- หน้าแรก
- เทพอสูรบรรพกาลสะท้านมหานคร
- บทที่ 4 วิชามารมายาศพ
บทที่ 4 วิชามารมายาศพ
บทที่ 4 วิชามารมายาศพ
สีหน้าของหลี่ซือหานดูย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เฉินซวนคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว
"เรื่องพวกนี้เอาไว้ฉันจะอธิบายให้ฟังทีหลัง"
"ตอนนี้ จงจดจำเส้นทางที่ปราณแท้สายนี้ไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเธอเอาไว้ให้ดี!"
"ตัวเธอเองก็เคยฝึกฝนปราณแท้มาบ้าง นับว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่ง เธอน่าจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด!"
เฉินซวนชักมือกลับแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย การที่หลี่ซือหานสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้นั้น ล้วนแต่อยู่ในการควบคุมของเขาทั้งสิ้น
"ฉัน... ฉันไม่มีปราณแท้หลงเหลืออยู่ในร่างกายเลยแม้แต่น้อย"
"อีกอย่าง หัวใจของฉันก็หยุดเต้นไปแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันแน่..."
นัยน์ตาคู่สวยของหลี่ซือหานเบิกกว้าง ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องยากที่เธอจะยอมรับความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้
"พอได้แล้ว เลิกพูดจาไร้สาระเสียที!"
"ฉันไม่อยากสิ้นเปลืองปราณแท้ไปกับเธอมากนัก การบำเพ็ญเพียรที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ!"
เฉินซวนไม่ได้รอให้หลี่ซือหานพูดจนจบ เขาก็เอ็ดตะโรขึ้นมาเสียก่อน
ก็แหงล่ะ เด็กสาวคนนี้เอาแต่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดหย่อน มันก็น่ารำคาญอยู่ไม่น้อย
เมื่อโดนเฉินซวนตวาดใส่ หลี่ซือหานก็ตกใจกลัวจนไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
หลังจากนั้น หลี่ซือหานก็จำต้องหลับตาลง และเริ่มจดจำเส้นทางการไหลเวียนของปราณแท้ตามคำแนะนำของเฉินซวน
ทว่ายิ่งพยายามจดจ่อมากเท่าไหร่ หลี่ซือหานก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจและเคลือบแคลงสงสัยมากยิ่งขึ้น
เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเฉินซวนมาเกือบ 3 ปีแล้ว
ในสายตาของเธอ เฉินซวนเป็นเพียงคุณชายจากตระกูลเศรษฐีที่มีความไม่มั่นใจในตัวเองและไม่ชอบโอ้อวดความร่ำรวยก็เท่านั้น
นั่นเป็นเพราะการเกิดมาในตระกูลผู้สืบทอดวิชายุทธ์เช่นพวกเขา หากไม่สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ได้ ก็มีค่าเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่ง
แต่ทว่า เฉินซวนที่ขาดความมั่นใจในอดีตคนนั้น ตอนนี้กลับไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้เห็นอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย!
น้ำเสียงของเขามีอำนาจที่กดดันจนแทบจะทำให้คนฟังหายใจไม่ออก!
