- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 235 นุ่มละมุนจริง ๆ
บทที่ 235 นุ่มละมุนจริง ๆ
บทที่ 235 นุ่มละมุนจริง ๆ
บทที่ 235 นุ่มละมุนจริง ๆ
เฉินเซียวขมวดคิ้ว คนที่มาทำความสะอาดท่อระบายน้ำ มาลวนลามนักศึกษาหญิงในมหาวิทยาลัยเนี่ยนะ
ไม่รู้ทำไม จู่ ๆ เขาก็นึกไปถึงคนกลุ่มนั้น ที่เขาบังเอิญเจอที่ใต้หอพักตอนที่กำลังจะออกไปข้างนอกเมื่อเช้านี้ขึ้นมา
ตอนที่เห็นพวกมัน ความรู้สึกของเขาก็บอกว่า มันมีอะไรทะแม่ง ๆ อยู่
แต่ว่าตรงไหนล่ะที่มันดูแปลก ๆ เฉินเซียวเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ในตอนนี้เอง
นั่นก็คือ ความรู้สึกที่ได้รับจากการมองดูรูปลักษณ์ภายนอกของคนพวกนั้น กับลักษณะงานที่พวกมันกำลังทำอยู่ มันดูไม่ค่อยจะเข้ากันสักเท่าไหร่นักน่ะสิ
ในเมื่อมันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยปกติ เฉินเซียวจึงต้องคิดอะไรให้รอบคอบมากเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น สัญชาตญาณของเขาก็มักจะเชื่อมโยงมันเข้ากับกลุ่มของสื่อจงฝูเอาไว้ก่อนเสมอ
พอลองคิดดูดี ๆ แล้ว มันก็มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว
“เธอรอฉันอยู่ที่ตึกศิลปกรรมศาสตร์นะ เดี๋ยวฉันจะรีบไป”
“อ้อ ได้ค่ะรุ่นพี่ รุ่นพี่ก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ...”
“อืม แค่นี้นะ”
เฉินเซียววางสาย รีบหยิบเสื้อมาสวม แล้วก็วิ่งลงไปชั้นล่างทันที
การแข่งขันเกมกำลังดำเนินมาถึงช่วงชี้เป็นชี้ตาย เสี่ยวจี๋จึงตะโกนไล่หลังมาว่า “เชี่ย จะไปไหนวะ อย่าเพิ่งไปสิโว้ย เดี๋ยวก็ตายกันพอดีหรอก...”
เฉินเซียวถึงกับเซถลา
แม่มเอ๊ย หุบปากหมา ๆ ของแกไปเลยนะ
ถุย
หลังจากลงมาถึงชั้นล่างแล้ว เฉินเซียวก็พาบอดี้การ์ดกว่าสิบคน มุ่งหน้าไปยังตึกศิลปกรรมศาสตร์
ตึกศิลปกรรมศาสตร์ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบรุ่นหนิงภายในมหาวิทยาลัย การจะเข้าออกได้นั้น มีเพียงสะพานเดียวเท่านั้นที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่
เมื่อไปยืนอยู่ตรงฝั่งตรงข้าม ไม่นานเฉินเซียวก็สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่ง กำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่างที่บริเวณคอสะพาน
เขารีบยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดินทันที
“ซานเมา นายเข้าไปสอดแนมดูหน่อยสิ ฉันรู้สึกว่าไอ้พวกนี้มันมีอะไรทะแม่ง ๆ อยู่ ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าให้พวกมันไหวตัวทันล่ะ”
“รับทราบครับ”
ซานเมาที่สวมชุดลำลอง ทำทีเป็นเดินข้ามสะพานไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว แล้วเดินผ่านคนกลุ่มนั้นไป
ผ่านไปไม่นาน โทรศัพท์มือถือของเฉินเซียวก็มีข้อความแจ้งเตือนเข้ามา
[มีเหตุการณ์ผิดปกติ บันทึกวิดีโอไว้เรียบร้อยแล้วครับ]
เฉินเซียวเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋า ก่อนจะเอ่ยสั่งการว่า “ไป ไปหาเรือมาสักลำ พวกเราจะลอบเข้าไปทางด้านหลัง”
“รับทราบครับ”
เฉินเซียวพาทุกคนถอยกลับมา แล้วเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งหนึ่งของตึกศิลปกรรมศาสตร์ ก่อนจะหยุดยืนรออยู่ที่ริมทะเลสาบ
ผ่านการบริหารจัดการและสร้างอิทธิพลมานานหลายเดือน
อำนาจและบารมีของเฉินเซียวภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แทบจะเรียกได้ว่าสามารถชี้กเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้เลยทีเดียว
หน่วยงานต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ถูกซูถังส่งคนไปจัดการปูทางเอาไว้ให้อย่างเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว
กะอีแค่หาเรือมาสักลำ มันจะเป็นเรื่องยากอะไรนักหนาล่ะ
ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นเรือกู้ภัยของฝ่ายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยแล่นเข้ามาหาพวกเขา
พวกเขานั่งเรือข้ามทะเลสาบ ไปขึ้นฝั่งที่ด้านหลังของตึกศิลปกรรมศาสตร์ จากนั้นก็ไปสมทบกับซานเมา
จากวิดีโอที่เขาบันทึกเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือ สามารถมองเห็นได้อย่างลาง ๆ ว่า ไอ้พวกนี้ไม่ได้มาทะลวงท่อระบายน้ำอย่างแน่นอน
ส่วนพวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่นั้น เนื่องจากกล้องสั่นไหวในระหว่างที่กำลังเคลื่อนที่ ประกอบกับความมืดมิดในยามค่ำคืน และประสิทธิภาพในการบันทึกวิดีโอของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้ที่ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก จึงทำให้ภาพที่ได้ออกมาไม่ค่อยจะชัดเจนนัก
แต่สิ่งที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนก็คือ คนกลุ่มนี้ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน
เฉินเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดโทรศัพท์ไปยังฝ่ายรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย...
ผ่านไปประมาณสิบนาที
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลุ่มหนึ่ง ก็ขับรถพลังงานไฟฟ้ามาจอดที่บริเวณคอสะพาน
“พวกคุณมาทำอะไรกันเนี่ย”
จู้จื่อชะงักไป “พวกเรา... กำลังทะลวงท่อระบายน้ำอยู่ครับ”
“แล้วใบอนุญาตก่อสร้าง กับใบอนุญาตเข้าพื้นที่ล่ะ เอามาให้ฉันดูหน่อยสิ”
จู้จื่อพูดไม่ออก เขาจะมีใบอนุญาตบ้าบออะไรนั่นได้ยังไงกันเล่า
เขาจึงรีบเดินกลับไปที่รถ แล้วหยิบซองกระดาษหนาเตอะออกมาอีกซอง ก่อนจะเอ่ยว่า
“อยู่นี่ไงครับหัวหน้า หัวหน้าลองดูสิครับ”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรับซองกระดาษมาดู ก็ถึงกับยืนอึ้งไปเลย
เชี่ยเอ๊ย ในนี้ต้องมีเงินตั้งหมื่นหยวนแน่ ๆ เลย
เขายืนลังเลอยู่เป็นนานสองนาน ก่อนจะเก็บซองเงินใส่กระเป๋าไปอย่างเงียบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “แฮ่ม มีใบอนุญาตก็ไม่ได้หรอก เอาเป็นว่า พวกคุณออกจากมหาวิทยาลัยไปก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยว่ากันใหม่นะ”
จู้จื่อ “...”
แม่งเอ๊ย จัดการปัญหาให้ไม่ได้ แล้วแกจะมารับเงินไปทำซากอะไรวะ
แต่พอเห็นว่างานใกล้จะเสร็จแล้ว เขาก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้อีก
“หัวหน้าครับ หัวหน้าช่วยยืดเวลาให้พวกเราสักสิบนาที เพื่อเก็บข้าวของเครื่องใช้หน่อยได้ไหมครับ”
หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลูบคลำซองกระดาษหนาเตอะในกระเป๋าเสื้อเบา ๆ “อืม ได้ รีบ ๆ หน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะแวะมาดูใหม่”
“ได้เลยครับ จะรีบจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุดครับ”
จู้จื่อมองตามหลังรถพลังงานไฟฟ้าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กำลังแล่นออกไปไกลลับตา แล้วก็ถ่มน้ำลายลงพื้น “ถุย” อย่างรังเกียจ “แม่งเอ๊ย ไอ้พวกปลิงดูดเลือด”
“รีบ ๆ เข้า ทำเสร็จแล้วก็รีบถอนตัวออกไปซะ”
“ใกล้เสร็จแล้วครับลูกพี่จู้จื่อ พวกเราไปเก็บเครื่องมืออย่างอื่นกันก่อนดีกว่าครับ”
จู้จื่อพยักหน้ารับ เขามองดูถังแก๊สมีเทนขนาดใหญ่ที่ถูกยึดติดเอาไว้ใต้ฝาท่อระบายน้ำ แล้วทดสอบสัญญาณของเครื่องจุดชนวนระเบิดดูสักหน่อย
ทุกอย่างปกติดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย
เพียงแค่รอให้เป้าหมายเดินเข้ามาใกล้ ๆ จากนั้นก็กดปุ่มจุดชนวนระเบิด ความร้อนสูงที่เกิดจากการระเบิดอย่างฉับพลัน ก็จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงจนพินาศย่อยยับไปในพริบตา
ถึงตอนนั้น เขาก็สามารถหอบเงินสิบล้าน หนีข้ามน้ำข้ามทะเล ไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในต่างประเทศได้แล้ว
...
