- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 205 รับน้องใหม่
บทที่ 205 รับน้องใหม่
บทที่ 205 รับน้องใหม่
บทที่ 205 รับน้องใหม่
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวจี๋นึกไม่ถึงเลยว่า หลังจากฉินซินสูบบุหรี่ของตัวเองไปแล้ว จะยังไม่ให้ความร่วมมือถึงขนาดนี้
นั่นมันบุหรี่ทั้งมวนเลยนะ แถมยังเป็นบุหรี่ซองละยี่สิบหยวนอีกต่างหาก...
ถ้าเอาไปเทียบกับตอนที่ต้องเก็บก้นบุหรี่มาสูบ มันมีค่ามากขนาดไหนกัน...
หลังจากเหมิงฮุ่ยลี่เข้ามาก็ไม่ได้สนใจคนอื่นเลย เธอยิ้มหวานให้เฉินเซียว แล้วปีนขึ้นไปเก็บบนเตียงทันที
ทรวดทรงอันงดงามของเธอที่คุกเข่าก้มตัวอยู่บนเตียง ช่างยั่วยวนใจเสียเหลือเกิน
ทำให้เสี่ยวจี๋อดไม่ได้ที่จะแอบมองอยู่เป็นระยะ ๆ
ฉินซินเห็นพฤติกรรมแบบนี้ของเขาก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา
“มองอะไรของแก นั่นแฟนของอาเซียวเขานะ”
แอบมองแล้วโดนจับได้แบบคาหนังคาเขา เสี่ยวจี๋ก็เพลา ๆ ลงบ้าง หันไปถลึงตาใส่ฉินซิน แล้วหยิบผ้าขี้ริ้วมาเริ่มทำความสะอาดโต๊ะหนังสือ
เขาแอบมองเหมิงฮุ่ยลี่ ฉินซินก็จ้องเขาเขม็ง
“ยังจะมองอีก แกยังจะแอบมองอีกเหรอเนี่ย”
เสี่ยวจี๋พูดไม่ออก “แกประสาทปะเนี่ย จะมาจ้องฉันทำไมฮะ”
ฉินซินชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นมา ชี้ไปที่ตาของตัวเอง แล้วชี้ไปที่เสี่ยวจี๋อีกครั้ง
ความหมายก็คือ วันนี้ฉันจะจับตาดูแกทุกฝีก้าว
เสี่ยวจี๋ทำความสะอาดเสร็จ ก็ไม่เล่นเกมอีกต่อไป นาน ๆ ทีจะได้คุยเรื่องสนุก ๆ ช่วงปิดเทอมกับเพื่อนร่วมหอพักสักครั้ง
หัวข้อสนทนาหลัก ๆ ก็คืออยากจะดึงเฉินเซียวและเหมิงฮุ่ยลี่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
เหมิงฮุ่ยลี่ยุ่งอยู่กับการปูที่นอนให้เฉินเซียว โดยพื้นฐานแล้วก็แค่ตอบรับส่ง ๆ ไป ส่วนเฉินเซียวรู้ไส้รู้พุงเสี่ยวจี๋ดีอยู่แล้ว เขาสูบบุหรี่ไปพลาง คุยโต้ตอบไปพลางอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
ฉินซินเห็นว่าตั้งนานสองนานไม่มีใครสนใจเขา จึงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาเองว่า “อย่ามัวแต่พูดเรื่องที่บ้านสิ แกกับแฟนไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนด้วยกันเลยเหรอ”
“...” เสี่ยวจี๋
“เวรเอ๊ย จะไปเที่ยวอะไรกันล่ะ ก็เคยคบกันมาตั้งนานแล้ว”
ฉินซินซักไซ้ไล่เลียง “แล้วตอนนี้ล่ะ ไม่คบกันแล้วเหรอ”
เสี่ยวจี๋อึกอักอยู่นาน สุดท้ายก็พูดว่า “ตอนนี้... คบก็เหมือนไม่ได้คบ... มันก็ไม่ต่างอะไรกับไม่ได้คบนั่นแหละ...”
