- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 240 ทำไมอวิ้นหรูถึงดูผอมลงไปล่ะ
บทที่ 240 ทำไมอวิ้นหรูถึงดูผอมลงไปล่ะ
บทที่ 240 ทำไมอวิ้นหรูถึงดูผอมลงไปล่ะ
บทที่ 240 ทำไมอวิ้นหรูถึงดูผอมลงไปล่ะ
ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องหาโอกาสจัดการกับมัน ให้มีจุดจบแบบเดียวกับสื่อจงฝูให้จงได้
ผ่านไปเป็นเวลานาน เหมิงฮุ่ยลี่ก็จัดการจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย
เธอเอ็ดเบา ๆ “คุณนี่มันร้ายกาจจริง ๆ ฉันว่าแล้วเชียว ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจจะมานั่งดูฉันวาดรูปหรอก”
“จะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะ ก็แค่เปลี่ยนสถานที่วาดรูปก็เท่านั้นเอง”
เหมิงฮุ่ยลี่ “...”
“น่าเสียดายจัง อุตส่าห์วาดมาตั้งนาน กลับโดนคุณลบรอยไปซะหมดเลย... เฮ้อ”
คำพูดของเฉินเซียว ทำเอาเหมิงฮุ่ยลี่รู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้น ๆ
ไอ้ของแบบนั้นน่ะ ถ้าไม่เช็ดออก จะเก็บเอาไว้เพาะพันธุ์หรือไงล่ะยะ
“ไปกันเถอะ เรากลับหอพักกัน”
เฉินเซียวพูดไม่ออก “นี่เพิ่งจะกี่โมงเอง เธอวาดรูปต่ออีกหน่อยสิ”
เหมิงฮุ่ยลี่กลอกตาบน “ยังมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปวาดรูปอีกล่ะยะ ฉันจะนอน”
เฉินเซียว “...”
“ก็ได้ ๆ ไปกันเถอะ กลับหอพักกัน”
พูดจบ ทั้งสองคนก็จับมือกันเดินลงบันได เพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังหอพัก
บริเวณจุดเกิดเหตุระเบิด ถูกเจ้าหน้าที่ขึงโปลิศไลน์กั้นเอาไว้เป็นพื้นที่หวงห้าม โดยเหลือทางเดินเอาไว้เพียงแค่ช่องทางเดียว เพื่อให้นักศึกษาได้เดินผ่านไปมา
เฉินเซียวและเหมิงฮุ่ยลี่เดินเคียงคู่กันผ่านบริเวณนั้น ราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามัน
นั่นทำให้พวกเขาได้เห็นถึงอานุภาพของแรงระเบิดอย่างชัดเจน
แม้กระทั่งพื้นถนนยางมะตอยบริเวณรอบ ๆ ท่อระบายน้ำ ก็ยังถูกแรงระเบิดฉีกกระจุยกระจายไปเป็นวงกว้าง
ซึ่งก็พอจะเดาออกได้ไม่ยากเลยว่า แรงระเบิดในครั้งนี้ มันมหาศาลมากเพียงใด
หากมีใครบังเอิญเดินผ่านมาแถวนี้ในตอนนั้นล่ะก็ รับรองได้เลยว่าไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน
ภายในใจของเฉินเซียวไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรเลย เพราะเขาได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เขาเดินไปส่งเหมิงฮุ่ยลี่จนถึงหน้าหอพัก ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังหอพักของตัวเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
บรรดาเทรดเดอร์ของบริษัทเถิงเซียวแคปิตอล ก็เริ่มทยอยกันลางานพักผ่อนตามเดิม
เฉินเซียวนั่งรอฟังรายงานผลการสืบสวนเหตุระเบิดอยู่ภายในห้องพักของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ
ที่วิลล่าแถบชานเมืองจินหนิง
จู้จื่อและพรรคพวกวิ่งกระหืดกระหอบกลับมา ราวกับผู้อพยพจากตะวันออกกลาง
แต่กลับถูกบอดี้การ์ดขวางทางเอาไว้
“พวกแกเป็นใครกัน” จู้จื่อพูดขึ้น “แม่งเอ๊ย ฉันจู้จื่อไงวะ”
บอดี้การ์ดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปเพ่งมองใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่า ผู้ชายที่มีใบหน้าดำเมี่ยม ผมเผ้าฟูฟ่อง มีใบไม้และเศษหญ้าแห้งติดอยู่ประปรายคนนี้ คือจู้จื่อนั่นเอง...
