฉันไปเดินช้อปปิ้งหน่อยได้ไหมคะ”
สื่อเถิง “...”
แม่งเอ๊ย น้ำมันรถก็หมดเกลี้ยงแล้ว จะให้พาไปหาสวรรค์วิมานอะไรล่ะวะ
“ได้สิ”
เว่ยเหวินดีใจจนเนื้อเต้น “ตกลงค่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะคะ”
พูดจบ เธอก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
ปล่อยให้สื่อเถิงยืนทึ้งผมตัวเองอยู่หน้ารถ BMW เพียงลำพัง
ค่างวดรถเดือนละแปดพันหยวน จะหามาจากไหนล่ะทีนี้
แล้วเงินหมื่นหยวนที่ยืมหูเยี่ยนอวี่มาล่ะ จะเอาที่ไหนไปคืน
แล้วค่าต่อประกันภัยรถยนต์อีกล่ะ
สื่อเถิงมองดูรถ BMW คู่ใจ พลางคิดหาหนทางแก้ไขปัญหา
“ถ้าไม่เติมน้ำมัน... แล้วเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่นแทน มันจะขับไปได้หรือเปล่าวะ”
เฉินเซียวเดินตรงเข้ามาหา พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “อ้าว นี่มันประธานสื่อไม่ใช่เหรอครับ อุตส่าห์ถอยรถ BMW มาทั้งที ทำไมไม่ขับไปอวดโฉมให้คนอื่นเขาดูบ้างล่ะครับ แล้วนั่น มัวแต่ยืนจ้องถังน้ำมันอยู่ทำไมกันล่ะครับ”
เมื่อสื่อเถิงหันมาเห็นเฉินเซียว สีหน้าของเขาก็บูดบึ้งขึ้นมาในทันที
“รถของฉัน ฉันอยากจะมองตรงไหนมันก็เรื่องของฉัน แกจะมายุ่งอะไรด้วย”
เฉินเซียวยิ้มบาง ๆ เขาเดินวนดูรอบ ๆ ตัวรถหนึ่งรอบ ก่อนจะเดินเข้าไปดูที่มุมขวาบนของกระจกหน้ารถ
“อ้าว ประธานสื่อครับ ประกันภัยรถยนต์ของประธาน จะหมดอายุในวันนี้แล้วนี่ครับ รีบ ๆ ขับออกไปอวดสาว ๆ หน่อยสิครับ ขืนไม่ขับวันนี้ พรุ่งนี้ก็เอาออกไปขับบนถนนไม่ได้แล้วนะครับ”
สื่อเถิง “...”
“เดี๋ยวฉันก็ซื้อประกันใหม่แล้ว แกเป็นบ้าอะไรของแกวะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ...”
เฉินเซียวหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปบนหอพัก
สื่อเถิงกำธนบัตรใบละร้อยหยวน ซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เหลือติดตัวเอาไว้แน่น เขากัดฟันกรอด แล้วเดินขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องยนต์ ขับมุ่งหน้าไปที่ปั๊มน้ำมัน...
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
เฉินเซียวยืนมองลงมาจากระเบียงทางเดินของหอพัก เมื่อเห็นสื่อเถิงและเว่ยเหวินกำลังขับรถออกไป เขาก็ยิ้มบาง ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
“ฮัลโหล กรมการขนส่งทางบกใช่ไหมครับ ผมต้องการแจ้งเบาะแสครับ มีรถยนต์คันหนึ่ง ที่ไม่มีประกันภัยภาคบังคับ กำลังขับขี่อยู่บนท้องถนนอย่างผิดกฎหมายครับ กำลังมุ่งหน้าออกจากมหาวิทยาลัยจินหนิงเข้าสู่ตัวเมืองครับ หมายเลขทะเบียนรถคือ...”