เฉินเซียวแค่นหัวเราะในใจ ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว เสี่ยวจี๋นี่แหละคือผู้ชายสารเลวขนานแท้
เขาคบกับแฟนสาวที่บ้านมานานถึงเก้าปี จนในที่สุดก็แต่งงานกัน และในระหว่างนั้น เขาก็ไม่ได้ละเลยที่จะไปจีบผู้หญิงคนอื่นอีกตั้งสามสี่คน...
เหมิงฮุ่ยลี่จัดที่นอนเสร็จ ก็ลงมาจากเตียง แล้วช่วยเฉินเซียวจัดโต๊ะหนังสืออีก
จนกระทั่งจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว
ถึงได้ถือเสื้อผ้าที่เฉินเซียวเปลี่ยนทิ้งไว้ เดินออกจากหอพักไป
“เชี่ย อาเซียว พวกนายคบกันแล้วเหรอ” เสี่ยวจี๋ถามอย่างรอไม่ไหว
ช่วงนี้เหมิงฮุ่ยลี่เปลี่ยนแปลงไปมากเป็นพิเศษ เมื่อก่อนฐานะทางครอบครัวของเธออยู่ในระดับปานกลาง ไม่ค่อยถนัดเรื่องแต่งตัวเท่าไหร่นัก การแต่งกายจึงค่อนข้างเรียบง่าย
แต่ตอนนี้รสนิยมการแต่งตัวของเธอยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งแล้ว สามารถดึงเอาทรวดทรงและหน้าตาของเธอออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อนร่วมชั้นถึงได้เพิ่งตระหนักว่า ภายในห้องของตัวเอง ยังมีเด็กผู้หญิงที่สวยขนาดนี้อยู่ด้วย
เฉินเซียวพูดว่า “เปล่านะ ก็แค่เพื่อนกัน”
“เวรเอ๊ย ไอ้เดรัจฉาน” เสี่ยวจี๋รู้สึกไม่พอใจอยู่ในใจ
ไม่นานนัก หลิวหยางหัวหน้าห้องก็ตะโกนลั่นอยู่ตรงระเบียงทางเดิน “พรุ่งนี้แปดโมงตรงรวมตัวกันนะ ห้ามมาสายเด็ดขาด”
เฉินเซียวสงสัย “สถานการณ์มันเป็นยังไงกันแน่”
เสี่ยวจี๋บ่นอุบ “เวรเอ๊ย ประสาทหรือเปล่าเนี่ย อากาศร้อนขนาดนี้”
ฉินซินพูดว่า “รับน้องใหม่ไง ปีนี้มีห้องเราด้วยนะ”
เสี่ยวจี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์ทันที สวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากหอพักไป
ฉินซินทำหน้าเหลอหลา “ไอ้หมานี่มันจะไปไหนของมันวะเนี่ย”
เฉินเซียวหัวเราะ “ที่แท้ก็รับน้องใหม่นี่เอง มีแต่รุ่นน้องสาว ๆ ทั้งนั้น นายว่าเขาจะไปทำอะไรล่ะ”
ฉินซินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “รับน้องใหม่มันพรุ่งนี้นะ วันนี้เขา...”
“เดี๋ยวตอนเย็นนายก็รู้เองแหละ ไป ไปกินข้าวที่โรงอาหารเป็นเพื่อนฉันหน่อย”
ฉินซินดึงสติกลับมา “จะไปกินโรงอาหารทำไม ฉันมีเงิน ไปกินที่ร้านอาหารด้านหลังมหาวิทยาลัยกันดีกว่า”
“จะไปกินร้านอาหารทำไม ไปกินโรงอาหารนั่นแหละ แกต้องเก็บเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด เอาไว้ขาดทุนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดสิ”
“ไสหัวไปเลยไอ้บ้า”
...