“ละ ลูกพี่จู้จื่อ กลับมาแล้วเหรอครับ”
“พูดเป็นเล่นไปได้ ตาบอดหรือไง เถ้าแก่สื่ออยู่ไหนล่ะ พวกเราทำงานสำเร็จแล้ว มารับเงินรางวัลน่ะ”
บอดี้การ์ดตอบ “เจ้านายรับโทรศัพท์ แล้วก็ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วครับ”
“ออกไปแล้วเหรอ แล้วเงินล่ะ”
บอดี้การ์ดจะไปรู้เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของเจ้านายได้ยังไงกัน “ไม่ทราบครับ”
สีหน้าของจู้จื่อที่ดำคล้ำอยู่แล้ว ก็ยิ่งทวีความทะมึนตึงเครียดมากยิ่งขึ้นไปอีก
“แม่งเอ๊ย หรือว่ามันคิดจะเบี้ยวเงินรางวัลวะ”
“ลูกพี่จู้จื่อ จะเอายังไงดีครับ พวกเราต้องรีบหนีแล้วนะครับ”
“เดี๋ยวก่อน ฉันจะลองโทรหาเถ้าแก่สื่อดูอีกที เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก”
พูดจบ จู้จื่อก็กดโทรออก แต่ผลปรากฏว่า ไม่สามารถติดต่อปลายสายได้เลย
“ไอ้เวรตะไล บล็อคเบอร์ฉันไปแล้วเหรอวะเนี่ย”
เขาลองเปลี่ยนไปใช้เบอร์อื่นโทรดูบ้าง แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิมทุกประการ
เขาถึงได้คลายความสงสัยลงไปได้เปลาะหนึ่ง ที่แท้ก็ไม่ใช่ว่าเจ้านายจงใจไม่รับสายของเขาคนเดียวหรอก แต่ขนาดลูกน้องของเขาก็ยังติดต่อไม่ได้เหมือนกัน
“เอาล่ะ พวกเรานั่งรออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน เถ้าแก่สื่ออาจจะติดธุระสำคัญอะไรอยู่ก็ได้”
“ครับ ลูกพี่จู้จื่อ เชิญด้านในเลยครับ”
พวกเขาเดินเข้าไปภายในห้องนั่งเล่น นั่งลงบนโซฟานุ่ม ๆ รับแอร์เย็นฉ่ำ ดูโทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่กันอย่างสบายใจ
พอหวนนึกไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มันช่างไม่ใช่ชีวิตที่คนปกติเขาใช้กันเลยจริง ๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างช้า ๆ ทีละนาที ๆ
ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วงเหงาหาวนอนกันอยู่นั้น
จู่ ๆ โทรทัศน์ก็ตัดเข้าสู่ช่วงข่าวข่าวด่วน
[วันนี้ เกิดเหตุระเบิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยจินหนิง เป็นเหตุให้มีบุคคลภายนอกเสียชีวิตจำนวน 4 ราย โดยหนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจชื่อดังของเมืองจินหนิง ส่วนผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย เป็นชายหนุ่ม ซึ่งรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน...]
