- หน้าแรก
- สุดขอบดาราวิถีเซียนข้ามจักรวาล
- บทที่ 470 รุมล่าทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุด
บทที่ 470 รุมล่าทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุด
บทที่ 470 รุมล่าทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุด
ป่าเมเปิลทอดยาวเป็นผืน ใบไม้สีแดงฉานดั่งแสงอาทิตย์ยามอัสดง วิหารยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า ดูยิ่งใหญ่และโอ่อ่าตระการตา
หวังเซวียนร่อนลงสู่พื้นดิน ยืนอยู่ภายในวิหารยักษ์อย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
โลกภายนอก ทุกคนต่างตกตะลึง ชายหนุ่มผู้นั้นราวกับเหาะเหิน ทะยานข้ามไปยังวิหารอวี่ฮว่า โดยไม่เกรงกลัวทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุดเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังเป็นฝ่ายบุกเข้าไปอย่างกระตือรือร้น
"เผชิญหน้ากับทวยเทพ กลับไร้ซึ่งความเคารพ บุกมายังวิหารอวี่ฮว่าเพียงลำพัง แกคิดจะทำอะไร?" ภายในวิหารยักษ์ย่อมมีผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ อยู่ด้วย หลายคนต่างจ้องมองเขาด้วยสายตาประเมิน
หญิงสาวผู้หนึ่งที่ดูอ่อนเยาว์และงดงาม เรือนผมสีดำขลับปลิวไสว แผ่กลิ่นอายแห่งวิถีเทพ ท่าทางหยิ่งยโสเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก "แกตั้งใจจะมาสักการะทวยเทพผู้ยิ่งใหญ่งั้นหรือ?"
หวังเซวียนไม่สนใจ ทำราวกับคนพวกนั้นไร้ตัวตน เดินตรงไปเบื้องหน้า เขามาทำอะไรงั้นหรือ? มาสังหารเทพไงล่ะ!
"ถามแกอยู่นะเว้ย!" มีคนตะโกนก้อง
หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเยาว์วัยผู้นั้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน "เพชฌฆาตผู้ทะลวงขีดจำกัด เก่งกาจนักเหรอ แต่นั่นก็เป็นเพียงความสำเร็จในแดนโลกมนุษย์ ต่อหน้าทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว มันไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ"
พรวด!
หวังเซวียนตบสวนกลับไปฉาดใหญ่ หญิงสาวผู้มีกลิ่นอายแห่งวิถีเทพผู้นั้นถึงกับกระอักเลือดเต็มปากในทันที
เธอมาจากภายในมหาค่ายกล ทว่าตอนนี้กลับปลิวละลิ่วออกไป หน้าอกและช่องท้องยุบยวบ ไม่อาจหลบหลีกได้เลย ร่างกระแทกเข้ากับเสายักษ์ที่อยู่ไกลออกไปจนแตกหัก ร่วงหล่นลงกระแทกพื้น อวัยวะภายในแหลกเหลวเป็นเนื้อโคลน
"บังอาจ!" ภายในวิหารยักษ์ ผู้มีกลิ่นอายแห่งวิถีเทพบางส่วนต่างพากันตวาดลั่น รู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้โอหังเกินไปแล้ว ถึงกับกล้าสังหารสาวใช้ที่อยู่ข้างกายทวยเทพ
หวังเซวียนเมินเฉยต่อพวกมัน ก้าวเท้ายาวๆ เดินไปข้างหน้า
เช้ง!
มีดาบใหญ่ถูกชักออกจากฝัก ชายหนุ่มที่เอ่ยปากเป็นคนแรกได้ลงมือทันที เพื่อขวางทางเขาไว้
หวังเซวียนไม่ได้หยุดเดิน เพียงปรายตามองพวกมันแวบหนึ่ง แล้วกล่าว "ไสหัวไป หุบปากให้หมด ถ้าไม่อยากตายก็รีบไสหัวไปจากที่นี่ซะ!"