เฉินเซียวและพรรคพวกแอบซุ่มดูอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งคนพวกนั้นจากไปแล้ว พวกเขาถึงได้ยอมเดินออกมา เพื่อเข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างใกล้ชิด
เฉินเซียวยืนอยู่ตรงคอสะพาน แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
ช่างเป็นทำเลที่เหมาะเจาะจริง ๆ ตรงนี้เป็นจุดบอดของกล้องวงจรปิดพอดีเลย
ยิ่งเป็นเวลาสองทุ่มกว่า ๆ แบบนี้ นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาตามถนน ก็ยิ่งบางตาลงไปอีก
เหลยถิงเปิดฝาท่อระบายน้ำขึ้น แล้วสาดแสงไฟฉายส่องลงไป เขาถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงทันที
“เจ้านายครับ เป็นระเบิดแสวงเครื่องครับ”
เฉินเซียวขมวดคิ้ว
ตอนนี้เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่า เป้าหมายของพวกมันก็คือเขาอย่างแน่นอน
“สามารถดัดแปลงมันได้ไหม”
เหลยถิงพยักหน้า “เรื่องหมู ๆ ครับ”
เฉินเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบสั่งการที่ข้างหูของเหลยถิงว่า “เอาอย่างนี้ นายเอาไอ้เจ้านี่...”
หลังจากสั่งการเสร็จสรรพ และยืนยันจนแน่ใจแล้วว่า เขาจดจำรายละเอียดได้ทั้งหมด เฉินเซียวจึงได้พาทุกคนมุ่งหน้าไปยังตึกศิลปกรรมศาสตร์
เมื่อเติ้งเอินซีเห็นเฉินเซียวเดินเข้ามาหา เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะฉีกยิ้มหวาน แล้วเอ่ยว่า
“รุ่นพี่คะ ขอบคุณมากนะคะ”
เฉินเซียวยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันต่างหากล่ะที่ควรจะต้องขอบใจเธอ”
“เอ๊ะ”
เติ้งเอินซีทำหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าเฉินเซียวหมายความว่าอย่างไร
เฉินเซียวไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม “ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่หอพักเอง”
“อ้อ ได้ค่ะ”
เติ้งเอินซีสะพายกระเป๋าใบเล็ก แล้วเดินตามหลังเฉินเซียวไป
พอเดินพ้นประตูออกมา เธอก็ต้องตกใจสุดขีด
เพราะที่บริเวณหน้าประตู มีชายฉกรรจ์กว่าสิบคน ยืนตั้งแถวเรียงรายอยู่ทั้งซ้ายและขวา
เฉินเซียวเอ่ยปลอบใจ “ไม่ต้องกลัวไปหรอก นี่เป็นเพื่อนของฉันจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาทั้งนั้นแหละ”
“อ้อ ๆ...”
เติ้งเอินซีเดินตามเฉินเซียวไป ภายในใจของเธอเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มเปี่ยม...
เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง เฉินเซียวก็เดินตรงไปยังด้านหลังของตึกศิลปกรรมศาสตร์ทันที
เติ้งเอินซีรู้สึกแปลกใจ “รุ่นพี่คะ เราต้องไปทางนี้เหรอคะ”
เฉินเซียวยิ้มบาง ๆ “เปล่าหรอก เดี๋ยวรุ่นพี่จะพาเธอไปนั่งเรือต่างหากล่ะ”
เติ้งเอินซี “!???”
เมื่อมาถึงริมทะเลสาบ เธอก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
“มี มีเรือจริง ๆ ด้วย...”
เฉินเซียวเดินนำขึ้นไปบนเรือก่อน แล้วจึงหันกลับมายื่นมือส่งไปให้เธอ
มือเล็ก ๆ ที่เรียวยาวและขาวผ่องของเติ้งเอินซี วางแหมะลงบนฝ่ามือของเฉินเซียว ในชั่วพริบตานั้น ใบหน้าอันงดงามของเธอก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที
เฉินเซียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
มือนุ่มละมุนจริง ๆ...