จู้จื่อสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะดีดตัวลุกพรวดขึ้นมา “นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย บุคคลภายนอกงั้นเหรอ? ไม่มีนักศึกษาเสียชีวิตเลยเหรอวะ”
คนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้ามึนงงไปตาม ๆ กัน
“ทำไมถึงมีแต่บุคคลภายนอกที่ตายล่ะ”
“ไอ้คนที่พวกเรากดระเบิดใส่ มันคือเฉินเซียวไม่ใช่เหรอวะ”
แต่ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เสียงไซเรนของรถตำรวจก็ดังกึกก้องมาจากด้านนอกเสียก่อน
“เชี่ยเอ๊ย ลูกพี่จู้จื่อ จะเอายังไงดีวะเนี่ย”
จู้จื่อก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เพิ่งจะกลับมาถึงที่นี่ได้ไม่ทันไร ทำไมถึงโดนล้อมจับได้เร็วขนาดนี้วะเนี่ย
ความรวดเร็วในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้อยู่แล้วล่ะ
พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งสติ ก็ถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาควบคุมตัวเอาไว้เสียแล้ว
“เจ้าเถี่ยจู้ คุณมีส่วนพัวพันกับเหตุระเบิดที่มหาวิทยาลัยจินหนิง ตอนนี้ทางเราขอจับกุมตัวคุณอย่างเป็นทางการ”
เจ้าเถี่ยจู้ถึงกับยืนอึ้งตาค้างไปเลยทีเดียว
เงินรางวัลก้อนโต หาดทราย สายลม แสงแดด และสาวสวยในชุดบิกินี่ ล้วนอันตรธานหายวับไปกับตา ราวกับฟองสบู่ที่แตกสลาย
สี่ศพเชียวนะ โดนประหารชีวิตก็ยังน้อยไปเลยมั้งเนี่ย...
“ผะ ผมยอมรับสารภาพครับ...”
“เป็นสื่อจงฝูจากบริษัทหลักทรัพย์จงฝูต่างหากล่ะครับ ที่เป็นคนว่าจ้างพวกผมให้ทำแบบนี้...”
เจ้าหน้าที่ตำรวจชะงักไป “พูดจาเหลวไหล สื่อจงฝูจะจ้างพวกแกไปฆ่าตัวเขาเองได้ยังไงกัน”
เจ้าเถี่ยจู้ “!???”
“ห๊ะ”
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย”
“เขารับจ้างพวกผมให้ไปกดระเบิดฆ่าเฉินเซียวนี่ครับ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็เริ่มจะสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
“พาตัวไปให้หมด เอาไปสอบปากคำที่โรงพักให้ละเอียดก็แล้วกัน”
...
เจ้าเถี่ยจู้ถูกจับกดตัวเข้าไปในรถตำรวจ ภายในหัวของเขาขาวโพลนไปหมด สมองหยุดสั่งการไปชั่วขณะ
กดระเบิดฆ่าบุคคลภายนอกตายไปสี่ศพเนี่ยนะ
แล้วตำรวจก็บอกว่าสื่อจงฝูจ้างพวกเราไปกดระเบิดฆ่าตัวเอง...
ไอ้คนที่ฉันกดระเบิดใส่ ไม่ใช่เฉินเซียวนี่หว่า...
แต่กลับเป็นสื่อจงฝูกับบอดี้การ์ดของเขางั้นเหรอเนี่ย?
เจ้าเถี่ยจู้นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ
ตกลงว่าฉันฆ่าผู้ว่าจ้างตายไปได้ยังไงกันล่ะเนี่ย
นี่มันจะเกินไปหน่อยหรือเปล่าวะเนี่ย
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรู้ความจริงทั้งหมด พวกเขาก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน
ในช่วงบ่าย เฉินเซียวก็ถูกเรียกตัวไปให้ปากคำ เพื่อให้ความร่วมมือในการสืบสวนด้วยเช่นกัน
หลังจากอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างคร่าว ๆ แล้ว
เรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด ก็กระจ่างแจ้งชัดเจนขึ้นมาในทันที
ในฐานะที่เป็นเนื้อร้ายของเมืองจินหนิง และเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียรายใหญ่ สื่อจงฝูได้ตกเป็นเป้าหมายในการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจมานานแล้ว
เพียงแต่ยังรวบรวมพยานหลักฐานได้ไม่ครบถ้วน จึงยังไม่สามารถลงมือจับกุมเขาได้ก็เท่านั้นเอง
ตอนนี้ เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลรวมกัน ก็สามารถสรุปเรื่องราวทั้งหมดได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ผลกรรมตามสนอง สื่อจงฝูมีเรื่องขัดแย้งทางธุรกิจกับนักศึกษาหนุ่มผู้เป็นดาวเด่นแห่งวงการสตาร์ทอัพ แต่ด้วยวิธีการทางธุรกิจแบบปกติ สื่อจงฝูไม่สามารถเอาชนะนักศึกษาหนุ่มคนนี้ได้ เขาจึงตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้
เขาว่าจ้างนักฆ่าให้ไปลอบสังหารเฉินเซียว แต่ผลปรากฏว่า ความผิดพลาดในครั้งนี้ กลับส่งผลให้เขาต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของลูกน้องตัวเอง...