"จำได้หรือยัง"
แววตาของเฉินซวนดูราบเรียบ เคล็ดวิชาของสายศพนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจดจำ เพราะมันต้องใช้การเดินลมปราณย้อนกลับ และใช้ชีพจรกระดูกเป็นรากฐานในการบำเพ็ญเพียร
ดังนั้น เขาจึงจงใจชักนำให้หลี่ซือหานเดินลมปราณถึง 2 รอบ ด้วยเกรงว่าเธอจะจำไม่ได้
อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ที่หลี่ซือหานแสดงออกมาก็ไม่ได้ทำให้เฉินซวนต้องผิดหวัง
"อืม ฉันจำได้แล้ว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากเลย"
หลี่ซือหานพยักหน้ารับ เคล็ดวิชาที่เฉินซวนถ่ายทอดให้นั้นลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการจดจำมัน
"หึ เธอนี่มองโลกในแง่ดีจังเลยนะ"
"อีกอย่าง ร่างกายของเธอน่ะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรอก"
"ตัวเธอในตอนนี้ แท้จริงแล้วก็คือคนตาย ส่วนเคล็ดวิชาที่ฉันเพิ่งถ่ายทอดให้เธอไปนั้น มีชื่อว่า วิชามารมายาศพ"
"วิชามารมายาศพเป็นเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรสายศพ พิษศพในร่างกายเธอยังไม่ถูกสกัดจนหมด ดังนั้นช่วงนี้เธอต้องหมั่นบำเพ็ญเพียรให้จงหนัก"
"เวลาที่เธอบำเพ็ญเพียร หากมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ก็มาถามฉันได้"
หลังจากเฉินซวนกำชับเสร็จสิ้น เขาก็เข้าไปนั่งประจำที่นั่งคนขับทันที
เฉินซวนมองผ่านกระจกมองหลัง เห็นว่านัยน์ตาของหลี่ซือหานยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาว่า "ห้ามแพร่งพรายเรื่องในวันนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด มิฉะนั้นเธอจะต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก"
"แล้วก็ ตอนนี้ฉันกำลังจะพาเธอกลับไป ส่วนจะอธิบายเรื่องนี้กับคนในตระกูลหลี่ยังไง ฉันคงไม่ต้องเปลืองน้ำลายบอกเธอหรอกนะ"
เมื่อได้ยินถ้อยคำของเฉินซวน สติสัมปชัญญะของหลี่ซือหานก็ดูเหมือนจะกลับเข้าที่เข้าทางในที่สุด
"อืม ฉันรู้แล้ว!"
"นายไม่ใช่คนที่ลักพาตัวฉันหรอก ผู้บงการตัวจริงก็คือหวังฉู่จากตระกูลหวังต่างหาก!"
"ตระกูลหวังต้องการให้เราสองคนตาย เพื่อเสี้ยมให้ตระกูลเฉินกับตระกูลหลี่ผิดใจกัน จากนั้นพวกเขาก็จะกอบโกยผลประโยชน์ไป!"
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ใบหน้าอันงดงามของหลี่ซือหานก็ซีดเผือดลงเล็กน้อย คนที่ฉลาดหลักแหลมอย่างเธอ มีหรือจะไม่รู้เท่าทันเรื่องพวกนี้
"ดีมาก เธอฉลาดมาก"
"หน้าตาก็ดี รูปร่างก็สวย แถมยังมีชาติตระกูลและมันสมอง ไม่แปลกใจเลยที่เธอได้เป็นดาวโรงเรียนอันดับหนึ่ง"
มุมปากของเฉินซวนยกยิ้มขึ้น เขารู้สึกพึงพอใจกับความหัวไวของหลี่ซือหานเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยชมเธอไปสองสามประโยค ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินซวน หลี่ซือหานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขวยเขินอยู่ลึกๆ
น่าเสียดายที่ในสภาพปัจจุบันของเธอ ใบหน้านั้นไม่สามารถแสดงรอยแดงระเรื่อออกมาได้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความขาวซีดที่ดูน่าสะพรึงกลัวเท่านั้น
หลี่ซือหานกะพริบตาคู่สวย จ้องมองเฉินซวนขับรถฝ่าสายฝน มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของตระกูลหลี่
"จริงสิ เฉินซวน ฉันรอดมาได้ยังไง"
"แล้วฉันก็รู้สึกเหมือนว่านายเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากเลยนะ!"
ในที่สุดหลี่ซือหานก็กลั้นความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่และถามสิ่งที่อยู่ในใจออกมา เธอรู้สึกว่าเฉินซวนกลายเป็นคนที่ดูลึกลับและคาดเดาไม่ได้
"แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเป็นพลเมืองดีเข้าไปช่วยเธอไว้น่ะสิ"
"แล้วก็ เอ้อ ผายปอดด้วย"
"แต่ผายปอดไปก็ไม่เป็นผล ฉันพบว่าเธอตายสนิทไปแล้ว ก็เลยถ่ายทอดเคล็ดวิชาของสายศพให้เธอไงล่ะ"
"ส่วนเรื่องที่ฉันเปลี่ยนไปน่ะ ความจริงฉันก็หล่อแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แค่ไม่อยากหล่อให้มันเอิกเกริกเกินไปก็เท่านั้นเอง!"