"ฆ่ามัน!" มีคนตะโกนสั่ง ในฐานะผู้ติดตามของทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ย่อมต้องปกป้องความน่าเกรงขามอันสูงสุดของทวยเทพ
วินาทีต่อมา สสารเหนือธรรมชาติพวยพุ่ง มีคนลงมือ ทว่า ประกายกระบี่นั้นยังไม่ทันได้ฟาดฟันเข้ามา หัวของคนผู้นั้นก็ร่วงหล่นกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นเสียงดังตุบเสียแล้ว
หวังเซวียนเดินหน้าต่อไป ทั่วร่างสาดส่องประกายกระบี่เจิดจ้า กลุ่มคนพากันถอยกรูด ท่ามกลางเสียงฉัวะฉะ กลุ่มคนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดล้วนกลายเป็นศพ เลือดสดๆ ย้อมพื้นวิหารอวี่ฮว่าจนแดงฉาน
"แกเป็นเทพอะไร?" หวังเซวียนมาถึงส่วนลึกของวิหารยักษ์ ไม่มีใครกล้าขวางทางอีกต่อไป ทุกคนล้วนดูออกแล้วว่า ชายผู้นี้ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ อย่างแท้จริง แม้แต่สาวใช้ของทวยเทพ เขาก็ยังเชือดทิ้ง!
บนแท่นสูงภายในวิหารยักษ์ ชายผู้หนึ่งหรี่ตาลง ลำแสงสีเงินพุ่งประกายออกมา ราวกับเป็นวัตถุที่มีตัวตน บิดเบือนความว่างเปล่า น้ำเสียงของเขาเย็นชา เอ่ยถามว่า "คัมภีร์แห่งกาลเวลาอยู่ที่ไหน?"
เขาสวมชุดขนนกสีเงิน เรือนผมทั้งศีรษะก็เป็นสีเงินขาว คิ้วเรียวยาวชี้เฉียงจรดขมับ ดวงตาลึกล้ำ เครื่องหน้าคมคาย รูปร่างหน้าตาไม่ธรรมดา
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น หากลุกขึ้นยืน ความสูงคงเฉียดสองเมตร ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งภายนอก ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ต่อความตายของสาวใช้และผู้ติดตาม เขากลับไม่โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไม่ได้รับคำตอบ หวังเซวียนจึงคร้านจะสนใจมัน เขามองไปรอบๆ วิหารยักษ์ แล้วตัดสินใจว่า เอาที่นี่แหละ เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ทะลวงขีดจำกัดของตน!
ไม่ต้องคิดก็รู้ แม้เทพองค์นี้จะทะนงตน เย็นชาและสงบนิ่ง แต่เพื่อคัมภีร์แห่งกาลเวลา มันย่อมต้องลงมืออย่างแน่นอน ระหว่างคนทั้งสองย่อมต้องมีศึกตัดสิน
เป็นดั่งคาด ไม่ว่าคำพูดและการกระทำของเทพผมเงินจะดูเหนือล้ำเพียงใด แต่ท้ายที่สุดก็ต้องลงมืออยู่ดี เพียงแต่ท่วงท่าของเขานั้นเหนือกว่าผู้วิเศษคนอื่นๆ มากนัก
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องบน ยื่นมือข้างหนึ่งออกมากดลงมาโดยตรง เสียงดังตูมสนั่น อสนีบาตสวรรค์ระเบิดออกเป็นวงกว้าง ทั่วทั้งวิหารยักษ์สั่นสะเทือน อักขระยันต์นับไม่ถ้วนสว่างวาบขึ้น!
