- หน้าแรก
- ทิ้งคลาส เอส สุดโกง ไปปั้นกายาศักดิ์สิทธิ์ให้สะเทือนโลก
- บทที่ 5 คุณปู่แห่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
บทที่ 5 คุณปู่แห่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
บทที่ 5 คุณปู่แห่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เพื่อรักษาขาทั้ง 3 ข้างของตัวเองเอาไว้
ก่อนที่จะกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หลินโม่แวะซื้อเบียร์ที่คุณปู่ของเขาชอบมากที่สุดมา 5 ลัง ตามด้วยกับแกล้มของโปรดของพวกเขาจากร้านขายอาหารพะโล้
หลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยความหวาดหวั่นเล็กน้อย
ภายในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าค่อนข้างเงียบเหงา
ที่นี่เก่าแก่มาก และเขาก็เป็นเด็กเพียงคนเดียวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลินโม่ที่ยังเหลืออยู่
แถมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ค่อนข้างล้าสมัย
ต่อมา ครอบครัวของทหารทุกคนก็ถูกส่งตัวไปอยู่ที่อื่น
ตอนแรกพวกเขาควรจะถูกย้ายไปที่นั่นด้วย แต่คุณปู่ทั้งหลายเกิดความผูกพันกับที่นี่ไปเสียแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อ
เมื่อเดินผ่านต้นร่มเงาขนาดใหญ่ตรงประตูทางเข้า
หลินโม่ก็พอมองเห็นคุณปู่ของเขาหลายคนนั่งอยู่ในศาลาใต้ตึกหอพักผ่านเงาไม้ได้อย่างเลือนลาง
"คุณปู่ครับ! ผมกลับมาแล้ว!!!"
เสียงของเขาไปถึงก่อนตัวเสียอีก
ชายชรา 4 คน กับดวงตา 7 คู่ ล้วนจับจ้องมาที่หลินโม่เป็นตาเดียว
พวกเขาล้วนถูกบังคับให้ปลดประจำการเนื่องจากความพิการ
คุณปู่ใหญ่สูญเสียแขนขวา คุณปู่รองสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง ส่วนคุณปู่สามก็สูญเสียตาซ้ายและหูซ้าย
สำหรับคุณปู่สี่... เขามีร่างกายที่ดูสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีส่วนใดพิการ
แต่มีเพียงคนที่คุ้นเคยกับเขาเท่านั้นที่รู้ว่า มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่หลังศีรษะของเขา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมอง ทำให้เขามักจะสับสนมึนงงอยู่บ่อยๆ แม้จะพักฟื้นมาหลายปีแล้ว แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงดูเหม่อลอยอยู่บ้าง
คุณปู่ใหญ่รูปร่างกำยำตบมือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวลงบนโต๊ะเสียงดังปัง "มานี่เลย!"
หลินโม่รีบเดินเข้าไปหาคุณปู่ใหญ่อย่างว่าง่ายทันที
คุณปู่ใหญ่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เอื้อมมือมาคว้าหูของหลินโม่หมับเข้าให้
ตอนนั้นเองที่หลินโม่สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
เมื่อก่อน เขารู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของคุณปู่ใหญ่นั้นรวดเร็วมากเสมอ
แต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกว่ามันช้าลงนิดหน่อย แถมเขายังรู้สึกว่าตัวเองสามารถหลบหลีกได้อย่างง่ายดายด้วยซ้ำ
เขาเพิ่งจะตระหนักได้
ไม่ใช่ว่าการเคลื่อนไหวของคุณปู่ใหญ่ช้าลงหรอก แต่เป็นความเร็วในการตอบสนองของเขาต่างหากที่เพิ่มขึ้น!
หลินโม่ระงับสัญชาตญาณที่จะหลบหลีก และปล่อยให้คุณปู่ใหญ่ดึงหูของเขา
แต่ก่อนที่คุณปู่ใหญ่จะทันได้ออกแรง หลินโม่ก็ส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดออกมาเสียก่อน
"โอ๊ยๆๆ เจ็บๆๆ เจ็บครับ!"
"คุณปู่ใหญ่เบามือหน่อย เบามือหน่อยครับ! ผมเจ็บ!"