เฉินซวนสะบัดผมอย่างหน้าหนา แล้วหาเหตุผลมาแถเอาตัวรอดไปอย่างหน้าด้านๆ
"อะไรนะ"
"นี่นายผายปอดให้ฉันเหรอ!"
"นาย! นายทำแบบนั้นได้ยังไง!"
เมื่อได้ฟังสิ่งที่เฉินซวนพูด หลี่ซือหานก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและโกรธเคือง
"ทำไมล่ะ หรือว่านั่นจะเป็นจูบแรกของเธอ"
เฉินซวนมองไปยังหลี่ซือหานผ่านกระจกมองหลัง นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยแววตาหยอกล้อที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นสายตาที่ทั้งเขินอายและโกรธเคืองของหลี่ซือหานทวีความรุนแรงขึ้น เฉินซวนก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคงจะเดาถูกเผง
"ฮ่าฮ่า! ฉันไม่แกล้งเธอแล้วก็ได้!"
"ฉันไม่ได้ผายปอดให้เธอหรอก!"
"ก็แค่ตอนที่ฉันช่วยเธอขึ้นฝั่งมา ฉันก็พบว่าเธอตายสนิทไปแล้วต่างหาก!"
"อีกอย่าง ฉันก็ไม่คิดว่าเธอจะเป็นพวกหัวโบราณขนาดนี้นะ ลูกน้องพวกนั้นของหวังฉู่ลวนลามเธอไปตั้งเยอะตั้งแยะ!"
เฉินซวนอธิบาย ท่าทีที่เขามีต่อหลี่ซือหานก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน
ในชาติที่แล้ว เขาทำได้เพียงแค่แหงนมองนางฟ้าอย่างหลี่ซือหานเท่านั้น
"ไอ้พวกสารเลว! ฉันต้องฆ่าพวกมันให้ได้!"
เมื่อรู้ว่าจูบแรกของเธอยังคงอยู่ หลี่ซือหานก็ระบายความอาฆาตแค้นในใจทั้งหมดไปที่คนสวะพวกนั้นที่ทิ้งรอยสกปรกไว้บนร่างกายของเธอในทันที
หลี่ซือหานจำหน้าพวกมันได้อย่างแม่นยำ!
ชาตินี้ทั้งชาติเธอจะไม่มีวันลืมหน้าพวกมันเด็ดขาด!
"หึ เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ ผู้หญิงยิ่งสวยยิ่งไม่ควรไปแหยมด้วย"
เฉินซวนยิ้มบางๆ จากนั้นก็เหยียบคันเร่งจนมิด
"นี่ นายวางแผนจะทำอะไรต่อไป"
"ฉันได้ยินมาว่านายถูกไล่ออกจากตระกูลเฉินแล้ว"
"แถมตอนนี้คุณท่านตระกูลเฉินก็พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล"
"ในสถานการณ์ของตระกูลเฉินตอนนี้ ไม่มีใครคอยปกป้องนายได้เลยนะ"
"แต่ในเมื่อครั้งนี้นายช่วยชีวิตฉันไว้ ไม่ว่ายังไงฉันก็เป็นหนี้บุญคุณนายครั้งใหญ่"
"เอาอย่างนี้ไหม นายมาพักอยู่ที่ตระกูลหลี่ของฉันก่อนดีหรือเปล่า"
เมื่อเห็นว่าพวกเขาใกล้จะถึงหมู่บ้านวิลล่าส่วนตัวของตระกูลหลี่ หลี่ซือหานก็เอ่ยชักชวนเฉินซวน หยิบยื่นไมตรีจิตให้แก่เขา
เนื้อแท้แล้วเธอเป็นคนฉลาด ในเมื่อเฉินซวนสอนวิชามารมายาศพให้กับเธอ เธอจึงรู้ดีว่าวิชามารมายาศพนี้ล้ำลึกเป็นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของเฉินซวน
การที่คนในตระกูลเฉินไล่เฉินซวนออกมา นับเป็นพวกมีตาหามีแววไม่โดยแท้
หากเธอสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือในยามลำบากและรั้งตัวเฉินซวนเอาไว้ได้ บางทีมันอาจจะเป็นผลดีต่อตระกูลหลี่ของเธอก็เป็นได้!