หวังเซวียนเคลื่อนที่ขวาง ทิ้งไว้เพียงเงาร่างติดตา ทว่าสายฟ้าขนาดมหึมาที่ถักทอเข้าด้วยกัน ได้สร้างเป็นกรงขัง ปิดกั้นทุกทิศทาง ขวางทางหนีของเขาเอาไว้
เทพองค์นี้แข็งแกร่งมากจริงๆ เหนือล้ำกว่าผู้ที่ทะลวงขีดจำกัดไปไกลลิบ ลงทัณฑ์สายฟ้าใส่หวังเซวียน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในอดีตคนผู้นี้ต้องเคยทะลวงขีดจำกัดมาแล้วแน่นอน เมื่อกลายเป็นเทพ ย่อมต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
หวังเซวียนใช้กงล้อกระบี่ฉีกกระชากสายฟ้าออกด้วยกำลัง พลางจ้องมองเทพองค์นี้ด้วยสายตาเรียบเฉย
อีกฝ่ายยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นสูง ทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยวงแหวนเทพสีเงินขาว ไร้ซึ่งทีท่าว่าจะลุกขึ้นยืน
จิตใจของหวังเซวียนสงบยิ่งนัก เทพทะนงตนงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้มันนั่งต่อไปเถอะ จะพยายามส่งมันไปนั่งมรณภาพก็แล้วกัน
วินาทีต่อมา หวังเซวียนก็เคลื่อนไหว เขาใช้วิชาลับ ร่างกายาเวทสีทองขนาดมหึมาปรากฏขึ้น ห่อหุ้มร่างจริงของเขาเอาไว้ กายาเวทอันเจิดจรัสนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ซัดหมัดออกไปเบื้องหน้า แทบจะพลิกวิหารยักษ์ให้คว่ำลง อิฐทอง กระเบื้องหยก และหลังคากระจกสีล้วนแตกกระจาย ต่อให้มีค่ายกลคอยคุ้มครอง ก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้
หวังเซวียนในตอนนี้ยังไม่ได้ใช้ร่างแยก ที่ทำไปก็เพื่อหยั่งเชิงดูว่า ร่างจำแลงของสิ่งที่เรียกว่าทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกความเป็นจริงนั้น จะแข็งแกร่งสักเพียงใด
ปัง ปัง ปัง!
กลางอากาศ เทพผมเงินตวัดมือขวา ปรากฏเงาร่างติดตาเป็นแผง ปิดกั้นทุกทิศทางการโจมตีของเขา แข็งแกร่งมากจริงๆ!
หวังเซวียนพลิกตัว ร่อนลงบนพื้นอย่างมั่นคง โดยไม่ได้รู้สึกท้อแท้หรือหดหู่เลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายดูเหมือนจะอยู่ในขอบเขตเสรีสัญจรขั้นที่สอง ซึ่งมีระดับพลังสูงกว่าเขา
ทะลวงขีดจำกัด ตีซะว่าเขาอยู่ขั้นสิบ บวกกับเสรีสัญจรอีกสองขั้น อืม เขาคงสู้ขั้นสิบสองไม่ได้หรอก ท้ายที่สุดแล้ว อย่างหลังคือขีดจำกัดที่เหนือล้ำขอบเขตทฤษฎีแห่งตำนานไปแล้ว แต่ทว่า เขามีประสบการณ์โชกโชน ขัดเกลามาหลายปี ร่างจำแลงของเขาในหมู่ผู้วิเศษในแดนโลกมนุษย์ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะดูแคลนคู่ต่อสู้ทุกคนได้อย่างแน่นอน
หวังเซวียนครุ่นคิดในใจ เปรียบเทียบข้อได้เปรียบเสียเปรียบของทั้งสองฝ่าย นี่คืองานหิน
เขาต้องมีระดับพลังขั้นสิบสอง ถึงจะสามารถสังหารเทพได้!
ดินแดนแห่งความว่างเปล่าอันแปลกประหลาด อุโมงค์อุกกาบาตที่เข้าใกล้ความจริง ได้สร้างร่างแยกทางจิตวิญญาณที่มีความใกล้เคียงกับตัวฉันขึ้นมาคนแล้วคนเล่า หากฉันหลอมรวมกับพวกมัน ก็คือขอบเขตขั้นสิบสอง ตอนนี้ฉันจับมือกับพวกมัน ก็ถือว่าอยู่ไม่ไกลจากขอบเขตนั้นแล้ว หรืออาจจะนับได้ว่าเป็นว่าที่ขั้นสิบสอง สามารถสู้ได้!
วินาทีต่อมา ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของหวังเซวียน ล้วนเป็นประกายกระบี่ หางตา คิ้ว หรือแม้แต่เส้นผม ล้วนมีปราณกระบี่อันเจิดจรัสไหลเวียน จิตสังหารไร้ขอบเขต!