เฉินเซียวดวงแข็ง รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด
ความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นแหละ หากสื่อจงฝูไม่ได้เป็นคนสั่งการให้เจ้าเถี่ยจู้ไปลอบสังหารเฉินเซียวล่ะก็ เขาก็คงจะไม่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยวิธีอนาถเช่นนี้หรอก
ที่วิลล่าใจกลางเมืองจินหนิง
ถงอวี้ ภรรยาของหวังเจี้ยนไฉ กำลังคุยโทรศัพท์อยู่
“คุณชายหวังคะ สื่อจงฝูตายแล้วค่ะ”
“อะไรนะ มันตายได้ยังไง”
“เอ่อ เรื่องนี้... มันค่อนข้างจะซับซ้อน และแปลกประหลาดมากเลยล่ะค่ะ... นักฆ่าที่เขาจ้างวานไปจัดการกับเฉินเซียว ดันพลาดพลั้งกดระเบิดฆ่าเขาตายซะเองค่ะ...”
หวังเจวี๋ยชะงักไป คนระดับเขา ย่อมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่า บนโลกใบนี้จะมีเรื่องบังเอิญแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ
แม่งเอ๊ย ไอ้เด็กเฉินเซียวคนนี้ มันไม่ธรรมดาจริง ๆ เลยนะ...
“ถงอวี้ ตอนนี้กิจการทั้งหมดของบริษัทจงฝูกรุ๊ป ฉันจะส่งคนไปช่วยเธอรับช่วงต่อบริหารจัดการไปก่อน ช่วงนี้ก็พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับเฉินเซียวไปก่อนก็แล้วกัน เก็บเนื้อเก็บตัวให้ดี รอให้เรื่องเงียบลงกว่านี้ก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่”
“รับทราบค่ะคุณชายหวัง คุณชายหวังยังมีคำสั่งอะไรอีกไหมคะ”
หวังเจวี๋ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อว่า “อย่างอื่นไม่มีอะไรแล้วล่ะ ถ้ามีเวลาว่าง ฉันจะแวะไปที่เมืองจินหนิง แล้วฉันจะไปสอนงานให้เธอแบบตัวต่อตัวก็แล้วกันนะ”
ถงอวี้กลอกตาขึ้นบน “ได้ค่ะ ฉันจะรอต้อนรับคุณชายหวังอยู่ที่เมืองจินหนิงนะคะ”
“อืม แค่นี้นะ”
หลังจากวางสายไปแล้ว ถงอวี้ก็ยืนกอดอก ทอดสายตามองดูแสงไฟนีออนที่สาดส่องอยู่ภายนอกหน้าต่าง
บนใบหน้าอันงดงามของเธอ ปรากฏแววตาแห่งความตื่นเต้นดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เมืองจินหนิง ในที่สุดก็ถึงคราวของฉันสักทีนะ...”
...
หลังจากที่เฉินเซียวให้ปากคำกับตำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืนเสียแล้ว
เมื่อเดินออกมาจากโรงพัก เขาก็พบว่าสถานที่แห่งนี้อยู่ค่อนข้างใกล้กับโครงการปินเจียงหมายเลขหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจกลับไปนอนที่นั่นเสียเลย
เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในบ้าน บอดี้การ์ดของเหยียนปิงชิ่นเห็นว่าเป็นเฉินเซียว พวกเขาก็กลับไปยืนประจำจุดของตัวเองตามเดิม
เฉินเซียวล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียง แล้วโอบกอดหญิงสาวผู้เป็นที่รักเอาไว้ในอ้อมแขน
แต่ทว่า สัมผัสจากอ้อมกอดในครั้งนี้ มันกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
“หืม ทำไมอวิ้นหรูถึงดูผอมลงไปล่ะเนี่ย สงสัยพรุ่งนี้คงต้องพาไปขุนให้อ้วนซะหน่อยแล้ว...”