เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP 248: 【อ่านฟรี!】 ความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน จะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกต่อไป!

EP 248: 【อ่านฟรี!】 ความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน จะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกต่อไป!

EP 248: 【อ่านฟรี!】 ความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน จะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกต่อไป!


EP 248: อ่านฟรี! ความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน จะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกต่อไป!

 

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ เรื่องในบ้านเรา ชุยฮวาก็เป็นคนตัดสินใจมาตลอด แถมเรื่องนี้พวกเราก็เห็นตรงกันด้วย ใครจะเป็นคนเซ็นก็เหมือนกันแหละครับ”

เมื่อได้ยินหลินอี้พูดแบบนั้น หม่าฟู่กุ้ยก็ยิ่งรู้สึกเกร็งหนักเข้าไปอีก

ครอบครัวของเขาไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการผ่าตัดมาก่อน จึงไม่รู้ว่าทางโรงพยาบาลยังมีแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่แบบนี้อยู่ด้วย

ยุคสมัยไหนแล้ว ความคิดของคนในหมู่บ้านยังเปลี่ยนไปตั้งเยอะ ทำไมโรงพยาบาลถึงยังหัวโบราณอยู่ได้!

แต่ด้วยความเกรงใจหมอ หม่าฟู่กุ้ยจึงไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมา...

“คืออย่างนี้นะครับพี่หม่า เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ว่าทำไมถึงต้องให้ญาติเป็นคนเซ็นชื่อ”

เมื่อญาติผู้ป่วยมีข้อสงสัย หมอก็มีหน้าที่ต้องอธิบายให้กระจ่าง เพราะความเชื่อใจและการให้ความร่วมมือที่ดีระหว่างหมอกับผู้ป่วยเท่านั้น ที่จะนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีที่สุด

“ถ้าเป็นการผ่าตัดเล็กๆ ทั่วไป ที่ผู้ป่วยได้รับการฉีดยาชาเฉพาะที่ หรือยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ผู้ป่วยหรือญาติก็สามารถเซ็นชื่อรับรองได้เลย เพราะต่างฝ่ายต่างก็สามารถรับผิดชอบและยอมรับผลของการเซ็นชื่อได้”

“แต่สำหรับกรณีของพี่ชุยฮวานั้นต่างออกไป การผ่าตัดร่วมกันสองรายการ จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยสลบตลอดกระบวนการผ่าตัด หากเกิดเหตุฉุกเฉินใดๆ ขึ้นในระหว่างการผ่าตัด พวกเราก็ไม่สามารถขอความคิดเห็นจากผู้ป่วยได้ ในเวลาแบบนี้ จึงจำเป็นต้องให้ญาติคอยเซ็นชื่อ เพื่อตัดสินใจแทนครับ...”

หลินอี้พยายามอธิบายอย่างง่ายๆ เพื่อให้หม่าฟู่กุ้ยเข้าใจว่าทำไมญาติถึงต้องเป็นคนเซ็นชื่อ

หลังจากที่ได้ปลดล็อกทักษะการเป็นจิตแพทย์แล้ว หลินอี้ก็ตระหนักถึงความสำคัญของทักษะการสื่อสาร ระหว่างหมอกับผู้ป่วยและญาติมากขึ้น

โดยเฉพาะการไม่ควรนำเอาประสบการณ์และความรู้ของตนเอง ไปตัดสินหรือตีกรอบความคิดของผู้ป่วยแต่ละราย เพราะวิถีชีวิตและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ในเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยได้...

“อ๋อ... เป็นแบบนี้นี่เอง ขอบคุณมากครับคุณหมอ งั้นเอกสารพวกนี้ ผมต้องเป็นคนเซ็นจริงๆ ด้วยสิ”

เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหลินอี้ หม่าฟู่กุ้ยก็หายสงสัย เขาเตรียมจะหยิบปากกาจากมือภรรยามาเซ็นชื่อ

“เดี๋ยวก่อนตาเฒ่าหม่า เรายังเซ็นชื่อตอนนี้ไม่ได้นะ!”

แต่หลิวชุยฮวาที่เอาแต่เงียบมาตลอด กลับปัดมือที่ใหญ่โตของหม่าฟู่กุ้ยออก และขัดขวางไม่ให้สามีเซ็นชื่ออย่างกะทันหัน...

“เป็นอะไรไปชุยฮวา? อย่ามัวแต่เล่นสิ!”

“รีบเซ็นชื่อเข้าสิ คุณหมอเขารอผ่าตัดให้เธออยู่นะ!”

หม่าฟู่กุ้ยใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เขาแกล้งทำเสียงดุใส่ภรรยา

เหลืออีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ภรรยาของเขาก็จะได้รับการผ่าตัดแล้ว ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ถึงได้มาเปลี่ยนใจเอาป่านนี้ กว่าจะเจอหมอเก่งๆ

แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว...