“ระ รุ่นพี่คะ เรือลำนี้ไม่มีไม้พายเหรอคะ”
เฉินเซียวพูดไม่ออก เรือพลังงานไฟฟ้าจะเอาไม้พายไปทำไมกัน
“ไม่มีหรอก รุ่นพี่พายเรือไม่ต้องใช้ไม้พายหรอก ใช้แค่คลื่นก็พอแล้ว”
“...” เติ้งเอินซี
...
หลังจากที่จู้จื่อและพรรคพวกถูกไล่ตะเพิดออกไปแล้ว พวกเขาก็แวะนำเครื่องมือไปเก็บ แล้วแอบย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้งอย่างเงียบ ๆ
พวกเขาแอบซุ่มอยู่ในที่ลับตาคน เพื่อคอยสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวที่บริเวณคอสะพาน
ในยามค่ำคืนเช่นนี้ ภายในมหาวิทยาลัยช่างเงียบสงัดไร้ซึ่งผู้คนสัญจรไปมา
แต่ทว่า ภายในท่อระบายน้ำใต้ดิน กลับมีชายชุดดำหลายคนกำลังเดินทะลุทะลวงไปมาอย่างขะมักเขม้น
“อืม ตรงนี้แหละ จัดการดัดแปลงเครื่องจุดชนวนระเบิดซะ”
“รับทราบครับ”
...
วันรุ่งขึ้น บริเวณโดยรอบหอพักของเฉินเซียว กลับปรากฏร่างของชายแปลกหน้าหลายคนเพิ่มขึ้นมา
พวกเขากำลังคอยจับตาดูบรรดานักศึกษาที่เดินเข้าออกหอพักอย่างไม่คลาดสายตา
สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่สามารถหลุดรอดสายตาอันแหลมคมของบอดี้การ์ดมืออาชีพของเฉินเซียวไปได้อย่างแน่นอน
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ผลีผลามทำอะไรให้พวกมันไหวตัวทัน พวกเขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้อยู่เงียบ ๆ
จู้จื่อที่ต้องแอบซุ่มโป่งอยู่ในป่ามาตลอดทั้งวันทั้งคืน ตามเนื้อตามตัวของเขาเต็มไปด้วยตุ่มยุงกัด ไม่รู้ว่าโดนยุงกัดไปกี่แผลแล้วเนี่ย
“แม่งเอ๊ย ไอ้ลูกหมาเฉินเซียวนี่ ทำไมมันถึงไม่ออกไปเรียนวะ”
“ลูกพี่จู้จื่อ ให้ผมลองโทรไปหาอาจารย์ของมัน แล้วฟ้องว่ามันโดดเรียนดีไหมครับ”
จู้จื่อชะงักไป “ความคิดเข้าท่าดีนี่ งั้นแกก็เป็นคนโทรไปเลยก็แล้วกัน”
“ตะ แต่ว่า ผมไม่รู้จักอาจารย์ของมันนี่ครับ...”
จู้จื่อพูดไม่ออก “ถ้าอย่างนั้น แกจะมาเสนอหน้าพูดพล่อย ๆ หาพระแสงอะไรวะ”
ลูกน้อง “...”
จู้จื่อบ่นอุบอิบด้วยความหงุดหงิดใจว่า
“ไอ้ความคิดที่จะมาดักซุ่มโจมตีมันตอนเดินไปเรียนเนี่ย ใครเป็นคนคิดขึ้นมาวะ”
ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ ยกมือขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“เพียะ”
จู้จื่อตบหน้าลูกน้องคนนั้นไปฉาดใหญ่ “ไอ้สถุล สมองแกมีแต่ขี้เลื่อยหรือไง แกไม่ลองใช้สมองอันน้อยนิดของแกคิดดูบ้างล่ะวะ ว่าคนระดับเฉินเซียวที่มีทรัพย์สินตั้งหลายพันล้าน มันจะยอมลดตัวลงไปนั่งเรียนหนังสือเหมือนนักศึกษาธรรมดาทั่วไปงั้นเหรอ?”
ทุกคน “...”
ลูกน้องคนที่ถูกตบหน้า รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอย่างมาก
“ละ ลูกพี่จู้จื่อ ตอนที่ผมเสนอความคิดนี้ขึ้นมา ลูกพี่ก็เป็นคนที่เห็นดีเห็นงามด้วยมากที่สุด แถมยังชมว่าผมเป็นอัจฉริยะอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ลูกพี่กลับมาทำเป็นไขสือไม่ยอมรับซะงั้น...”