เขาอาศัยสิ่งนี้อำพราง ท่ามกลางปราณกระบี่ เขาบุกทะลวงไปเบื้องหน้า พร้อมกับปลดปล่อยร่างแยกทางจิตวิญญาณทั้งหมดออกมา 'พวกมัน' เหล่านั้นที่อยู่ภายในกายเนื้อของเขา กระสับกระส่ายมานานแล้ว อดรนทนไม่ไหวมาตั้งนานแล้ว
วินาทีต่อมา 'ตัวเขาเอง' ที่มีพลังฝีมือทัดเทียมกับเขา ก็รวดเร็วดั่งแสง ดุดันราวกับดาวตกที่ร่วงหล่นลงสู่โลกมนุษย์ รุกรานและแข็งกร้าว ลงมืออย่างอำมหิตพร้อมกัน
ชั่วพริบตา วิหารยักษ์ที่กว้างใหญ่ราวกับเมืองก็พังทลายลง 'หวังเซวียน' ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไป มีทั้งชายและหญิง แต่ละคนล้วนดื้อรั้นพยศ แต่ละคนล้วน 'ดุร้าย' ยิ่งกว่ากัน
แท่นสูงระเบิดออก เทพที่ถูกวงแหวนเทพสีเงินห่อหุ้มผู้นั้น นัยน์ตาหดเกร็ง ทุ่มเทสุดกำลัง เคลื่อนที่และหลบหลีกกลางอากาศด้วยความเร็วสูงสุด
ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าคู่ต่อสู้ช่างโหดเหี้ยมเกินไป เหตุใดถึงได้ส่งร่างจำแลงออกมามากมายขนาดนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ ร่างจำแลงเหล่านั้นไม่ได้อ่อนแอกว่าร่างหลักสักเท่าไหร่เลย
หลังจากที่วิหารยักษ์ระเบิดออก โลกภายนอกย่อมสามารถจับภาพสถานการณ์การต่อสู้ที่นี่ได้ บางคนถึงกับตะลึงงัน สิ่งมีชีวิตจากดินแดนวิถีเซียน บางคนจดจำเงาร่างบางส่วนได้
"ให้ตายเถอะ นั่นมันเหล่าจางไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงทำตัวเป็นอันธพาล ไปโจมตีเทพแบบนั้นล่ะ?!" เฉินหย่งเจี๋ยเป็นคนแรกที่เบิกตากว้าง ร้องอุทานออกมาอย่างลืมตัว
"ยังมีราชันปีศาจด้วย?!" เขารู้สึกชาไปทั้งตัว เพราะไม่นานก็มองเห็นเทพธิดาฟาง ปฐมาจารย์นิกายโลหิตยมโลก ที่ไม่อาจเข้าใจได้ที่สุดก็คือ ยังเห็นปฐมาจารย์ปีศาจและคนอื่นๆ รวมถึงเจิ้งหยวนเทียน นี่มันศัตรูคู่อาฆาตของหวังเซวียนไม่ใช่เหรอ แถมเหล่าเจิ้งก็ตายไปแล้วด้วยนี่!
"นี่... เทพธิดาฟางออกโรงแล้ว ปฐมาจารย์นิกายโลหิตยมโลกก็มาช่วยเหล่าหวังสู้ด้วยงั้นเหรอ?!" ในอวกาศภายนอก ชิงมู่อ้าปากค้าง
จ้าวชิงฮั่นและอู๋อิน เมื่อรู้ว่าคนเหล่านี้คือใคร ก็พากันเหม่อลอยไปเช่นกัน หม่าเฉาฝานและจิ้งจอกน้อยเซียนถึงกับแข็งเป็นหิน นี่มันสถานการณ์อะไรกัน พวกมันงงไปหมดแล้ว
นักพรตผู้ยิ่งใหญ่สวีฝู ใบหน้ากระตุก เขาย่อมดูออกว่านั่นคือร่างแยกของหวังเซวียน ไอ้หนุ่มนี่กล้าทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้จริงๆ ลบหลู่ยอดคนผู้ไร้เทียมทาน ไม่กลัวว่าราชันปีศาจ จางเต้าหลิง และคนอื่นๆ รู้เข้าแล้วจะโดนทุบจนตายหรือยังไง?