เดินมาถึงโรงอาหารหมายเลขสามที่ห่างหายไปนาน
ที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย
ตอนที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ ๆ มักจะรวมตัวกันเป็นห้อง มาทานข้าวและพูดคุยกันในโรงอาหาร
แต่เมื่อเวลาผ่านไป แวดวงเพื่อนฝูงก็เล็กลงเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่มีเจ็ดแปดคน ต่อมาก็เหลือสามสี่คน จนสุดท้ายก็เหลือแค่สองสามคน และส่วนใหญ่แล้ว ก็มักจะเป็นการนั่งอยู่คนเดียวมากกว่า...
นี่อาจจะเป็นการเติบโตก็ได้มั้ง ยิ่งโตขึ้น คนเราก็ยิ่งโดดเดี่ยว เพื่อนรอบกายก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง
ทว่านั่นมันก็เป็นแค่เรื่องในอดีต เฉินเซียวเชื่อในพลังแห่งความสามัคคีและอำนาจควบคุมของเงินตรา
หากตัวเองต้องการ ภายใต้การสนับสนุนของเงินตรา มิตรภาพนี้น่าจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยาวนานล่ะมั้ง
ทั้งสองคนตักกับข้าวมาสองสามอย่าง แล้วหาที่นั่ง
ไม่นานนัก เสิ่นเฉิง เวยหลิง เหมิงฮุ่ยลี่ และเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ก็ทยอยกันมาทานข้าวที่โรงอาหาร บริเวณรอบ ๆ ตัวเฉินเซียว จากเดิมที่มีแค่สองคน ก็เริ่มมีคนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งคนครึ่งห้องมารวมตัวกัน นับว่าเป็นการรวมกลุ่มกันที่หาได้ยากยิ่ง
บรรยากาศก็เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ
เฉินเซียวโยนบุหรี่ลงบนโต๊ะสองซอง ในยุคที่ผู้คนยังไม่ค่อยมีจิตสำนึกเรื่องการห้ามสูบบุหรี่ในที่ร่ม ข้าวยังไม่ทันจะกินหมด บุหรี่ก็โดนพวกสัตว์ป่าฝูงนี้สูบจนหมดเกลี้ยงเสียแล้ว
ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ ฉินซินก็ใช้ข้อศอกสะกิดเฉินเซียว แล้วกระซิบเสียงเบา “เฮ้ ถานเฉิง”
เฉินเซียวหันหน้าไปมอง สายตาประสานเข้ากับถานเฉิงพอดี ก่อนจะผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
“กินข้าวไป อย่ามองส่งเดช”
“...” ฉินซิน
เฮ้อ สุดท้ายลูกชายก็ยังตัดใจไม่ได้อยู่ดีสินะ
จากการเคลื่อนไหวของเฉินเซียว หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็มองเห็นถานเฉิงเช่นเดียวกัน
แต่กลับไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลย
หลังจากทานข้าวเสร็จ เสิ่นเฉิงก็เรียกฉินซินและเฉินเซียวไปเล่นไพ่นกกระจอกที่เสวียหลินหย่าย่วน
ฉินซินพูดว่า “ฉันไม่ไปหรอก ฉันยังต้องกลับไปศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคต่ออีก”
เสิ่นเฉิงด่าทอ “แกประสาทปะเนี่ย ว่าง ๆ ก็ไปเรียนรู้จากอาเซียวบ้างสิ ช่วงปิดเทอมเขาหาเงินได้ตั้งหมื่นกว่าล้านเลยนะ”
เฉินเซียวถึงกับตกใจจนแทบสะดุ้ง
แต่แล้วเขาก็รีบตั้งสติได้ทัน เสิ่นเฉิงหมายถึง “เกมไพ่ดัมมี่คิวคิว เซิร์ฟเวอร์ภูมิภาคตอนเหนือ...”