ก่อนที่คุณปู่ใหญ่จะทันได้ปล่อยมือ คุณปู่สี่ก็พุ่งพรวดเข้ามา มือขวาของเขาตะปบราวกับกรงเล็บนกอินทรี คว้ามือของคุณปู่ใหญ่แล้วดึงออกไป
"เฮ้ย เจ้าสี่ แก!"
คุณปู่สี่เอาตัวบังหลินโม่ไว้ข้างหลัง "เขา... เขาบอกว่า... เจ็บ!"
หลินโม่หลบอยู่หลังคุณปู่สี่พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
คุณปู่ใหญ่ถลึงตาใส่หลินโม่ด้วยความโกรธจัด รู้สึกราวกับว่าหลานชายคนนี้ไม่เอาไหนเลยจริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรอีก
"บอกปู่มาสิ ว่าหลานกำลังคิดอะไรอยู่"
"เพื่อยายหนูซูโย่วเวยคนนั้น หลานถึงกับยอมทิ้งคลาสจอมเวทมนตร์ดำไปเลยงั้นเรอะ มันคุ้มกันไหมห๊ะ"
"ถ้าหลานอยากจะอัปเลเวลกายาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้มันมหาศาลเลยนะ!"
"หลานนี่มัน! เฮ้อ!"
คุณปู่รองก็พูดขึ้นมาบ้าง "ใช่แล้ว โม่เอ๋อร์ หลานทำแบบนี้มันไม่ฉลาดเลยนะ พลังที่ยิ่งใหญ่ควรจะเก็บไว้กับตัวสิ ไม่อย่างนั้นถ้ามีสัตว์ประหลาดจากขุมนรกโผล่มา หลานก็ทำได้แค่มองดูคนรอบข้างตกอยู่ในอันตรายโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย!"
"อีกอย่าง ถ้าหลานแข็งแกร่งซะอย่าง ผู้หญิงแบบไหนหลานก็หาได้ ทำไมถึงต้องไปผูกมัดตัวเองไว้กับซูโย่วเวยด้วยล่ะ..."
"แถมหลานก็รู้นี่นาว่าคุณน้าของยายหนูนั่นเป็นยังไง... เฮ้อ..."
หลินโม่ไม่ได้รีบแก้ตัว แต่กลับมองไปที่คุณปู่สามแทน "คุณปู่สามจะด่าผมอีกไหมครับ"
คุณปู่สามพ่นลมหายใจจนหนวดกระดิกพลางถลึงตาใส่ "ด่าบ้าด่าบออะไรล่ะ ปู่ด่าหลานทางโทรศัพท์จบไปแล้ว ตอนนี้ปู่กำลังรอฟังคำอธิบายจากหลานอยู่เนี่ย!"
หลินโม่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตบไหล่คุณปู่สี่เบาๆ
"เอาล่ะครับ ขอบคุณคุณปู่สี่มาก ตอนนี้ผมไม่เป็นไรแล้วครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น คุณปู่สี่ก็หลีกทางให้เขา
หลังจากนั้น หลินโม่ก็พูดกับคุณปู่ทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง
"ผมรู้ว่าคุณปู่เป็นห่วงและกังวลใจเรื่องของผม แต่ก่อนอื่นเลยนะ การที่ผมเลือกที่จะแลกเปลี่ยนคลาสมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับซูโย่วเวยเลยครับ"
"ต่อให้เป็นคนอื่นที่ได้คลาสจักรพรรดิบรรพกาลระดับทริปเปิลเอส ผมก็ยังจะขอแลกด้วยอยู่ดี"
คุณปู่อีกสามคน ยกเว้นคุณปู่สี่ ต่างก็มองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
ถ้าไม่ใช่เพราะยายหนูซูโย่วเวย
แล้วการที่หลินโม่ทำแบบนี้มันก็ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
"กายาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลมีข้อจำกัดเรื่องค่าประสบการณ์ ทำให้ยากที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้มันได้จริงๆ ครับ"
"แต่เมื่อใดที่มันทะลวงขีดจำกัดไปได้ ความแข็งแกร่งของมันจะสามารถทำให้ผมไร้เทียมทานในระดับเดียวกันได้เลยนะครับ!"