ยามนี้ ร่างแยกของราชันปีศาจ จางเต้าหลิง ปฐมาจารย์ปีศาจ และคนอื่นๆ ล้วนแปรสภาพเป็นรูปธรรม ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ดูไม่ต่างอะไรกับร่างจริงเลย
ในอวกาศภายนอก ภายในป้อมปราการเหล็กกล้า ย่อมมียอดฝีมือที่มองทะลุปรุโปร่งว่านั่นคือร่างแยกของหวังเซวียน อีกทั้งยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดินแดนวิถีเซียนเป็นอย่างดี จึงรู้ว่ารูปลักษณ์ที่แปรสภาพออกมานั้นเป็นใครบ้าง
"ทุกท่าน นั่นไม่ใช่การรุมกระทืบ ชายหนุ่มที่ชื่อว่าหวังเซวียน ไม่เสียชื่อเพชฌฆาตผู้ทะลวงขีดจำกัด บุคคลผู้มีพรสวรรค์เหนือฟ้าที่ยืนหยัดอยู่ ณ จุดสิ้นสุดของขั้นสิบเอ็ด เหล่านั้นล้วนเป็นร่างจำแลงของเขา ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เขาเนรมิตขึ้นมาล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์การบำเพ็ญเพียร"
"คนที่หนึ่ง ฟางอวี่จู๋ ยอดคนผู้ไร้เทียมทาน มาจากแดนเซียน!"
"คนที่สอง..."
เมื่อยอดฝีมือภายในป้อมปราการเหล็กกล้าในอวกาศภายนอกเปิดเผยความจริง และแจ้งสถานการณ์ให้ทราบ ผู้ชมทั้งหมดในยานอวกาศแต่ละลำต่างก็อ้าปากค้าง รู้สึกพูดไม่ออก หัวใจเต้นรัว
"เขาช่างกล้าจริงๆ!"
"ใช้รูปลักษณ์ของยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดมาเป็นร่างแยกเนี่ยนะ?!"
โลกภายนอกเดือดพล่าน ผู้คนต่างตกตะลึงกันไม่น้อย กลุ่มหวังเซวียนกำลังรุมล่าทวยเทพที่แข็งแกร่งที่สุด!
วิหารอวี่ฮว่าถูกรื้อถอนในชั่วพริบตา หวังเซวียนเป็นแกนนำในการโจมตี ร่างแยกคนอื่นๆ ก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน ทำลายล้างทุกสิ่ง เพียงแค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียว ก็ซัดแขนเสื้อของเทพผมเงินจนขาดกระจุย หายไปเผยให้เห็นท่อนแขนที่เปล่งประกาย
ตูม!
ราชันปีศาจหันกาย ร่มกระดาษน้ำมันฟาดลงมา อสนีบาตนับหมื่นชั่งฟาดเปรี้ยงปร้างกลืนกินอีกฝ่าย ร่างแยกนี้เน้นฝึกฝนวิชาอสนีบาตเป็นหลัก
ร่างกายบางส่วนของเทพผมเงินถูกโจมตี ทิ้งรอยไหม้เกรียมเอาไว้
เจิ้งหยวนเทียนพุ่งทะยานลงมา จิตสังหารพลุ่งพล่าน นำพาเมฆาสีรุ้งเต็มท้องฟ้าเข้าปะทะกับเทพผมเงินอย่างดุเดือด เกิดการระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวระหว่างทั้งสอง และมีเมฆรูปดอกเห็ดลอยขึ้นมา
เสียงดังพรวด เจิ้งหยวนเทียนแตกสลาย กลายเป็นเถ้าถ่าน ถูกฆ่าตายแบบนี้เลยเหรอ? ทำเอาหลายคนตกใจ
ทว่า วินาทีต่อมา ท่ามกลางเถ้าถ่านแห่งความพินาศนั้น กลับมีชายชุดเงินก่อกำเนิดขึ้นใหม่ ร่างกายดูเลือนราง มองไม่เห็นใบหน้า การปรากฏตัวของเขาช่างกะทันหันยิ่งนัก ซัดหมัดเข้าใส่ร่างของเทพผมเงิน ทำให้มันกระอักเลือดและกระเด็นลอยไป
อันที่จริง นี่แหละคือความจริง เจิ้งหยวนเทียนแห่งแดนเซียนตายไปแล้ว ผู้คิดค้นวิชาครรภ์มาร สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวแห่งยุคโบราณผู้นั้นยังคงมีชีวิตอยู่!
