- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 266 หน้าจอแสงเฝ้าระวัง
บทที่ 266 หน้าจอแสงเฝ้าระวัง
บทที่ 266 หน้าจอแสงเฝ้าระวัง
นับตั้งแต่โม่หลานตัดสินใจว่าจะนำเนื้องูพวกนี้มาทำอาหารทั้งหมด บรรดาเครื่องครัวในครัวเคลื่อนที่ก็เริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้นมาทันที
โม่หลานจึงมอบหมายงานทำอาหารให้กับเครื่องครัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น ส่วนเธอก็เพียงแค่ใช้การ์ดเตรียมเครื่องปรุงและวัตถุดิบให้พวกมันอย่างเพียงพอ
ของพวกนี้ ในแปลงผักของเธอก็สามารถหาได้ แต่เธอขี้เกียจกลับไปเอา
เธอเต็มใจที่จะฝึกฝนระดับเวทมนตร์ของตัวเองในสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตที่ไม่สะดวกสบายซึ่งสถาบันสร้างขึ้น แต่เธอกลับไม่ยอมเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ได้ช่วยพัฒนาเวทมนตร์มากนัก
ดังนั้นเธอจึงเต็มใจที่จะปลูกพืชที่ตัวเองต้องการในสวนของหอพักและแปลงเกษตร และคอยดูแลอย่างระมัดระวัง เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของตัวเอง พร้อมกับฝึกฝนเวทมนตร์เพาะปลูกและเวทมนตร์พฤกษาไปในตัว
แต่เนื่องจากเธอไม่ชอบเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนเวทมนตร์ ดังนั้นบางครั้ง เธอจึงใช้การ์ดเพื่อเตรียมวัตถุดิบทำอาหารเช่นกัน
โดยเฉพาะในช่วงที่ยอดขายการ์ดของเธอพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนไม่ขาดแคลนพลังงานในการสร้างการ์ด
การ์ดเป็นพรสวรรค์ของเธออยู่แล้ว เธอจึงไม่ต้องกังวลเหมือนกับผู้ทำสัญญาเวทมนตร์การ์ดคนอื่น ๆ ว่าจู่ ๆ วันหนึ่งจะสูญเสียมันไป ดังนั้นพออยากจะใช้ เธอก็ใช้ได้เลย
แม้แต่คุณอามีช่าก็ไม่ได้จำกัดความสามารถในการใช้การ์ดของเธอเอง เพียงแต่ไม่ให้เธอขายการ์ดบางชนิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความกระตือรือร้นในการเรียนเวทมนตร์ของแม่มดน้อยคนอื่น ๆ เร็วเกินไปก็เท่านั้น
สำหรับโม่หลานในตอนนี้ เวทมนตร์ทำอาหารเป็นสิ่งที่เธอเชี่ยวชาญมากแล้ว เพียงแค่แบ่งสมาธิไปดูแลเครื่องครัวพวกนั้นนิดหน่อย พวกมันก็สามารถทำอาหารที่เธอต้องการออกมาได้
เหมือนกับที่เธอทำเองไม่ผิดเพี้ยน
ในระหว่างที่เครื่องครัวกำลังยุ่ง โม่หลานก็ทุ่มเทสมาธิไปกับการจัดการเหยื่อที่เหลือ
หนังเสือดาวลายทองต้องนำมาจัดการให้ดี เอาไปทำเป็นเสื้อคลุมกันหนาวก็ไม่เลว หรือจะเอาไปทำเป็นผ้าห่มก็อุ่นดีเหมือนกัน
เมื่อไม่นานมานี้ โม่หลานเพิ่งรู้จากพวกรุ่นพี่ลิลิธว่า เสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือแม้แต่ผ้าม่านในหอพักที่ทำจากผ้าซึ่งคลังของปราสาทจัดหาให้ ตอนที่ย้ายออกจากหอพักในปลายปีสาม ล้วนไม่สามารถนำติดตัวไปได้
