เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1075 วิกฤตชามข้าวเหล็ก

บทที่ 1075 วิกฤตชามข้าวเหล็ก

บทที่ 1075 วิกฤตชามข้าวเหล็ก


อู๋ตันเจินรีบพูดขึ้นทันทีว่า “ถูกเผงเลยค่ะ รายการอาหารโต๊ะจีนชุดนี้ถ้าคิดตามราคาอาหารเมื่อก่อน ต้องตั้งยี่สิบสี่หยวนเลยนะ ตอนนี้เหลือแค่สิบห้าหยวน คุณลองคิดดูสิว่ามันคุ้มค่าขนาดไหน! ครั้งนี้พวกเราไม่ได้มาหลอกตากันเล่น ๆ แต่ตั้งใจจะมอบความคุ้มค่าให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวบ้านอย่างจริงใจ ให้ทุกคนได้กินอย่างพอใจ กินอย่างคุ้มค่า”

“ให้พ่อครัวระดับสองเป็นคนลงมือจริง ๆ เหรอ? คงไม่ใช่ปล่อยให้พวกเด็กฝึกงานมาผัดมั่วซั่วอีกใช่ไหม?” มีผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยถาม

อู๋ตันเจินตบหน้าอกรับประกันว่า “คุณวางใจได้เลย หัวหน้าพ่อครัวของเราให้คำมั่นสัญญาอย่างเด็ดขาดแล้ว อาหารทุกจานที่ยกออกจากห้องครัวเขาจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด ลูกค้ากินแล้วไม่พอใจรับประกันคืนเงิน เปลี่ยนจานใหม่ให้ได้เลย!”

“ฉันดูแล้วครั้งนี้ร้านอาหารรัฐแสดงท่าทีจริงจังออกมาแล้วนะ ไม่แน่ว่าอาจจะปรับปรุงใหม่จริง ๆ ก็ได้”

“อีกสองวันลองไปกินดูสักมื้อก็รู้แล้วล่ะ ลองดูว่าจะแค่โม้หลอกคน หรือว่าตั้งใจปรับปรุงจริง ๆ”

“โต๊ะจีนราคาสิบห้าหยวนนี่ฉันก็อยากจะลองดูจริง ๆ นะ อีกสองวันพ่อฉันจะฉลองวันเกิด ห้องส่วนตัวของร้านอาหารรัฐก็จัดว่าสวยดีเสียด้วย”

ฝูงชนที่มุงดูต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ค่อนข้างสนใจกับคำพูดและความคุ้มค่าที่ร้านอาหารรัฐมอบให้

อาเหว่ยกัดฟันกรอดพลางบอก “อาจารย์โจว ร้านอาหารรัฐพุ่งเป้ามาที่พวกเรานี่นา! ถึงกับทำสงครามราคาเลย ต่ำช้าเกินไปแล้ว! นายว่า พวกเราควรจะทำยังไงดี?”

“อาเหว่ย นายไปอัดพวกหล่อนสักตั้งสิ” โจวเยี่ยนตอบ

“ฉันเหรอ?” อาเหว่ยชี้เข้าหาตัวเอง แล้วหันไปมองพนักงานต้อนรับหญิงพวกนั้น เอ่ยอย่างลำบากใจเล็กน้อย “มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นเลย ไม่ค่อยดีมั้ง?”

“ถ้างั้นนายก็เข้าไปด่าพวกหล่อนสักฉากสิ” โจวเยี่ยนพูดต่อ

อาเหว่ยขยับปาก ขยับสายตามองอู๋ตันเจินที่ริมฝีปากบางเฉียบ ส่ายหน้าพลางบอก “ฉันกลัวจะด่าสู้เธอไม่ได้น่ะสิ นายไม่รู้อะไร คนที่เป็นถึงหัวหน้าพนักงานต้อนรับได้ ฝีปากร้ายกาจจะตายไป เวลาชมหัวหน้าก็หวานเจี๊ยบ เวลาด่าลูกค้าก็ร้ายกาจสุด ๆ คนแบบฉัน ต่อให้มาสิบคนก็ด่าสู้เธอไม่ได้หรอก”

โจวเยี่ยนขมวดคิ้ว “ถ้างั้นจะมีนายไว้ทำไมล่ะ?”