เขาเดินออกมาจากเถ้าถ่านแห่งความพินาศ ก่อเกิดใหม่และฟื้นคืนชีพ
สภาวะที่ร่างจำแลงของหวังเซวียนแสดงออกมานี้ ได้เปิดเผยความลับบางอย่างของแดนเซียน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
เทพผมเงินสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ รอบกายปรากฏป่าเมเปิลสีแดงเพลิงเป็นผืนกว้าง ล้วนเป็นภาพนิมิต นั่นคือสถานที่บรรลุมรรคาของเขาในโลกมนุษย์เมื่อครั้งอดีต
"ใบเมเปิลเต็มท้องฟ้า ไฟมรรคาโหมกระหน่ำ แผดเผาศัตรูทั้งมวลในโลกหล้า" เขาคำรามต่ำ ชั่วพริบตา ป่าเมเปิลก็ทอดยาวต่อเนื่องเป็นผืนกว้างราวกับมหาสมุทร นั่นคือแสงสะท้อนสุดท้ายของระเบียบกฎเกณฑ์ คือกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ของกฎเกณฑ์เหนือธรรมชาติ ที่ปะทุขึ้นมา
ป่าเมเปิลอันไร้ขอบเขต รวมถึงแสงไฟแห่งมรรคาทวยเทพ ได้กลืนกินวิหารอวี่ฮว่า เขาต้องการแผดเผาศัตรูทั้งหมดให้ตายในคราวเดียว
ทว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ผล หวังเซวียนและร่างจำแลงทั้งหลายไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ต่างก็ใช้วิชาประหลาดแห่งวิถีอัคคี ใช้ไฟปะทะไฟ โจมตีอย่างดุดัน
ชั่วขณะ เปลวเพลิงสามกษัตริย์ ไฟอสนีบาต ไฟปีศาจ ไฟมารเก้าบาดาล ไฟนิพพาน ไฟมรรคาอวี่ฮว่า... แผ่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน กลับเป็นฝ่ายกลืนกินเทพผมเงินเสียเอง
ภายในมหาค่ายกล ฟางอวี่จู๋หลอมสร้างยอดของวิเศษมาถึงจุดวิกฤต กำไลข้อมือหยกดำที่ประดับด้วยจุดสีขาวใสกระจ่างแผ่กลิ่นอายระดับอวี่เต้าออกมา พลังงานน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ในเวลานี้ พวกเขาทุกคนต่างก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
และในเวลานี้เอง พวกเขาก็มองทะลุม่านมิติ ก้มลงมองออกไปเบื้องนอก มองเห็นทิวทัศน์บางส่วนในโลกความเป็นจริง สิ่งแรกที่ราชันปีศาจมองเห็นคือวิหารยักษ์ทั้งหก และจากนั้นเธอก็มองเห็นตัวเอง!
"เสี่ยวจาง นายกำลังรับจ้างทำงานให้คนอื่นอยู่นะ" เธอข่มอารมณ์ไว้ ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมา แต่กลับเตือนจางเต้าหลิงแทน
"ไอ้หนุ่มนั่น... ช่างกล้าจริงๆ!" เหล่าจางเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
"ยังมีเทพธิดาฟาง แล้วก็ฉัน ที่น่าละอายที่สุดคือ ยังมีปฐมาจารย์ปีศาจ ฉีเถิง และคนอื่นๆ อีก เขานี่มันไม่เลือกหน้าเลยจริงๆ!" ปฐมาจารย์นิกายโลหิตยมโลกก็ถึงกับตาค้างเช่นกัน
ในตอนนั้น หลังจากที่แสงแห่งจิตใจของพวกเขาถอยร่นกลับไป ก็ถูกลบความทรงจำจนหมดสิ้น ไม่เหลือความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับดินแดนแห่งความว่างเปล่าเลย ดังนั้นเมื่อได้เห็นร่างแยกเช่นนี้ แต่ละคนจึงถูกกระตุ้นอย่างหนัก อยากจะหาโอกาสไปทุบหวังเซวียนให้แหลก!