ยิ่งไปกว่านั้น เธอได้รับการช่วยเหลือจากเฉินซวน ดังนั้นการรับเขาเข้ามาดูแลก็ถือเป็นการทดแทนบุญคุณเช่นกัน
"ไม่จำเป็นหรอก"
"เรื่องระหว่างฉันกับตระกูลเฉิน ไม่ต้องการให้คนนอกเข้ามายุ่ง"
"อีกอย่าง นอกจากคุณปู่แล้ว ก็ไม่มีใครในตระกูลเฉินที่ควรค่าให้ฉันอาลัยอาวรณ์อีก!"
"แค่จำไว้ว่าพอกลับไปคราวนี้ก็อธิบายให้ชัดเจนด้วยล่ะ จดหมายสารภาพรักที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายในโรงเรียนก่อนหน้านี้ ฉันไม่ได้เป็นคนเขียนให้เธอ!"
"ดังนั้น วันหลังตอนที่เธอกลับไปที่โรงเรียน ช่วยแก้ข่าวลือให้ฉันด้วยก็แล้วกัน"
เฉินซวนลงจากรถแล้วเปิดประตูให้หลี่ซือหานลงมา พวกเขาอยู่ใกล้กับเขตวิลล่าของตระกูลหลี่มากแล้ว หากเข้าไปใกล้กว่านี้พวกเขาคงจะถูกเรียกตรวจ
เขายังคงต้องค่อยๆ สะสางบัญชีแค้นสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
หลังจากที่หลี่ซือหานลงจากรถ นัยน์ตาคู่สวยของเธอก็มองไปยังเฉินซวนที่มีใบหน้าเรียบเฉย เธอส่ายหน้าอย่างกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "เอาเป็นว่า ถ้านายมีธุระอะไร ก็มาหาฉันได้นะ!"
เมื่อนึกถึงจดหมายสารภาพรักที่เฉินซวนมอบให้เธอที่โรงเรียนเมื่อวานนี้ มันก็สร้างความฮือฮาได้มากทีเดียว
ในตอนนั้น เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง เธอถึงได้ปฏิเสธเฉินซวนไป
และเพราะเหตุนี้เอง ตอนที่เฉินซวนใช้โทรศัพท์นัดเธอออกมาพบอีกครั้ง หลี่ซือหานจึงได้รู้ว่าเฉินซวนถูกตระกูลเฉินไล่ออกจากบ้าน ประกอบกับการที่ถูกเธอปฏิเสธจนกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งโรงเรียน เธอรู้สึกว่าเขาน่าสงสารมาก เธอจึงยอมตกลงมาพบกับเฉินซวน
ใครจะไปรู้ล่ะว่าเพราะเหตุนี้ เธอถึงได้ตกหลุมพรางของหวังฉู่และถูกจับตัวมา!
แถมยังเกือบจะต้องทิ้งชีวิตเอาไว้อีก...
เมื่อเห็นว่าเฉินซวนไม่ยอมพูดอะไรต่อ หลี่ซือหานจึงต้องพูดต่อไปว่า "เดินทางกลับดีๆ ล่ะ หวังฉู่ไม่ได้รับมือด้วยง่ายๆ หรอกนะ ถ้านายจะแก้แค้น นายต้องวางแผนให้รัดกุม..."