“ฉัน... ฉันเป็นคนหั่นผักนี่นา” อาเหว่ยตอบเสียงอ่อย

“ถ้างั้นนายจะถามหาพระแสงอะไรล่ะ ตีก็ไม่กล้าตี ด่าก็ด่าไม่ชนะ ถามไปก็เปล่าประโยชน์” โจวเยี่ยนเบ้ปาก หันหลังเดินกลับไปที่แผงขายหมูของจางเหล่าซาน “ไปเถอะ กลับไปดึงเส้นบะหมี่กัน”

“อาจารย์โจว จะปล่อยไปแบบนี้เลยเหรอ?” อาเหว่ยสะพายตะกร้าหลังรีบสาวเท้าเดินตาม ยังคงรู้สึกไม่ค่อยยอมรับเท่าไหร่นัก

“พวกเราบีบจนร้านอาหารรัฐต้องออกมาเร่ขายของตามข้างถนนแล้ว หัวหน้าพ่อครัวซื้อกะหล่ำปลียังต้องมานั่งต่อราคาสองเหลี่ยงเถียงกับคนขายผักตั้งครึ่งค่อนวัน นายยังจะเอาอะไรอีก?” โจวเยี่ยนหัวเราะ “เขาไม่ได้มาระรานถึงหน้าร้านเสียหน่อย ก็แค่ลดราคาเรียกลูกค้า นายจะไปยุ่งอะไรนักหนา”

“เอ่อ...” อาเหว่ยอึ้งไป พอไตร่ตรองดูให้ดี ก็ดูเหมือนจะมีเหตุผลจริง ๆ พอเดินตามทันก็เอ่ยต่อ “ถ้าเป็นแบบนี้ ลูกค้าจะไม่โดนพวกเขาแย่งไปหมดเหรอ?”

โจวเยี่ยนยิ้มพลางบอก “ไม่เป็นไรหรอก ฐานลูกค้าหลักของพวกเราคือโรงงานทอผ้า ขอแค่พวกเขาไม่ได้วิ่งมาป่าวประกาศถึงหน้าประตูโรงงานทอผ้า ผลกระทบก็คงไม่มากเท่าไหร่หรอก

นายลองดูคนที่มุงดูพวกเขาสิ ล้วนเป็นคนหน้าไม่คุ้นทั้งนั้น ต่อให้พวกเรามีใจอยากจะดึงพวกเขามากินข้าวที่ร้าน ต้นทุนที่ต้องจ่ายก็ยังสูงกว่าร้านอาหารรัฐเสียอีก แบบนั้นมันได้ไม่คุ้มเสียหรอก” อาเหว่ยทำท่าครุ่นคิด จ้องมองคนพวกนั้นไปรอบหนึ่ง ก็พบว่าเป็นคนหน้าไม่คุ้นทั้งนั้นจริง ๆ

พอเห็นพวกโจวเยี่ยนเดินมา จางเหล่าซานก็เอ่ยด้วยความโกรธแค้นว่า “พวกคนจากร้านอาหารรัฐนี่หน้าไม่อายจริง ๆ เมื่อก่อนไล่ด่าลูกค้า ถือมีดปังตอไล่ฟันลูกค้า ตอนนี้ร้านอาหารใกล้จะเจ๊งแล้ว ถึงเพิ่งรู้จัดเคารพลูกค้า มารับใช้ประชาชน เสแสร้งสิ้นดี!”