บนซากปรักหักพังของวิหารอวี่ฮว่า เทพผมเงินไม่อาจรักษามาดได้อีกต่อไป ไม่มีทางที่จะทำตัวเย็นชาได้อีกแล้ว บังเกิดความโกรธเกรี้ยวอย่างแท้จริง เข้าต่อกรกับหวังเซวียน ตั้งแต่เคล็ดวิชาไปจนถึงกายเนื้อ เข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่หยุดหย่อน สถานการณ์การต่อสู้ดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง
เคล็ดวิชาอันไร้เทียมทานนานาชนิด เบ่งบานราวกับดอกไม้ไฟในสถานที่แห่งนี้ อาวุธเทพและศัสตราวุธชั้นเลิศส่งเสียงร้องแผ่วเบา ทะลวงมิติพุ่งชนและเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดกลางฟ้าดินอย่างไม่หยุดหย่อน
"ไป!" เทพผมเงินตวาดเบาๆ หอกสีเงินขาวสามเล่ม ราวกับกาแล็กซีสามสายที่พุ่งทะยานกึกก้องฟ้าดิน พุ่งทะยานไปมาระหว่างร่างจำแลงแต่ละร่าง
นี่เทียบเท่ากับวิชากระบี่บิน ทว่าสิ่งที่เขาควบคุมคือหอก ซึ่งก็น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน
เช้ง!
หวังเซวียนในรูปลักษณ์ของฟางอวี่จู๋ เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งวิถีเซียน อาภรณ์สีขาวสะบัดพริ้ว กางวิชาลับอวี่ฮว่า ระหว่างฟ้าดินเต็มไปด้วยหยาดพิรุณแห่งแสง ล้วนเป็นเงาร่างของเธอ
หอกสีเงินทั้งสามเล่มถูกกักขังเอาไว้ ถูกกระแทกอย่างต่อเนื่องท่ามกลางหยาดพิรุณแห่งแสง ค่อยๆ ถูกทำให้สลายไป
"วิชาสังสารวัฏเทวะปีศาจ!" ด้านหลัง 'ปฐมาจารย์ปีศาจ' ตะโกนก้อง วิชาลับสุดยอดของเผ่าพันธุ์ปีศาจถูกปลดปล่อยออกไปแล้ว ทั้งที่อยู่ในโลกความเป็นจริงแท้ๆ แต่กลับทำให้คู่ต่อสู้ต้องตกลงสู่วังวนสังสารวัฏทางจิตวิญญาณชั่วขณะ ตกลงไปในฉากอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
เปรี้ยง! ตูม!
ราชันปีศาจชูร่มกระดาษน้ำมันขึ้น ระหว่างที่ร่มหมุนวน มันก็แผ่ปกคลุมท้องฟ้า ทะเลอสนีบาตอันไร้ขอบเขตร่วงหล่นลงมา ครั้งนี้แตกต่างออกไป ท่ามกลางสายฟ้ามีเหล่าเซียนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน พุ่งเข้าสังหารตามลงมา
"บทเพลงหมื่นเซียนข้ามทัณฑ์——ยามอัสดง!" บทเพลงสายฟ้าเช่นนี้ มหาทัณฑ์สวรรค์เช่นนี้ เมื่อนำมาใช้จัดการกับทวยเทพ นั่นก็คือยามอัสดงของทวยเทพ
อสนีบาตฟาดผ่าลงมาพร้อมกับเงาร่างของเซียน ซัดจนเทพผมเงินกระอักเลือดคำโต
เสียงดังปัง ฟางอวี่จู๋เหาะมา ซัดหมัดลงมาจากกลางอากาศ พร้อมกับแสงแห่งอวี่ฮว่า เจาะทะลุหน้าอกของเทพผมเงินจนเป็นรูโหว่
"หึ ใช้ร่างเธอหล่อเลี้ยงชีวิตฉัน ครรภ์เซียนสิงสู่!" ชายชุดเงินลึกลับที่เดินออกมาจากเถ้าถ่านของเจิ้งหยวนเทียนเอ่ยอย่างเย็นชา สิ่งที่เรียกว่าวิชาครรภ์มารนั้น มีบางคนเรียกมันว่าวิชาครรภ์เซียน อย่างน้อยตัวเขาเองก็ไม่ได้เรียกมันว่ามาร
เลือดที่เทพผมเงินพ่นออกมา แปรสภาพเป็นเส้นเลือดสายหนึ่ง เชื่อมต่อกับชายชุดเงิน มีรัศมีแสงลึกลับบางอย่างกำลังชอนไชเข้าไปในร่างกายของเทพผมเงิน
"ทวยเทพฟันดาบที่หนึ่ง ตัดเลือดเนื้อ!"