"หึ ไม่ต้องห่วงหรอก คุณหนูหลี่"
"หลังจากที่ฉันจับตัวหวังฉู่ได้แล้ว ฉันจะโทรเรียกให้เธอมาเหยียบย่ำมันสักสองสามทีเพื่อระบายความโกรธก็แล้วกัน"
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ลาก่อน!"
โดยไม่รอให้หลี่ซือหานพูดจนจบ เฉินซวนก็กลับรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว
"เขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ"
หลังจากมองดูเฉินซวนขับรถจากไป หลี่ซือหานก็ละสายตา เดินมาที่หน้าเขตวิลล่าของตระกูลหลี่แล้วพูดขึ้นว่า "เปิดประตูที..."
"คุณหนูหรือครับ? คุณหนูกลับมาแล้ว! คุณหนูกลับมาแล้ว!"
เมื่อยามรักษาการณ์เห็นว่าหลี่ซือหานที่หายตัวไปได้กลับมาแล้ว ร่างกายของเขาก็สั่นเทาอย่างรุนแรง เสียงตะโกนด้วยความดีใจดังก้องกังวานไปทั่วทั้งเขตวิลล่าของตระกูลหลี่
ในชั่วพริบตา ตระกูลหลี่ก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น
ทุกคนในตระกูลหลี่ตั้งแต่บนลงล่าง ต่างพากันออกมาต้อนรับหลี่ซือหาน
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลี่ซือหานก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวอย่างเต็มเปี่ยม
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปและนึกถึงเด็กหนุ่มอย่างเฉินซวนที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่นี้!
ตัวคนเดียว เขาช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน
ดูเหมือนจะโดดเดี่ยว ทว่าจิตใจของเขากลับแข็งแกร่งยิ่งนัก...
"รายงานข่าวล่าสุด"
"เมื่อวานนี้เกิดพายุไต้ฝุ่นพัดถล่ม ส่งผลให้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน"
"ที่แม่น้ำชิงเหอในเขตชิงเป่ย เมืองจินเหมิน มีเรือลำเล็กอับปางลงในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มีรายงานว่าสามารถกู้เรือขึ้นมาได้แล้ว ทว่ากลับไม่พบศพผู้เสียชีวิตอยู่ภายใน..."
ภายในห้องพักของโมเต็ลแห่งหนึ่ง เฉินซวนกำลังดื่มด่ำกับรสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรงหน้าอย่างตั้งใจ พลางดูรายการข่าวบนโทรทัศน์ที่กำลังรายงานผลงานของเขา
เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา มีเพียงคนที่เคยตายมาแล้วอย่างเขาเท่านั้นที่จะเข้าใจว่าความรู้สึกของการมีชีวิตอยู่นั้นมันยอดเยี่ยมมากแค่ไหน!
โชคยังดีที่มีเงินสดติดรถอยู่สองสามพัน ไม่เช่นนั้นเมื่อคืนเขาคงต้องไปนอนข้างถนนจริงๆ
"หนี้แค้นครั้งนี้ หวังฉู่ ฉันจะค่อยๆ คิดบัญชีกับแกอย่างสาสม"
เฉินซวนหยิบโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อออกมาแล้วกดโทรออก เขาตั้งใจจะรายงานความปลอดภัยให้ครอบครัวทราบก่อน
เฉินซวนกรอกเสียงลงไป "ฮัลโหล แม่ครับ ผมเอง เสี่ยวซวน!"
"เสี่ยวซวน ลูกอยู่ที่ไหน"
"แม่เพิ่งรู้เรื่องที่ลุงของลูกไล่ลูกออกจากตระกูลเฉิน"
"แล้วคุณปู่ของลูกล่ะ ท่านไม่ได้ออกมาพูดอะไรเลยหรือ"
จากปลายสายมีเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนรนของเหมียวลี่ผู้เป็นแม่ดังขึ้นมา หัวใจของเฉินซวนรู้สึกอบอุ่น นี่แหละคือแม่ของเขา พอรับสายก็เริ่มต้นด้วยความห่วงใยทันที นี่คือความรักของแม่ที่หาได้ยากและล้ำค่าที่สุดในโลก