จางเหล่าซานตอนนี้ลงเรือลำเดียวกันกับโจวเยี่ยนแล้ว ย่อมต้องออกรับแทนโจวเยี่ยนอย่างสุดใจอยู่แล้ว

ขืนกิจการของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาได้รับผลกระทบ ซื้อเนื้อหมูน้อยลง เขาก็ย่อมต้องได้กำไรน้อยลงตามไปด้วย เรื่องผลประโยชน์แบบนี้เขาคำนวณไว้ทะลุปรุโปร่งแล้วล่ะ

โจวเยี่ยนไม่คิดเช่นนั้น “ผมเดาว่าเดือนที่แล้วร้านอาหารรัฐต้องขาดทุนแน่นอน แถมยังน่าจะขาดทุนไปไม่น้อยด้วย ขืนไม่ยอมเปลี่ยนก็คงต้องเจ๊ง ดังนั้นตั้งแต่หัวหน้าพ่อครัวไปจนถึงพนักงานต้อนรับ ถึงได้รีบร้อนออกมาป่าวประกาศกันแบบนี้ไงครับ”

“อาจารย์โจว ถ้างั้นพวกเราต้องลดราคาเรียกลูกค้าด้วยไหม? ตอนที่เขาอ่อนแอ ก็เอาให้ตายไปเลยสิ!” อาเหว่ยยกมือขึ้นมาทำท่าปาดคอ

“ร้านอาหารรัฐที่ครึ่งเป็นครึ่งตายแบบนี้แหละคือร้านอาหารที่ดี ขืนนายทำให้เขาตายจริง ๆ ไม่รู้ว่าจะมีคนเกลียดนายอีกตั้งเท่าไหร่ อีกอย่างนะ ครึ่งปีหลังพวกเราก็จะย้ายไปเจียโจวแล้ว ขืนนายทำให้ร้านอาหารรัฐเจ๊งไป ถึงตอนนั้นคนซูจีอยากจะหาร้านอาหารดี ๆ สักร้านกินข้าวก็คงหาไม่เจอแล้วล่ะ” โจวเยี่ยนยิ้มพลางบอก

“พวกเราทำในส่วนของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว ปล่อยทางรอดไว้ให้พวกเขาบ้าง ก็ถือเป็นการเหลือประกายไฟเล็ก ๆ ไว้ให้วงการร้านอาหารของซูจีด้วย”

“การที่ร้านอาหารรัฐสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพของอาหารหรือทัศนคติในการบริการ สำหรับลูกค้าแล้วล้วนเป็นเรื่องดีทั้งนั้น”

อาเหว่ยกับจางเหล่าซานฟังจบ สายตาที่มองโจวเยี่ยนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย “อาจารย์โจว วิสัยทัศน์กว้างไกลเกินไปแล้ว” จางเหล่าซานชูนิ้วโป้งให้

“อาจารย์โจว นึกไม่ถึงเลยว่านายจะมองการณ์ไกลขนาดนี้” อาเหว่ยเอ่ยชื่นชมเช่นกัน

โจวเยี่ยนตอบด้วยท่าทีนิ่งเฉย “ทำธุรกิจมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ พวกเราไม่เคยพึ่งพาการหั่นราคาเพื่อแย่งชิงตลาดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าจะแข่งกับเขาจริง ๆ พวกเราก็ควรจะสร้างความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่กว่าจากรสชาติของอาหารสิ”

การตอบโต้จากร้านอาหารรัฐ ความจริงแล้วมาช้ากว่าที่โจวเยี่ยนคาดไว้มาก สอดคล้องกับภาพจำขององค์กรที่แข็งทื่อและพวกกินเงินเดือนไปวัน ๆ ก็ช่วยไม่ได้นี่นา พวกที่อุ้มชามข้าวเหล็ก มักจะไม่มีแรงจูงใจในการทำเรื่องพวกนี้มากนักหรอก

ต่อเมื่อชามข้าวเหล็กมีแนวโน้มว่าจะถูกทุบทิ้ง พวกเขาถึงเพิ่งจะเริ่มลนลาน รู้ว่าพ่อครัวควรจะมีหน้าที่ทำอาหาร พนักงานต้อนรับควรจะมีหน้าที่ให้บริการ การลดราคาเป็นวิธีที่ได้ผลดีมาก ในยุคสมัยนี้เงินในกระเป๋าของทุกคนล้วนไม่ค่อยมีกันทั้งนั้น