"ทวยเทพฟันดาบที่สอง ตัดวิญญาณ!"
"ทวยเทพฟันดาบที่สาม ตัดมิติเวลา!"
เทพผมเงินแผดเสียงคำราม ความจริงแล้ว ทวยเทพฟันสามดาบของเขาได้ถูกปลดปล่อยออกมาก่อนแล้ว สิ่งที่เขาฟันคือเลือดเนื้อ วิญญาณของทุกคน และมิติเวลาที่พวกเขาอยู่ การฟันสามดาบนี้ไร้ขอบเขต
"สะท้อนกลับ!" 'จางเต้าหลิง' ที่เป็นร่างแยกตวาดกร้าว สองมือวาดลวดลาย กลางความว่างเปล่าเต็มไปด้วยกระจกเงา ปิดกั้นจากทุกทิศทาง สะท้อนลำแสงที่เกิดจากทวยเทพฟันสามดาบ และกลิ่นอายกฎเกณฑ์เหนือธรรมชาติกลับไปจนหมด
นี่ออกจะทวนกระแสสวรรค์ไปหน่อย ทำให้ทุกคนที่มองดูต่างก็หวาดผวา
ร่างหลักของหวังเซวียนเองก็ยังตกตะลึง ครุ่นคิดเงียบๆ ร่างแยกเหล่านี้ลักขโมยเวลาในดินแดนแห่งความว่างเปล่า ศึกษาเคล็ดวิชาอย่างลึกซึ้ง ยอดเยี่ยมมากจริงๆ
ทว่า นี่ก็นับว่า 'ตัวเขาเอง' กำลังลงมือทำเอง หลังจากการหลอมรวม ล้วนจะกลายเป็นหนึ่งเดียว เป็นเคล็ดวิชาของเขาเพียงผู้เดียว
"ฉันก็แค่ร่างหลักร่างหนึ่ง ทุกคน พวกนายก็ต้องเข้ามาพร้อมกันด้วยสิ ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะต้านทานได้!" เหล่าจางในกลุ่มร่างแยกคิดว่าตัวเองคือร่างหลัก
"ฉันต่างหากที่เป็นร่างหลัก หลบไป ดูฉันใช้ไฟปีศาจแผดเผาสวรรค์ ฆ่าไอ้เทพกระจอกนี่ซะ!"
"พูดบ้าอะไรของนาย ฉันนี่แหละร่างหลัก หลีกไป กระบี่แสนแปดพันเล่มคำรามก้อง สังหารไอ้เทพกระจอกต่างถิ่นนี่ซะ!"
...
"พวกแกทุกคนควรจะไปลงนรกซะ!" เทพผมเงินเอ่ย ทั่วร่างสาดส่องแสงสีเงินเจิดจรัส กวาดล้างไปทั่วทั้งฟ้าดิน!
ทว่า กลุ่มเงาร่างกลับไม่หวั่นเกรง ต่างก็แย่งชิงกัน พุ่งทะยานลงไปพร้อมกัน เพื่อรุมล่าเทพผมเงิน!
(จบบท)