ของพวกนี้ไม่ใช่เสบียงที่เป็นของพวกเธอเองอย่างสมบูรณ์
หากไม่มีเสื้อผ้ากันหนาว ก็ต้องใช้วงเวทควบคุมอุณหภูมิถึงจะให้ความอบอุ่นได้
เพียงแต่เนื้อผ้าธรรมดาไม่สามารถรองรับวงเวทควบคุมอุณหภูมิได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นหนังสัตว์เวทถึงจะใช้ได้
แต่ในพื้นที่ชั้นในไม่มีหนังสัตว์เวทหรอกนะ
หนังสัตว์เวทในคลังวัสดุเล่นแร่แปรธาตุสามารถนำมาใช้ฝึกเวทมนตร์เล่นแร่แปรธาตุได้ แต่ไม่สามารถนำผลงานที่ทำเสร็จแล้วกลับไปใช้ส่วนตัวได้
ดังนั้นขนสัตว์และหนังสัตว์ที่ให้ความอบอุ่น จึงเป็นหนึ่งในเสบียงสำคัญที่เธอต้องเก็บรวบรวม อย่างน้อยในช่วงปีสี่ ก็ต้องได้ใช้อย่างแน่นอน
ส่วนหนังหมูป่าขนดำ โม่หลานก็ถลกมันออกมาพร้อมกับขนหมูที่อยู่บนนั้น
เธอใช้ทักษะการถลกหนังอันเชี่ยวชาญของตัวเอง แยกหนังหมูแผ่นใหญ่นี้ออกเป็นสามชั้น
โม่หลานมีการ์ดเครื่องมือเย็บปัก จึงไม่จำเป็นต้องใช้ขนของหมูป่าขนดำมาทำเป็นเข็มเย็บผ้า หนังชั้นที่ติดกับขนหมูนี้ เธอตั้งใจจะเก็บไว้ทำเสื้อกันฝนให้ตัวเอง
ขนหมูป่าขนดำทั้งทนน้ำและทนไฟ เอามาใช้กันฝนได้พอดีเลย
ส่วนเนื้อหมูป่าขนดำ โม่หลานจัดการหั่นและนำไปหมักไว้ในถังใบใหญ่ เตรียมไว้สำหรับทำเนื้อรมควันในภายหลัง
สุดท้ายคือไก่สามหางสี่ตัว หลังจากจัดการเสร็จ เธอก็แช่แข็งพวกมันจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง
เดี๋ยวค่อยเอาไปใส่ในตู้เย็นที่หอพัก เผื่อวันไหนล่าเหยื่อดี ๆ ไม่ได้ ก็จะได้หยิบมาใช้ประโยชน์
หลังจากจัดการเหยื่อทั้งหมดที่นำกลับมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว โม่หลานก็หยิบ {การ์ดชุดหม้อต้มยาแม่มด} ออกมา แล้วนำพืชเวทมนตร์ในกระเป๋าสะพายออกมาทั้งหมด
อาศัยจังหวะที่ยังสดใหม่ เธอรีบใช้เวทมนตร์ปรุงยา สกัดหยาดแก่นแท้ของพืชเวทมนตร์แต่ละส่วนออกมา แล้วเก็บไว้ในขวดคริสตัลโดยเฉพาะ
วิธีนี้สามารถป้องกันไม่ให้พืชเวทมนตร์เหี่ยวเฉาและสูญเสียสรรพคุณทางยาไปได้ เพราะถึงยังไงพืชเวทมนตร์ที่ยังสดใหม่ ย่อมสามารถสกัดหยาดแก่นแท้ของยาเวทมนตร์ออกมาได้มากกว่าเสมอ
รอจนสะสมส่วนผสมสำหรับปรุงยาได้ครบหนึ่งขนาน แล้วค่อยนำหยาดแก่นแท้ของยาเวทมนตร์ไปปรุงโดยตรงก็พอแล้ว
ไม่ใช่ว่าเธอประหยัดจนไม่อยากจะทิ้งสรรพคุณทางยาที่สูญเสียไปเพียงเล็กน้อยหรอกนะ แต่เป็นเพราะหลังจากที่เรือนกระจกหมายเลข 1 ไม่เปิดให้พวกเธอเข้าไปแล้ว เธอก็ยากที่จะปรุงยาเวทมนตร์ตามอำเภอใจโดยไม่เสียดายวัตถุดิบได้อีก
ถ้ารวบรวมส่วนผสมไม่ครบ ก็ปรุงยาเวทมนตร์ไม่ได้ แล้วระดับเวทมนตร์ปรุงยาจะพัฒนาขึ้นได้อย่างไรล่ะ?