การลดราคาคือความคุ้มค่าที่มอบให้ลูกค้าอย่างแท้จริง เมื่อบวกกับชื่อเสียงของร้านอาหารรัฐ สภาพแวดล้อมในการกินข้าวที่ดีกว่า และคำสัญญาที่ว่าไม่พอใจยินดีคืนเงินแล้ว การเคลื่อนไหวของร้านอาหารรัฐระลอกนี้จะต้องได้รับยอดจองโต๊ะจีนมาบ้างอย่างแน่นอน

มีผลกระทบต่อร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาไหม? ย่อมต้องมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อกี้เขาเหลือบมองรายการอาหารโต๊ะจีนราคาสิบห้าหยวนของร้านอาหารรัฐแล้ว รูปแบบจัดตามเก้าชามโต๊ะจีนเป๊ะ นอกจากปลาทั้งตัวแล้ว ก็ยังมีเป็ดนึ่งอีกทั้งตัว และเป็นเพราะกดราคาอาหารให้ต่ำลงไปอีก ดังนั้นเมื่อดูแค่รายการอาหาร อาหารจึงจัดเต็มกว่าโต๊ะจีนราคาสิบห้าหยวนที่พวกเขาเพิ่งจะเปิดตัวไป

หลังจากเปรียบเทียบกันแล้ว จะต้องมีลูกค้าส่วนหนึ่งเลือกไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐแน่นอน

รสชาติที่อร่อยกว่า กับราคาที่คุ้มค่ากว่า ระหว่างสองอย่างนี้จะมีจุดสมดุลในการตัดสินใจเลือกอยู่ หากมีข้อกำหนดเรื่องสภาพแวดล้อมในการกินข้าวด้วย ลูกค้าก็มีโอกาสสูงมากที่จะเลือกร้านอาหารรัฐที่มีห้องส่วนตัว เป้าหมายของร้านอาหารรัฐนั้นชัดเจนมาก คว้ายอดจองด้วยราคาถูก เน้นกำไรน้อยแต่ขายปริมาณมาก จากนั้นก็เอาชีวิตรอดต่อไป

โจวเยี่ยนไม่ได้เตรียมจะเล่นงานร้านอาหารรัฐให้ตาย ถึงยังไงหัวหน้าเบื้องบนของพวกเขาก็คือข่งกั๋วต้ง คราวก่อนที่มาลงพื้นที่ชี้แนะการทำงานก็ยังแวะมากินข้าวที่ร้าน เมื่อเทียบกับการลดราคาเพื่อทำสงครามกับร้านอาหารรัฐแล้ว สิ่งแรกที่โจวเยี่ยนต้องรับประกันในตอนนี้ก็คืออัตรากำไร และรักษาฐานลูกค้าหลักตรงหน้าเอาไว้ให้ได้

ร้านอาหารแห่งใหม่ตอนนี้ก็คือสัตว์ประหลาดสูบเงินดี ๆ นี่เอง ควักเงินจ่ายแต่ละทีก็เริ่มต้นที่สองหมื่นหยวนแล้ว โจวเยี่ยนจำเป็นต้องรับประกันอัตรากำไรของร้านอาหารให้ได้ ถึงจะหาเงินมาสร้างร้านได้พอ

แต่โจวเยี่ยนก็ไม่สามารถนิ่งดูดาย ปล่อยให้ร้านอาหารรัฐขยายชื่อเสียงเรียงนามต่อไปเรื่อย ๆ จนมากินส่วนแบ่งที่มีอยู่ของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาไปได้ แบบนั้นเขาก็รับไม่ได้เหมือนกัน

ฝั่งร้านอาหารรัฐเขาต้องคอยจับตาดูเอาไว้ เพื่อรอดูความเคลื่อนไหวต่อไปของพวกเขา และเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ สงครามธุรกิจนี่นา ก็ต้องจัดการให้เป็นเรื่องเป็นราวสักหน่อย

ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เขาก็จะส่งอาเหว่ยไปขโมยปลาคาร์ปในบ่อปลาหน้าประตูร้านอาหารรัฐเสียเลย

พอกลับมาถึงร้าน คุณลุงคนนั้นก็เพิ่งจะหาบผักกาดซานเยวี่ยชิงมาถึงร้านพอดี

โจวเยี่ยนจอดรถ แล้วร้องทักทาย “ลุงครับ เอาไปชั่งน้ำหนักนะ แล้วก็หาบไปไว้ที่สวนหลังบ้านให้ผมด้วย เดี๋ยวผมจะได้เอามาล้างได้สะดวก”

ผักกาดเขียวหนึ่งหาบ หกสิบสองจิน ความจริงแล้วก็คือผักกาดซานเยวี่ยชิงแค่ยี่สิบต้นเท่านั้น

“ลุงครับ ผมคิดราคาให้ในราคาหนึ่งเฟินแปดนะ 62 จิน ก็คิดเป็นหนึ่งหยวนสองเหมาก็แล้วกัน” โจวเยี่ยนควักกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วยื่นเงินให้ลุง

ลุงอึ้งไปเล็กน้อย ส่ายหน้าพลางบอก “ไม่ถูกนะเถ้าแก่ คุณให้มาหนึ่งหยวนสองเหมา นั่นมันก็เท่ากับคิดราคาให้ฉันจินละสองเฟินไม่ใช่เหรอ แบบนั้นที่คุณต่อราคาไปก็เสียเปล่าน่ะสิ?”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมต่อราคาก็ส่วนต่อราคา ให้เงินลุงเพิ่มอีกหนึ่งเหมา ถือเป็นค่าเหนื่อยที่ลุงอุตส่าห์หาบมาส่งให้ผมถึงที่ร้านก็แล้วกันครับ” โจวเยี่ยนยัดเงินใส่มือเขา “ลุงกลับไป ตัดผักกาดซานเยวี่ยชิงตามมาตรฐานแบบนี้ เลือกต้นสวย ๆ มาส่งให้ผมที่ร้านอีกหกสิบจินนะ ผมก็ยังจะคิดราคาให้ลุงตามราคานี้เหมือนเดิม”

“เถ้าแก่แบบคุณนี่เป็นคนดีแปลก ๆ นะ มิน่าล่ะถึงได้เปิดร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้ได้” ลุงหัวเราะ รับเงินมาแล้วสอดเก็บใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง พยักหน้าพลางบอก “ได้ ฉันจะกลับไปตัดมาให้เดี๋ยวนี้แหละ ก่อนเที่ยงจะเอามาส่งให้นะ”

“ครับผม เดินระวัง ๆ นะครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า มองส่งเขาที่หาบไม้คานเดินจากไปด้วยฝีเท้าเบาหวิว

ผักนี่ปลูกได้ดี อย่าดูถูกไปเชียว ผักกาดซานเยวี่ยชิงหนึ่งจินราคาแค่สองเฟิน ลุงบอกว่าในแปลงยังมีอีกเป็นพันจิน นั่นก็เท่ากับเงินเกือบสองร้อยหยวนเลยนะ ของพรรค์นี้ผลผลิตสูงเกินไปแล้ว ต้นหนึ่งเติบโตจนหนักได้ถึงสามจินกว่าเลยทีเดียว

เหล่าหลัวหยิบผักกาดซานเยวี่ยชิงขึ้นมาหนึ่งต้น พยักหน้าติด ๆ กัน “ผักกาดซานเยวี่ยชิงนี่คุณภาพสูงมากเลยนะ ปลูกได้สวยมากจริง ๆ เอามาทำผักดองนี่เหมาะเจาะพอดีเลย”

“ใช่ไหมล่ะครับ ทั้งตลาด ผักกาดซานเยวี่ยชิงของบ้านเขามีคุณภาพดีที่สุดแล้ว” โจวเยี่ยนหัวเราะ