แน่นอนว่าฉินซินย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ต่อให้จะเป็นเหรียญในเกมก็เถอะ
“อย่ามาโม้หน่อยเลย ถ้าจะบอกว่าเขาเสียเงินให้สาว ๆ ไปหมื่นล้านฉันยังจะเชื่อมากกว่าอีก”
เฉินเซียว “...”
แม่งเอ๊ย ไอ้พวกสารเลวพวกนี้เดาแม่นชะมัด ถูกเผงเลย
หาเงินได้หมื่นล้านนั้นเป็นเรื่องจริง
แต่ขาดทุนไปหมื่นล้านนี่ดูจะน้อยไปหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ต้องสูญเสียไปหลายหมื่นล้านให้กับผู้หญิงพวกนี้แน่นอน
“จำคำพูดของพวกแกในวันนี้เอาไว้ให้ดีนะ ไม่แน่ว่าวันข้างหน้ามันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้”
“จำไปทำไมกันล่ะ รีบไปเถอะ โรงอาหารนี่ร้อนจะตายชัก กลับไปตากแอร์ดีกว่า” เสิ่นเฉิงเร่งเร้า
เฉินเซียวหัวเราะร่วน แล้วขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของฉินซิน ทั้งสี่คนขับมุ่งหน้าไปยังเสวียหลินหย่าย่วน
ด้านหลังมีรถแลนด์โรเวอร์คันหนึ่ง ขับตามมาห่าง ๆ
เฉินเซียวอดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า ถ้าเกิดวันข้างหน้าเพื่อนร่วมชั้นห้องสองรู้ว่าช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย มีมหาเศรษฐีหมื่นล้านซ่อนตัวอยู่ข้างกายพวกเขา จะรู้สึกยังไงกันนะ
มันจะต้องเป็นความรู้สึกที่น่าประหลาดใจมากแน่ ๆ
เฉินเซียวและฉินซิน เล่นกันจนดึกดื่นค่อนคืน ถึงได้กลับมาที่หอพัก
ทันทีที่เดินเข้าประตูมา ก็พบว่าเสี่ยวจี๋ดูเปลี่ยนไป
ไอ้หมอนี่เพิ่งไปดัดผมมา บนโต๊ะหนังสือก็เต็มไปด้วยถุงช้อปปิ้งวางกองอยู่เต็มไปหมด
“เชี่ย แกเป็นบ้าไปแล้วเหรอเนี่ย นี่มันต้องใช้เงินไปตั้งเท่าไหร่กัน” ฉินซินร้องอุทานด้วยความตกใจ
เสื้อผ้าพวกนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งสิ้น สุ่มหยิบขึ้นมาสักตัวก็ราคาตั้งสี่ห้าร้อยหยวนแล้ว
สำหรับนักศึกษาที่มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละหนึ่งพันหยวน มันช่างฟุ่มเฟือยเกินไปแล้วจริง ๆ
แล้วไอ้หมานี่เห็นได้ชัดเลยว่า ซื้อมามากกว่าหนึ่งชุดอย่างแน่นอน
เสี่ยวจี๋โยนบุหรี่มาให้สองมวน แล้วพูดส่ง ๆ ไปว่า “ก็แค่สี่พันกว่าหยวนเอง ไม่แพงหรอก”
“...” ฉินซิน
“ไอ้เวร เอาเงินคืนมาเดี๋ยวนี้”
เสี่ยวจี๋ “อีกสองสามวันน่า รอให้พ่อฉันโอนเงินมาให้ก่อน”
“...” ฉินซิน
เฉินเซียวที่อยู่ข้าง ๆ แอบหัวเราะร่วน คิดในใจว่าจะโอนมาได้ยังไงกัน แกเล่นใช้เงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งเทอมหมดไปภายในวันเดียว ถ้าพ่อแกรู้เข้า ไม่หักขาแกก็บุญเท่าไหร่แล้ว ยังจะหวังให้เขาโอนเงินมาให้อีกเหรอ