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสะสมพืชเวทมนตร์ แล้วสกัดเป็นหยาดแก่นแท้เพื่อเก็บรักษาไว้ ถึงจะใช้ประโยชน์จากพืชเวทมนตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การรักษาสรรพคุณทางยาไว้ได้มากกว่าเดิมอีกนิด เมื่อสะสมทีละเล็กทีละน้อย ก็สามารถปรุงยาเวทมนตร์เพิ่มได้อีกหนึ่งครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนการสกัดหยาดแก่นแท้ของยาเวทมนตร์ ในตัวมันเองก็ถือเป็นการฝึกฝนเวทมนตร์ปรุงยาอย่างหนึ่งเช่นกัน
เพียงไม่นาน ข้างกายโม่หลานก็มีขวดและกระปุกเพิ่มขึ้นมามากมาย
บางส่วนที่สามารถรวบรวมส่วนผสมได้ครบหนึ่งขนานแล้ว ก็ถูกเธอปรุงขึ้นมาตรงนั้นเลย
รอจนเธอจัดการพืชเวทมนตร์พวกนี้จนเสร็จ โม่หลานถึงค่อยมีสมาธิหันไปมองสถานการณ์ของแม่มดน้อยบนหน้าจอแสงเฝ้าระวัง
ตอนนี้พวกวาชิด้ารักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี และกลับเข้าไปในพื้นที่ชั้นในอีกครั้งแล้ว
โม่หลานมองเห็นพวกเธอผ่านทางหน้าจอแสงเฝ้าระวัง
วาชิด้ามีโคลนสีดำเลอะเทอะไปทั้งตัว กำลังคืบคลานไปตามพื้นดิน
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าในแม่มดน้อยชั้นปีสามทั้งหมด มีแค่เธอคนเดียวที่มีดวงตาสีดำสนิทแบบนี้ โม่หลานก็คงจำไม่ได้หรอกว่านั่นคือวาชิด้า
บางครั้งยังเห็นมดดำตัวใหญ่ราวกับลูกหมูเดินผ่านข้างกายเธอไป
นั่นคือมดมีพิษขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง พลังป้องกันและความเร็วอยู่ในระดับปานกลาง พิษก็ไม่ถึงตาย หากโดนกัดสักครั้งสองครั้งก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าเจอแค่ตัวสองตัว แม่มดระดับฝึกหัดก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
แต่มดยักษ์ชนิดนี้แทบจะไม่เคยอยู่ตัวเดียว หากเจอเมื่อไหร่ก็ต้องเจอเป็นฝูงใหญ่ บางครั้งอาจจะมีรังมดอยู่เต็มทั้งเนินเขาเลยทีเดียว
ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าวาชิด้าจะหาสิ่งที่สามารถตบตาการรับรู้ของมดยักษ์ได้แล้ว
ดินโคลนผสมกับเลือดเนื้อของมดยักษ์ เมื่อนำมาทาตัว จะทำให้มดยักษ์คิดว่าเธอเป็นพวกเดียวกัน
เพียงแต่มดยักษ์พวกนี้ไม่ชอบน้ำนี่นา ก่อนหน้านี้วาชิด้าหลงเข้าไปในฝูงมดยักษ์ได้ยังไงกัน แหล่งน้ำไม่น่าจะอยู่แถวนี้เสียหน่อย
คุณอามีช่าก็คงไม่ถึงขั้นส่งคนเข้าไปในฝูงมดยักษ์ตั้งแต่แรกหรอกมั้ง แบบนั้นมันจะเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
อีกด้านหนึ่ง ซิลฟ์กลับไม่ได้มีสภาพทุลักทุเลขนาดนั้น ดูเหมือนว่ากำลังเดินอยู่กลางป่า แถมยังใช้เวทหลีกทางกับเวทเคลื่อนคล้อย จึงเคลื่อนไหวได้สบายกว่าแม่มดน้อยคนอื่นมาก
บางครั้งก็เก็บพืชเวทมนตร์ไปด้วย เพียงแต่ตอนที่ต้องรับมือกับสัตว์ป่าที่โผล่มาอย่างกะทันหัน ยังดูติดขัดอยู่บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอค่อนข้างคุ้นเคยกับเวทมนตร์ธาตุไม้ และที่ใช้ก็มีแต่เวทมนตร์ธาตุไม้ ทว่าระดับเวทมนตร์เห็นได้ชัดว่ายังไม่สูงพอ พลังโจมตีของเวทหนามไม้และเวทใบไม้ปลิดชีพจึงไม่เพียงพอ ยากที่จะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับสัตว์ป่าได้อย่างรวดเร็ว
ความแม่นยำในการร่ายเวทก็ดูเหมือนจะมีปัญหาเล็กน้อย ไม่สามารถโจมตีจุดตายเพื่อปลิดชีพในคราวเดียวขณะที่หลบหลีกการโจมตีของสัตว์ป่าได้
แต่เธอมีพลังเวทเหลือเฟือ และความเร็วของเวทเคลื่อนที่ความเร็วสูงก็เร็วมาก ขอเพียงไม่ใช่สัตว์ป่าที่ความเร็วสูงเป็นพิเศษ ซิลฟ์ก็สามารถค่อย ๆ จัดการพวกมันจนตายได้
และเห็นได้ชัดเลยว่า การต่อสู้ของเธอเริ่มเชี่ยวชาญขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
ถ้าระดับเวทมนตร์สูงกว่านี้อีกนิด หรือได้เรียนเวทมนตร์ระดับฝึกหัดที่มีพลังโจมตีสูงกว่านี้ ก็คงสามารถรับมือกับสัตว์ป่าส่วนใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
แต่เดิมสัตว์ป่าส่วนใหญ่ก็มีระดับสูสีกับแม่มดระดับฝึกหัดและระดับต้น หรือผู้ที่มีพลังเหนือมนุษย์เท่านั้น
จากการสั่งสมมาตลอดสองปี พลังเวทมนตร์ของแม่มดน้อยส่วนใหญ่ก็พัฒนาไปถึงระดับต้นแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ถึง ก็อีกไม่ไกลแล้วล่ะ
เพียงแต่ระดับเวทมนตร์ยังพัฒนาตามมาไม่ทันก็เท่านั้น