“อาจารย์โจวตาถึงจริง ๆ” เหล่าหลัวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

อาเหว่ยเอาเรื่องที่เห็นร้านอาหารรัฐมาป่าวประกาศเรียกลูกค้าตามข้างถนนเล่าให้ทุกคนฟัง ทุกคนฟังจบก็พากันตกตะลึงไปตาม ๆ กัน

จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะชอบใจ “นึกไม่ถึงเลยนะ ว่าร้านอาหารรัฐก็จะมีวันนี้เหมือนกัน เมื่อก่อนเห็นแต่ละคนทำตัวหยิ่งยโส ไม่เคยเห็นหัวใครเลยนี่นา”

“ลดราคาเยอะขนาดนี้ นี่กะจะมาแย่งกิจการพวกเราใช่ไหม? พวกเราต้องลดราคาตามพวกเขาบ้างหรือเปล่า?” โจวเหมี่ยวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ตอนลดราคาน่ะมันง่าย แต่ตอนจะขึ้นราคากลับไปนี่สิ ไม่ได้ง่ายแบบนั้นหรอกนะ” เจิงอันหรงเอ่ยขึ้นมา

“เสี่ยวเจิงพูดถูก พวกเราไม่ทำสงครามราคาหรอก ขืนทำแบบนั้นต่อให้จะแย่งกิจการกลับมาได้บ้าง ก็ไม่แน่ว่าจะได้กำไรน้อยกว่าเมื่อก่อนเสียอีก เสียแรงเปล่า” โจวเยี่ยนเอ่ย “อย่าเพิ่งลนลานไปเลย รอดูว่าร้านอาหารรัฐจะสู้ศึกครั้งนี้ยังไง ถ้าเขาตั้งใจจะมาแย่งกิจการที่หน้าโรงงานทอผ้าจริง ๆ พวกเราค่อยหาทางรับมือก็ยังไม่สาย”

ทุกคนต่างก็พากันพยักหน้า ไม่ได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ กับคำพูดของโจวเยี่ยน

เนื้อพะโล้เพิ่งจะทำเสร็จได้ไม่นาน คุณลุงคนนั้นก็หาบผักกาดซานเยวี่ยชิงของเขามาถึงแล้ว

โจวเยี่ยนตรวจสอบดูรอบหนึ่ง ผักดูดีมาก รากก็สะอาด ยัดมาจนเต็มแน่นหาบ ชั่งน้ำหนักได้หกสิบสี่จิน

“ลุงครับ ให้เรียกว่ายังไงดีครับ?” โจวเยี่ยนยื่นเงินให้ลุง ยิ้มพลางเอ่ยถาม

“ติงกุ้ย เป็นลูกคนที่สาม จะเรียกฉันว่าติงเหล่าซานก็ได้นะ” ลุงรับเงินมา ยิ้มกว้างพลางบอก

“ลุงติง ลุงปลูกผักได้เก่งมากเลยนะ นอกจากผักกาดซานเยวี่ยชิงแล้ว ยังปลูกผักอย่างอื่นอีกไหมครับ?” โจวเยี่ยนยิ้มพลางเอ่ยถาม

คุณลุงเอ่ยด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “มันก็ต้องปลูกอยู่แล้วสิ ตอนนี้ฉันไม่ได้ปลูกข้าวแล้ว หันมาปลูกผักโดยเฉพาะ ช่วงก่อนฉันปลูกผักกาดเขียวก้านกว้างกับหัวไชเท้าแดงได้ยอดเยี่ยมสุด ๆ เลย ฝั่งเหมยโจวมีโรงงานทำผักดองแห่งหนึ่งถึงกับส่งรถแทรกเตอร์มาที่แปลงผักของฉัน เหมาหมดแล้วก็ขนกลับไปรวดเดียวเลยล่ะ”

จบบทที่ บทที่ 1075 วิกฤตชามข้าวเหล็ก

คัดลอกลิงก์แล้ว