ขณะที่พูด หลินโม่ก็ยืดอกขึ้น อดไม่ได้ที่จะนึกถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่เขาเปลี่ยนคลาส ร่างนั้นช่างดูเป็นนิรันดร์และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ราวกับจักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่ปาน
"จอมเวทมนตร์ดำอาจจะแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่มันจะทำให้ผมสามารถบดขยี้คนอื่นด้วยพลังของผม แล้วก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้หรือเปล่าล่ะครับ"
คุณปู่สี่ปรบมืออย่างกระตือรือร้นอยู่ด้านข้าง "ดี... ดีมาก... โม่เอ๋อร์พูด... พูดได้ดีมาก!"
ทว่า คุณปู่รองกลับแค่นเสียงเย็นชา และกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ก็ถูกคุณปู่ใหญ่ดึงตัวเอาไว้เสียก่อน
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของหลินโม่ คุณปู่ใหญ่ก็ถามอย่างครุ่นคิด
"หลาน... คิดว่าหลานจะสามารถทำลายข้อจำกัดของกายาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลได้งั้นเหรอ"
"ไม่ต้องบอกรายละเอียดหรอกนะ แค่บอกมาว่าได้หรือไม่ได้ก็พอ"
"ได้ครับ" หลินโม่ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "ผมคิดว่าผมทำได้"
ความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้าของคุณปู่ใหญ่ค่อยๆ จางหายไป เขาจ้องมองหลินโม่อย่างลึกซึ้ง "ตกลง ปู่เข้าใจแล้ว"
คุณปู่รองและคุณปู่สามต่างก็มีสีหน้างุนงง
นี่มันจบลงง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ
ฟ้าแลบแต่ฝนไม่ตกเนี่ยนะ
"แล้วสำหรับการประเมินในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า หลานตั้งเป้าไว้หรือยังว่าจะเข้าเรียนที่สถาบันไหน"
หลินโม่ตอบกลับอย่างหนักแน่นโดยไม่ลังเลเลยว่า "สถาบันการศึกษานครหลวงครับ"
ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาระดับโลกอยู่ 3 แห่งในจักรวรรดิหัวเซี่ย
ได้แก่ สถาบันการศึกษานครหลวง สถาบันการศึกษาจิ่วเทียน และสถาบันการศึกษาสงคราม
ในบรรดาสถาบันทั้งสามแห่งนี้ สถาบันการศึกษานครหลวงถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด
มีเกณฑ์การรับสมัครที่ต้องการความแข็งแกร่งสูงที่สุด และแน่นอนว่าทรัพยากรของที่นี่ก็ยอดเยี่ยมที่สุดเช่นกัน!
ดังนั้นนี่จึงเป็นสถาบันที่หลินโต้วางแผนจะไปศึกษาต่อ
สีหน้าของคุณปู่ใหญ่ไม่ได้แสดงความประหลาดใจเลย "สถาบันการศึกษานครหลวงงั้นรึ นั่นก็เป็นที่ที่ยายหนูรั่วอวิ๋นไปเรียนเหมือนกันนี่"
"ก็ดีเหมือนกันนะ ยังไงพวกหลานก็โตมาด้วยกันอยู่แล้ว ถ้าได้อยู่สถาบันเดียวกันจะได้คอยดูแลช่วยเหลือกันได้"
หลังจากนั้น คุณปู่ใหญ่ก็เปลี่ยนเรื่อง "แล้วหลานมัวยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ"
"ไปบอกให้โรงอาหารเตรียมข้าวเย็นได้แล้ว ปู่จะกินเหล้า!"