“พี่ชุยฮวา ให้พี่หม่าเซ็นชื่อเถอะครับ ทางเราเตรียมการผ่าตัดใกล้จะเสร็จแล้วนะครับ...”

หลินอี้เองก็ชะงักไปเหมือนกัน เขาพยายามพูดเกลี้ยกล่อมญาติผู้ป่วยอยู่ข้างๆ

เขาเองก็รับประกันไปแล้ว ว่าทั้งแม่และเด็กจะปลอดภัย แต่ผู้ป่วยกลับไม่ยอมเซ็นชื่อ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?

“ตาเฒ่าหม่า หมอหลิน จะให้พวกเราเซ็นชื่อรับการผ่าตัดก็ได้นะคะ”

“แต่ฉันอยากจะขอเปลี่ยนแผนการผ่าตัดหน่อยค่ะ ขอทำแค่ผ่าคลอดก็พอ”

“ส่วนเรื่องผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน เอาไว้คลอดลูกเสร็จ ค่อยว่ากันอีกทีเถอะค่ะ”

หลิวชุยฮวามองไปที่สามีและคุณหมอ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกเหตุผลที่ปฏิเสธการเซ็นชื่อออกมา

และนี่ก็คือวิธีที่เธอคิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว หลังจากที่ได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน...

“ทำไมล่ะ?” หม่าฟู่กุ้ยและหลินอี้ถามขึ้นพร้อมกัน

“หมอก็บอกชัดเจนแล้วนี่ ว่าทั้งแม่และลูกจะปลอดภัย พวกเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป หมอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหลอกพวกเรา ชุยฮวา เธอเป็นอะไรไปกันแน่เนี่ย?”

หม่าฟู่กุ้ยตาแดงก่ำด้วยความร้อนใจ เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าภรรยาของเขาเป็นบ้าอะไรขึ้นมา

ขืนยังมัวแต่ลีลาแบบนี้ต่อไป คุณหมอคงจะหมดความอดทนเข้าสักวัน...

“พี่ชุยฮวา พี่ไม่ต้องกังวลอะไรเลยนะครับ”

“การผ่าตัดทั้งสองอย่างนี้ ล้วนเป็นวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน ต่อให้ต้องทำพร้อมกัน ก็จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อทารกในครรภ์ และหลังจากพี่ออกจากโรงพยาบาล ก็จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการให้นมบุตรด้วยครับ...”

หลินอี้รีบพูดเสริม เพื่อคลายความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้เป็นแม่

การที่หลิวชุยฮวาเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย นอกจากจะเป็นเพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่แล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลอื่นอีก

“ฉัน... ฉันขอพูดตามตรงเลยก็แล้วกันนะคะ!”

เมื่อเห็นความห่วงใยจากสามีและคุณหมอ หลิวชุยฮวาก็รู้ตัวว่า หากไม่พูดให้ชัดเจน ก็คงจะไม่ได้การแล้ว

“หมอหลินคะ ฉันไม่ได้สงสัยในฝีมือการรักษาของคุณเลยแม้แต่น้อย และฉันก็เชื่อมั่นด้วยว่า เมื่อขึ้นเตียงผ่าตัดแล้ว คุณจะต้องช่วยให้เราแม่ลูกปลอดภัยอย่างแน่นอน”

หลิวชุยฮวาเริ่มต้นด้วยการยืนยันในฝีมือของหลินอี้อย่างจริงใจ ต่อให้จะต้องผ่าคลอดเพียงอย่างเดียว เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้หมอต้องขุ่นเคืองใจ ก่อนการผ่าตัด

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่หลินอี้ออกไปเมื่อครู่นี้ หมอฟางที่อยู่ข้างๆ ก็ได้พูดถึงฝีมือการผ่าตัดของหลินอี้ให้เธอฟังมากมาย

เมื่อบวกกับชื่อเสียงของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่ดีที่สุดในมณฑลหลงด้วยแล้ว หมอจากโรงพยาบาลใหญ่โตขนาดนี้ ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาหลอกลวงหญิงชาวบ้านอย่างเธอหรอก

ดังนั้น หลิวชุยฮวาจึงเชื่อในคำพูดของหลินอี้ อย่างหมดใจ...

“บอกตามตรงนะคะหมอหลิน ฉันกับตาเฒ่าหม่า หมดเงินเก็บไปกับการพยายามมีลูก จนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว”

“กว่าชีวิตจะมีหวังขึ้นมาบ้าง ฉันไม่อยากให้ครอบครัวของเรา ต้องมาหมดเนื้อหมดตัวเพราะฉันอีก”

“และอีกอย่าง หลังจากลูกเกิดมา ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอีกจิปาถะเลยนะคะ...”

หลิวชุยฮวาเล่าถึงสถานะทางการเงินของครอบครัวให้ฟัง ก่อนจะพูดต่อ

“มะเร็งตับอ่อนมันก็คือโรคมะเร็ง ค่าผ่าตัดคงจะแพงหูฉี่จนเราคาดไม่ถึงแน่ๆ”

“ครอบครัวของเรา... ครอบครัวของเราไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันไม่อยากเห็นตาเฒ่าหม่า ต้องไปก้มหัวอ้อนวอนขอยืมเงินใครอีกแล้ว...”

ไม่ว่าจะรู้สึกอับอายแค่ไหน เมื่อได้อธิบายเหตุผลทั้งหมดออกมา หลิวชุยฮวาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากรักษา ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อเทียบกับการมีชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี เธอมีเหตุผลที่ทำให้ต้องยอมทิ้งชีวิตตัวเองไป...

แม้หลิวชุยฮวาจะไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนไกล แต่ด้วยอินเทอร์เน็ตที่ก้าวหน้าในยุคนี้ การรับข่าวสารของคนในชนบทกับคนในเมือง ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

โรคมะเร็งที่คนอื่นรักษาไม่หาย ยังต้องหมดเงินไปหลายแสน แล้วโรคมะเร็งที่รักษาได้ จะไม่ต้องใช้เงินเป็นล้านเลยเหรอ

เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ สำหรับชาวนาที่ต้องตรากตรำทำงานหนัก มันเป็นตัวเลขที่เกินจะจินตนาการได้ ต่อให้ครอบครัวเธอจะอดมื้อกินมื้อไปอีกหลายชั่วอายุคน ก็คงหาเงินมาจ่ายไม่ไหวหรอก

ต่อให้ตาเฒ่าหม่าจะยอมก้มหัวอ้อนวอนชาวบ้าน จนหาเงินค่าผ่าตัดสุดแพงนี้มาได้ อาการป่วยของเธอจะหายดี แต่ตาเฒ่าหม่า หรือแม้กระทั่งลูกของเธอ

ก็จะต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างอัปยศอดสู และแบกรับหนี้สินที่ไม่มีวันหมดสิ้นไปตลอดกาล

หลิวชุยฮวาไม่ยอมให้ความเห็นแก่ตัวของตัวเอง ต้องนำพาความทุกข์ระทมมาสู่ครอบครัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเด็ดขาด...

“ปัง!” เสียงทุบเตียงดังลั่น หม่าฟู่กุ้ยชกกำปั้นลงบนโครงเตียงอย่างแรง

“เป็นความผิดของฉันเอง เป็นความผิดของไอ้ผู้ชายไม่ได้เรื่องอย่างฉัน ที่ยากจนซะจนไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อประกันสุขภาพถ้วนหน้า!”

หม่าฟู่กุ้ยทึ้งหัวตัวเอง แววตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยความเสียใจและเจ็บปวด

ถ้าเขาซื้อประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ชุยฮวา ภรรยาของเขาก็คงไม่ต้องมาเสียสละอะไรมากมายขนาดนี้ เพียงเพราะกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล...

“แต่ชุยฮวา เธอโง่มากรู้ไหม เงินหมดเราก็หาใหม่ได้”

“ถ้าคนตายไปแล้ว อย่าว่าแต่หาเงินเลย ฉันจะมีกำลังใจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง?”

“จะถูกคนอื่นนินทาว่าร้าย หรือเยาะเย้ยถากถางยังไง ขอแค่ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา นั่นก็คือความสุขที่สุดแล้ว!”

“เรื่องนี้เธอต้องฟังฉัน ต้องรักษาทั้งแม่ทั้งลูก ไม่ว่าจะหมดเงินไปเท่าไหร่ ก็ต้องรักษาให้ได้!”

ถึงจะเจ็บใจแค่ไหน แต่หม่าฟู่กุ้ยก็รู้ดีว่า ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้คือ ต้องบังคับให้ภรรยายอมรับการผ่าตัดให้ได้

ข้อดีของการมีภรรยาอย่างหลิวชุยฮวา ก็คือความรักครอบครัวนี่แหละ การที่มีภรรยาคนนี้เข้ามาในชีวิต ทำให้เขาไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตเลย

ต่อให้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากสักแค่ไหนก็ตาม

แต่ข้อเสียที่ร้ายแรงที่สุดของเธอก็คือ เธอรักครอบครัวมากเกินไป จนทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับสามีและลูก โดยไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

อาการป่วยหนักจนถึงขั้นวิกฤตแล้ว เธอก็ยังมามัวคิดถึงอนาคตของสามีและลูกอยู่อีก

จบบทที่ EP 248: 【อ่านฟรี!】 ความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน จะไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกต่อไป!

คัดลอกลิงก์แล้ว