"รับทราบครับ!" เมื่อรู้ว่าตัวเองรอดตัวแล้ว หลินโม่ก็รีบวิ่งเหยาะๆ ไปที่โรงอาหารพร้อมกับหอบหิ้วเหล้าและกับแกล้มไปด้วย
หลังจากร่างของหลินโม่หายลับไปแล้ว
ในที่สุดคุณปู่สามและคุณปู่รองก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว
"พี่ใหญ่ พี่จะปล่อยไปแบบนี้จริงๆ เหรอ"
"การจะทะลวงผ่านกายาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลไปได้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ง่ายๆ แค่การพูดปาวๆ หรอกนะ"
คุณปู่ใหญ่ถลึงตาใส่ "อะไรกัน พวกแกเพิ่งจะมารู้จักหลินโม่เอาวันนี้หรือไง"
"นอกจากเรื่องที่ชอบหลงผู้หญิงจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว เขาเคยทำให้พวกเราผิดหวังตอนไหนบ้างล่ะ"
"ในเมื่อเขาบอกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีผลมาจากซูโย่วเวย มันก็ต้องไม่ใช่แน่นอนอยู่แล้ว"
"มีอะไรจำเป็นจะต้องไปซักไซ้ไล่เลียงเรื่องอื่นให้มากความอีกล่ะ"
"หรือว่าพวกแกจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นกับซูเชี่ยนเสวี่ย น้าสาวของซูโย่วเวยไปแล้ว"
เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้ ทั้งคุณปู่รองและคุณปู่สามต่างก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
"เอาเถอะนะ คนเราต่างก็มีโชคชะตาเป็นของตัวเอง"
"จะไปรับรู้อะไรให้มันมากมายไปทำไม รังแต่จะเพิ่มความเสี่ยงเปล่าๆ"
"ในเมื่อเรื่องมันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็คือการให้ความช่วยเหลือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ล่ะนะ~"
คุณปู่ใหญ่จงใจลากเสียงยาว ทำเอามุมปากของคุณปู่รองและคุณปู่สามกระตุกยิกๆ
"ไม่เอาน่า นี่เราต้องทำกันอีกแล้วเหรอเนี่ย"
คุณปู่ใหญ่จ้องเขม็งไปที่ทั้งสองคน "ทำไม ตอนที่ยายหนูรั่วอวิ๋นจะไปเรียนที่สถาบันการศึกษานครหลวง พวกแกยังไม่เห็นจะเสียดายเงินซื้อทรัพยากรให้เธอเลยนี่"
"พอตอนนี้ถึงคราวที่โม่เอ๋อร์จะไปบ้าง พวกแกกลับมาทำขี้เหนียวงั้นเรอะ"
คุณปู่รองพึมพำอุบอิบ "ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้นี่นา ฉันแค่จะบอกว่าฉันควรจะเก็บเงินไว้ซื้อเหล้ากินบ้างต่างหาก..."
คุณปู่สามก็แก้ตัวเช่นกัน "เสี่ยวหงในตรอกยังรอให้ฉันไปอุดหนุนอยู่นะ อย่างน้อยก็ให้ฉันเก็บเงินไว้บ้างเถอะ พี่ไม่รู้อะไร พี่ชายหล่อนก็ติดการพนัน แม่ก็เป็นอัมพาต ส่วนพ่อก็ตายจากไปตั้งแต่หล่อนยังเด็ก ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพาหล่อนคนเดียวนะ"
คุณปู่ใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เลิกพล่ามได้แล้ว แก่ปูนนี้แล้วยังจะคิดแต่เรื่องกินเหล้าเมายาแล้วก็ไปมั่วสุมกับผู้หญิงอยู่อีก!"
"ไปเอาเงินเก็บทั้งหมดของพวกแกมาให้ฉันซะดีๆ"
"ถ้าขาดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียวล่ะก็ ฮึ่ม..."
"พวกแกยังจะกล้าสู้หน้าพ่อแม่ของโม่เอ๋อร์ที่สั่งเสียไว้ก่อนตายได้อีกเหรอ"
เมื่อได้ยินดังนั้น คุณปู่ทั้งสองก็มองไปทางที่หลินโม่เดินไปยังโรงอาหารโดยสัญชาตญาณ
คุณปู่รองเม้มริมฝีปากแน่น "ช่างมันเถอะ ก็แค่เหล้า ฉันไม่กินก็ได้!"
คุณปู่สามส่ายหน้าไปมา
"เสี่ยวหงเอ๊ย อย่าโทษฉันเลยนะ"
"เธอต้องผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปให้ได้ด้วยตัวเองนะจ๊ะ รอให้ปู่ได้เงินอุดหนุนช่วงครึ่งปีหลังก่อนเถอะ แล้วปู่จะไปช่วยเธอเอง!"